สำหรับโอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ได้สมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อนี้ไป ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจ สงบอารมณ์ให้เป็นสมาธิ คือ ในอันดับแรก ขณะที่รับฟังเสียง ตั้งใจฟังเสียงให้รู้เรื่องทุกถ้อยคำ

การตั้งใจฟังเสียงทุกถ้อยคำแสดงว่า จิตทรงสมาธิ เพราะว่า สมาธิ แปลว่า ตั้งใจ ไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง โดยเฉพาะเวลาที่เราตั้งใจฟังเสียง ถ้าหูได้ยินเสียงจิตรู้เรื่องตาม ก็ชื่อว่า อารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าหากว่าท่านใช้ปัญญาพิจารณาไปตาม กระแสเสียงด้วยหรือตามถ้อยคำ และเนื้อความที่กล่าว ก็ชื่อว่า เป็นการใช้ปัญญาในด้านวิปัสสนาญาณ นี่มีความสำคัญ

หลังจากพูดจบแล้วขอบรรดาท่านพุทธบริษัท พยายามทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่า หายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก หายใจเข้า ยาวหรือสั้น หายใจออก ยาวหรือสั้น ก็รู้ อยู่ อย่างนี้จัดว่า มีอารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ให้ใช้ว่า พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่างนี้อารมณ์เป็นสมาธิ ขณะใด การที่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก รู้คำภาวนา นั่นเป็นสมาธิ สมาธิก็จัดไว้หลายระดับ คือ

ขณิกสมาธิ เรียกว่า สมาธิเล็กน้อย

อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้เข้าถึงปฐมฌาน

แล้วขึ้นไปเป็น ฌาน คือ ฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 และฌานที่ 4

และอารมณ์ที่เป็นสมาธิ จะอยู่ระดับใดก็ตาม ก็ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ของความดี เพราะจิตเราตั้งอยู่ในกุศล

อีกประการหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ในพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ คือว่า เราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่น นอกจากตัวเรา เสมอด้วยตัวเรา เราจะมีความสงสารเกื้อกูลเขาให้เป็นสุข ตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ เราไม่มีอารมณ์ อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใครได้ดีก็ พลอยยินดีตาม ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัย ด้วยอำนาจกฎของกรรม หรือ กฎของธรรมดาเกิดขึ้น เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต นี่อารมณ์อย่างนี้ ถ้าบรรดา ท่านพุทธบริษัท ทรงไว้ได้ ก็จัดว่า เป็นศูนย์กำลังใจ ที่มีความสำคัญที่สุด อันจะพึงก้าวเข้าไปสู่ความดี ธบริษัท มีคติตรงกันข้ามคิดเห็นว่า คนอื่นเป็นศัตรูสำหรับเรามีอารมณ์ปรารถนา ในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ด้วยการเสียดสีด้วยวาจาบ้าง แสดงอาการทางกายบ้าง อย่างนี้เป็นต้น และมีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เมื่อเห็นเขาได้ดีอดทนอยู่ไม่ไหว เห็นคนอื่นได้ดี หาทางกลั่นแกล้งกล่าววาจาเสียดสี กระทบกระแทก ให้เกิดความช้ำใจ อาการตรงกันข้ามกับพรหมวิหาร 4 แบบนี้เป็น ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายลงอเวจีมหานรก เป็นอารมณ์ชั่ว ถ้าอารมณ์ชั่ว ที่มันจับอยู่ในใจตลอดเวลา มันก็เป็น อาจิณกรรม กรรมนั้นบันดาลให้เราลงอเวจีมหานรก



พิมพ์โดย: ธรรมบาล