ถ้าเรามีความฉลาด แต่ถ้าหากว่า เราโง่ ปล่อยให้จิต เป็นทาสของกิเลส ยังมีอารมณ์ อิจฉาริษยาบุคคลอื่น อยากจะพิฆาตเข่นฆ่า ทำลายบุคคลอื่น ให้มีความทุกข์ ขาดความเมตตาปรานี มีอารมณ์ อิจฉา มีอารมณ์ หวั่นไหว ในกฎของกรรม อันเป็นสิ่งธรรมดา อันไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ อย่างนี้ จะป่วยการกล่าวไปใย ถึงพระโสดาบัน แม้แต่เราจะเป็นคน ก็ยังเป็นไม่ได้ เพราะวิสัยเป็นจิตของ อบายภูมิ คือ เป็นนิสัยของสัตว์นรก เป็นวิสัยของเปรต เป็นวิสัยของอสุรกาย เป็นวิสัยของสัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้น อารมณ์ประเภทนี้ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จงเว้นเสีย ทรงพรหมวิหาร 4 ให้เป็นปกติ

นี่เรามาพูดกันถึง การเป็นพระโสดาบัน ต่อนี้ไปเราก็จะใช้วิธีอธิบายให้ละเอียดสักหน่อย เพราะการเป็นพระโสดาบันที่บอก ว่าไม่ยากในอันดับแรกขอบรรดาท่านพุทธบริษัทมีอารมณ์จิตคิดไว้เสมอว่า เราจะไม่สนใจกับจริยาของบุคคลอื่นโดยจะไม่ ไปก้าวก่าย กับจริยาของใคร ไม่เข้าไปอิจฉาริษยาบุคคลอื่น ว่าบุคคลนี้กินมากเกินไป นอนมากเกินไป หลงในลาภสักการะ เกินไป บำเพ็ญเพียรดีเกินไป อย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าจิตเราไปยุ่งกับเขา ก็แสดงว่า เรานิยมอบายภูมิ อย่างนี้ไม่ต้องมีใครแช่ง ไปเองแบบสบาย จะบวชพระสักกี่โกฏิปี มันก็ไม่มีประโยชน์เพราะว่า จิตมันเลว สภาวะของเพศเป็นพระ แต่จิตเป็นจิต ของอบายภูมิ จะสร้างความดี แบบไหน มันก็ดีไม่ได้ คนที่มีจิตเลว นี่เป็น อันว่า เราจะพยายามควบคุมจิตของเรา ไม่ให้ไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น แต่ความจริงเรื่องนี้ เราได้ยินกันอยู่ทุกวัน แต่ความเลวของพวกเราน่ะเปลื้องกัน ได้หรือเปล่า



พิมพ์โดย: ธรรมบาล