อัตตนา โจทยัตตานัง เราจงเตือนตนของตนเองไว้เสมอ
อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน
โกหิ นาโถ ปโรสิยา บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
อัตตาหิ สุทันเตนะ เมื่อเราฝึกตนดีแล้ว
นาถัง ลภติ ทุลภัง เราจะได้ที่พึ่งอันบุคคลอื่น หาได้ด้วยยากก็คือ พระนิพพาน

ตัวอย่างของพวกเราก็คือ คุณอ๋อย คุณอ๋อยนี่เวลานี้เขาบอกว่า ตายไปแล้ว แต่ถ้าเราจะไปเทียบกับเรื่อง ๆ หนึ่งในพระธรรมบท ที่ตอนเช้าพระไปบิณฑบาต ได้ข่าวบุคคล 2 ประเภทตาย นั่นก็คือ เรื่องของ พระนางสามาวดี พร้อมไปด้วยบริวาร 500 ถูกพระนางมาคันทิยา ให้อาไปเผาปราสาท ตายหมดทั้ง 500 คน แล้วต่อมา พระเจ้าอุเทน พระราชสวามี จับได้ว่า พระนางคันทิยาทรยศ ฆ่าพระนางสามาวดี จึงแต่งตั้งให้เป็น อัครมเหสี มียศสูงขึ้น แล้วเล่าว่า นางสามาวดี ก็ดี นางสนม 500 ก็ดี ย่อมเป็นภัย กับเราอยู่เสมอ ตายเสียก็ดี คนที่ฆ่า ต้องเป็นคนที่เรารัก มีความหวังดีกับเรา พระนางมาคันทิยาเสียท่ารับว่า เป็นตัวการ พระเจ้าอุเทนก็ว่า ดีแล้ว ญาติพวกพ้องร่วมกันมีกี่คน เอามารับความดี ความชอบให้หมด ได้ตัวมาแล้วจับฝังดิน เชือดเนื้อ พระนางมาคันทิยา ทอดให้กินทีละชิ้น ๆ จนตาย

พระภิกษุได้ทราบ ก็กลับไปทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลทั้งสองนี้มีคติไม่เหมือนกัน สำหรับ พระนางสามาวดีกับคณะ ตายไปแล้ว ก็เหมือนกับ คนที่ไม่ตาย สำหรับ พระนางมาคันทิยานั้น มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับคนตายแล้ว แปลกไหม เพราะว่า คณะของพระนางมาสาวดีทั้งหมด ก่อนที่จะถูกไฟเผาเป็นพระโสดาบัน ในขณะ ถูกไฟเผา พระนางสามาวดี สอนบรรดา คนทั้งหลาย ของตนว่า จงอย่าโกรธ มาคันทิยาพราหมณ์ และ พระนางมาคันทิยา ทุกคนจงอย่าประมาท ดังนั้นทุกคน จึงพากัน พิจาณาขันธ์ 5 บางคน ก็เลื่อน จากพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี บางท่าน ก็เลื่อนเป็น พระอนาคามี ตายแล้ว ท่านก็ไปเกิด บนสวรรค์ มีนิพพานเป็นไปในเบื้องหน้า สำหรับพระนางมาคันทิยาตายแล้ว พากันไปอเวจีมหานรกหมด

