ปฏิบัติการลัดทางจิต เพื่อเข้าสู่ พระนิพพาน

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า คนที่คิดว่า ตัวจะตาย ถ้าคิดต่อไปว่า ถ้าเราเป็นพระโสดาบัน(คือ คนที่ มีจิตนึกคิดอยู่เสมอว่าตัวเราต้องตาย ยอมรับนับถือ ความดีของพระพุทธเจ้า ความดีของพระธรรม และความดีของพระอริยสงฆ์ ทรงศีล ๕ บริสุทธิ์ มีจิตใจรัก พระนิพพาน เป็นอารมณ์) เราต้องกลับมา เป็นมนุษย์กับเทวดา สลับกันไป ความเหนื่อยยากในกายยังมีอยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า
ถ้าอย่างไรก็ดี ตัดความเกิดเสียให้สิ้น จุดหมายปลายทางก็คือ พระนิพพาน
การจะเข้าพระนิพพาน ถ้าจะว่ากันตาม สังโยชน์ ๑๐ ประการ ก็รู้สึกว่าจะช้า เราไปรวบยอดกันตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร
ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า
“เราจงอย่าสนใจร่างกาย กายในกายได้แก่กายของเรา
จงมีความคิดว่า กายนี้มันสักแต่ว่าเป็นกาย กายนี้สักแต่ว่าเป็นเรือนร่าง ที่อาศัยชั่วคราว
มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด
เราคือจิตที่มาอาศัยอยู่ในกาย ถ้ากายมันพังเราก็ต้องไป ไปแล้วถ้าหากว่าเรายังต้องการกายมาเป็นที่เกิดอีก เราก็มีทุกข์อย่างนี้”
องค์สมเด็จพระชินสีห์รวบรัดตัดใจความว่า
“เธอจงอย่าสนใจในกายของเธอ
ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำงานหาอาหารเลี้ยงมัน หาผ้านุ่ง ผ้าห่มให้แก่มัน เพื่อเป็นการป้องกัน การหนาว การร้อน และการหิวกระหายในอาหาร
แต่ทว่า จงอย่าคิดว่า เรากับร่างกายนี้จะอยู่ร่วมกันไปตลอดกาลตลอดสมัย
ให้มีความรู้สึกเสมอว่า
ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
เราคือ จิต ที่เข้ามาอาศัยร่างกายชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อมันสลายตัวเมื่อไร เราก็ต้องไป”
องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงแนะนำว่า
“จงอย่าผูกพันในร่างกายต่อไป
เราจงคิดไว้เสมอว่า
ร่างกายเป็นแดนของความทุกข์
เป็นปัจจัยของความทุกข์
ไม่ได้บันดาลความสุขให้แก่เรา
เมื่อร่างกายนี้หมดไปเมื่อไร
ขึ้นชื่อว่ากายอย่างนี้ สำหรับเราไม่มีอีก”
และทรงแนะนำว่า
“แม้ร่างกายของบุคคลอื่น เราก็ไม่ต้องการ
และก็ไม่ต้องการผูกพันในวัตถุทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
ถือว่าเป็นสมบัติของโลก มันก็เป็นสมบัติของโลก
ในเมื่อชีวิตินทรีย์ของเรานี้หมดไป ก็เป็นเหตุสุดวิสัย ที่เราจะปกครองสมบัติของโลกต่อไปได้”
ถ้ากำลังใจของพุทธบริษัททั้งหลาย คิดอย่างนี้เป็นปกติ และแถมต่อไปสักนิดว่า
“ถ้าเราตายคราวนี้ เราขอมีพระนิพพานเป็นที่ไป มนุษยโลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ไม่เป็นที่ยินดีสำหรับเรา เราต้องการอย่างเดียวคือ พระนิพพาน”
ถ้าอารมณ์ใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน
คิดไว้อย่างนี้เป็นปกติ
อารมณ์ความรักในเพศ อารมณ์ความโลภในทรัพย์สิน อารมณ์ความโกรธ ความพยาบาททั้งหลาย ความหลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณของร่างกาย และทรัพย์สินทั้งหลาย ก็สลายตัวไปจากจิตใจ
องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า
ท่านเป็นผู้เข้าถึงซึ่งอารมณ์แห่ง “พระนิพพาน”
สรุปรวมความว่า เป็นพระอรหันต์ ตายจากชาตินี้แล้ว ก็ไปพระนิพพานทันที
สวัสดี




ที่มา: ราชพรหมยานมหาเถรานุสรณ์ พิมพ์โดย: เยาวยุทธ