จงคบแต่บัณฑิต คบคนพาลมีแต่ทุกข์

จงคบแต่บัณฑิต
ท่านทั้งหลาย วันนี้มีโอกาสมาพบกับบรรดาท่านทั้งหลายอีก หวังว่าท่านคงไม่รำคาญที่จะรู้เรื่องของคนพาลต่อไป ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าพระพุทธศาสนาช่วยโลก โดยทรงแนะนำว่า จงอย่าคบคนพาล เมื่อพูดถึงคนพาลในลักษณะที่ ๑ คือมีความโหดร้าย เราก็ต้องพูดกันต่อไปอีกสักนิดดีไหม นี่คุยกันในฐานะที่เราเป็นเพื่อนร่วมประเทศกัน หรือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ในฐานะที่เรามีความรู้สึกเสมอกัน เพราะว่า คนทุกคนรักความสุขเกลียดความทุกข์เหมือนกัน

แม้ว่าท่านทั้งหลายที่เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาก็ดี ยังไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาก็ดี ก็ลองมาช่วยกันคิด อย่าเพิ่งเชื่อบุคคลผู้พูด เพราะผู้พูดนี้ความจริงไม่ได้เป็นผู้วิเศษวิโสอะไร ไม่ใช่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตในพระพุทธศาสนา เป็นแต่เพียงเห็นเขาปฏิบัติกัน ฟังพระท่านเทศน์กัน อ่านหนังสือที่อ้างว่าเป็นคำสอนของสมเด็จพระบรมครูเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาคิด เพราะว่าเป็นคำสอนที่พระศาสดาองค์เดียว

พระศาสดา เขาแปลว่า ครู องค์เดียวนี่ไม่มีการบังคับ คำสอนนี้ใครจะปฏิบัติก็ได้การบังคับถือว่าเป็นการลิดรอนปัญญา หรือลิดรอนศรัทธาของผู้ปฎิบัติ อย่างสมัยทางกฎหมายเขาถือว่าทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพทางด้านจิตใจ กฎหมายเขาเอากันทางร่างกาย แต่จิตใจเขาว่ากันเขาลงโทษกันหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีความเห็นว่าไม่ควรจะลิดรอนกันในด้านจิตใจ

ในเมื่อว่ากันถึงลักษณะของคนพาลในคราวที่แล้วว่า คนพาลมีใจโหดร้าย เมื่อเขามีความโหดร้ายเขาก็ต้องมีความทุกข์ เพราะว่าความโหดร้ายเป็นอารมณ์ที่เผาผลาญจิตใจไม่ให้มีความสุข ในเมื่อท่านผู้นั้นเป็นผู้ร้าย ใจของท่านไม่มีความสุข เราไปคบกับท่านไปปฏิบัติกับท่านใจเราก็ไม่มีความสุข

พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า "จงคบบัณฑิต เป็นคนที่มีอารมณ์ประกอบไปด้วยความเมตตาปราณี"

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทษของคนร้ายคือคนพาลที่เป็นคนใจร้าย ทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติให้พินาศไป ไม่ใช่แต่เป็นการทำลายความสุขของบรรดาปวงชนเท่านั้น ทำลายความสุขของบุคคลอื่นตนเองด้วย

ก็เหมือนกับที่ท่านคงจะคิดได้ว่า เมื่อวันก่อนผู้พูดได้มากล่าวว่าในเมื่อคนที่มีจิตคิดชั่วมีอารมณ์ร้าย ทำร้ายร่างกายของคนอื่น เขาก็ต้องถูกหารประหัตประหาร ถูกการแก้มือใครเขาจะนอนนิ่ง เมื่อเราร้ายได้เขาก็ร้ายได้เหมือนกัน ในเมื่อเขามาร้ายกับเราได้ เราก็ร้ายกับเขาได้เหมือนกัน อันนี้เป็นอารมณ์ธรรมดาของบุคคลทั่วไป

แล้วก็ส่วนใหญ่บุคคลที่เข้าไปแก้แค้นประหัตประหาร ถ้าท่านบุคคลเดิมมาทำร้ายก่อน ทำร้ายเพียงร่างกาย ท่านผู้แก้มือฆ่าคนนั้นตาย ท่านก็กลายเป็นผู้ร้ายอีกด้วย ถูกลงโทษหนัก เป็นอันว่าการคบหาสมาคมกับคนที่มีจิตชั่วคือมีอารมณ์ร้าย ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ ไม่มีความดี มีแต่โทษ


คบคนพาลมีแต่ความทุกข์
ต่อนี้ไปขอพูดเรื่องอารมณ์ร้ายอีกสักนิดหนึ่ง ก่อนที่จะพูดถึงโทษหนัก การคบคนชั่วแบบนั้นเขาบังคับให้เราคบ หรือว่าพอใจในการคบ ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงอย่าโทษคนอื่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง "จงเตือนตนด้วยตนเอง"

ใจเราเป็นเรื่องสำคัญ การที่จะคบหาสมาคมกับท่านพวกนั้น คนที่มีใจร้าย เราพอจะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหากจะบังคับให้เราคบกับเขา โลกทั้งโลกเรามีสิทธิ์ที่จะเลี่ยงไปอยู่ที่หนึ่งที่ใดก็ได้ให้พ้นไป แต่ความจริงการจะคบนั้นมันอยู่ที่ใจ ใจเราพอใจเท่านั้นมันจึงจะคบ ถ้าเราไม่พอใจใครเราไม่คบก็ได้

แต่เรื่องคนอื่นที่มาชวนเรานี่ ความจริงผู้พูดเห็นว่าไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือใจของเราอย่าไปคบกับอารมณ์ร้ายเข้า ถ้าใจของเราคบกับอารมณ์ร้าย เห็นว่าการประหัตประหารบุคคลอื่นเป็นคนดี การทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นเป็นของดี การเบียดเบียนกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นมีความทุกข์เป็นของดี ถ้าใจมีอารมณ์คิดอย่างนี้ เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง

พาลภายนอก คือ คนพาล เขาจะมีสันดานชั่วยังไง จะมีอำนาจมากยังไงก็ตามที เราพอหลีกพอหนีเขาได้ แต่ถ้าว่าใจของเราเป็นพาลนี่มันหนีไม่พ้น ฉะนั้นองค์สมเด็จพระทศพลจึงทรงแนะนำให้ควบคุมกำลังใจว่า จงอย่าทำใจของเราให้เป็นใจพาล

คิดอยากจะประหัตประหารทำร้ายบุคคลอื่น ถ้าใจของเราเป็นใจพาลแล้วเราจะหาความสุขอะไรไม่ได้เลย แล้วเราก็จะหลีกจะหนี จะไปให้พ้นอารมณ์พาลนั้นไปไม่ได้ ร่างกายจะไปถึงไหนใจมันก็ไปถึงนั่น ฉะนั้นองค์สมเด็จพระภควันต์จึงได้ให้ควบคุมกำลังใจเป็นสำคัญ สำหรับกำลังใจของเรานี้จะหลีกเลี่ยงจากความเป็นใจพาลได้ คือจะเป็นใจของบัณฑิต

คือว่า บัณฑิต แปลว่า ผู้รู้ หรือแปลว่า ผู้ดี บัณฑิตนี่เขาแปลว่าผู้ดี คือมีอารมณ์ใจดี ไม่มีความโหดร้าย ไม่มือไว ไม่ใจไว ไม่พูดปด ไม่หมดสติ มีอารมณ์แช่มชื่นเป็นที่น่ารัก...



ที่มา: คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๑๓ พิมพ์โดย: ธรรมบาล