นี่พูดกันเรื่องเผาก็เลยว่า เรื่องนี้ให้ฟัง อย่างที่คุณอ๋อยนี่ หลวงน้า ท่านปรารภว่า วันนี้เหตุที่ปรากฏเป็นอัศจรรย์ คนเป็นโรคอย่างนี้ มีทุกขเวทนามาก แต่ไม่ครวญ ไม่คราง ไม่ร้อง เป็นเรื่องอัศจรรย์ ท่านบอกว่า พบเป็นรายที่ 2 รายแรกก็คือ เจ้าคุณนร ฯ ทั้งนี้ เพราะท่านมีสังขารุเบกขาญาณ มีอารมณ์วางเฉยในขันธ์ 5 อาการอย่างนี้ ถ้าหากเรา จะฝึกกัน โดยวิธีใช้อารมณ์ นั่งหลับตา เป็นสมาธิ เป็นปกติแล้ว ใจเราก็จะดีแค่สมาธิ อันนี้ใช้ไม่ได้ ยังไกลต่อความเป็นจริง เวลาเราหลับตา ฝึกสมาธินั่น เราฝึกให้อารมณ์ ทรงอยู่ อารมณ์ที่ทรงนี้ เราต้องให้มั่น หลังจากเลิกสมาธิแล้วด้วย ให้อารมณ์มันชิน คือ ชินในกุศล ชินในความดี มุ่งจุดอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือ พระนิพพาน คนที่จะมีอารมณ์ อย่างนี้ได้ จะต้องมี อารมณ์รักพระนิพพาน จับในอารมณ์รักพระนิพพานนี่ ต้องสิงอยู่ในใจ ถ้าอารมณ์รักพระนิพพาน ไม่เข้าถึงที่สุด มันจะทนไม่ไหว ทนไม่ไหว เพราะ สังขารุเบกขาญาณ มีกำลังไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามีกำลังพอก็จะคิดว่า ทุกขเวทนาของขันธ์ 5 มันจะมีอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถ้ามันพังเมื่อไร เราก็จะไปพระนิพพาน มีความสุข ใจมันไปจับที่ความสุข จุดโน้นนะ ความทุรนทุรายจึงไม่มี

ต่อไปต้องพิจารณาอีกนิดหนึ่ง อย่างคุณอ๋อยนี่ นอนอยู่ในห้องก็ฟังเทปธรรมะบ้าง เสียงสวดมนต์บ้าง แกเคยบอกว่า เขาฝึกมโนมยิทธิกัน จะไปดูสวรรค์ ดูนั่นดูนี่ แกไม่ต้องการ แกต้องการไปพระนิพพาน อย่างง่ายๆ แบบสุกขวิปัสสโก แบบนี้พูดมาหลายปี จำได้ว่า 3 ปีกว่าเกือบ 4 ปี นี่ถึงแม้เราจะคิดไว้วันละน้อย ๆ แต่คิดบ่อย ๆ อารมณ์ก็เกิดความชิน คำว่า ชินตัวนี้ก็คือ ฌาน จิตมันตั้งตรง จิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน คิดว่า ถ้าตายเมื่อไรเราจะไปพระนิพพาน ถ้าคิดอย่างนี้ ตายก็ไปนิพพาน คิดไว้แบบไหนก่อนตาย จิตมันจะไปตามนั้น ดูตัวอย่างท่าน โฆษกเทพบุตร ตอนท่านเป็นคน ตอนท่านจะตาย เห็นท่านมหาเศรษฐี มีสุนัขท่านกินข้าวมธุปายาส ท่านก็แบ่ง ให้มันกินบ้าง หมาตัวเมีย ก่อนที่แกจะตาย แกก็มองดูเจ้าสุนัขตัวนั้นว่า มันเป็นหมายังดีกว่าเรา ตั้งแต่เกิดมา ข้าวมธุปายาส ไม่เคยกินเลย จิตใจไปจับในสุนัข ในที่สุดก็จะตาย จิตก็เข้าไปสู่ครรภ์ของสุนัข เลยเกิดมาเป็น ลูกหมา แต่อาศัยที่เพิ่งตายจากคนไป จึงมีความรู้สึกอย่างคน รู้ภาษาคนทุกอย่าง นี่สังเกตให้ดีนา สุนัขที่เรา เลี้ยงแมวที่เราเลี้ยง ถ้าเราพูดรู้ภาษาง่าย ๆ เจ้าพวกนี้จะมาจากที่ 2 สถาน คือ ถ้าไม่มาจากคน ก็มาจากเทวดา

พระพุทธเจ้าบอกว่า เทวดาก็ดี พรหมก็ดี เมื่อหมดบุญวาสนาบารมี จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ หรือเป็นพรหมใหม่ นี่แสนยากหายาก จะมาเกิดค้างอยู่แค่มนุษย์ ก็แสนยากเหมือนกัน ส่วนมากลงอบายภูมิ เพราะว่า คนเราที่ไปเกิดเป็นเทวดา ด้วยอาศัยบุญเบื้องหลัง เกิดมาย่อมทำบาป ด้วยกันทุกคน แต่หาก ก่อนตาย เราสร้างความดี เราก็ไปเป็นเทวดา


พิมพ์โดย: ธรรมบาล