บทที่ ๙

      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย หนังสือตอนนี้เป็นตอนที่ ๙ แล้วก็ตอนที่ ๙ นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก่อนที่จะพูดถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็ต้องขอแจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ว่าการพูดของอาตมาคราวนี้ อาตมาเสี่ยวชีวิต แต่ว่าชีวิตของอาตมานี้พร้อมแล้วกับการเสี่ยง เพราะเวลานี้ทราบได้ดีว่าภัยอันตรายที่จะเกิดกับอาตมามีรอบด้าน ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอาตมาพูดไปหรือทำไปในกรณีที่ปฏิบัติมาแล้ว มันเป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายตรงกันข้าม คำว่าฝ่ายตรงกันข้ามในที่นี้ อาตมาไม่ได้หมายถึงคอมมิวนิสต์ หรือว่าต่างประเทศ แต่ประการใด อาตมาหมายถึงว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบุคคลผู้โลภในลาภ หรือว่าเห็นว่าอาตมาก้าวหน้าเกินไป เกินหน้าเกินตาของบุคคล ๆ นั้น ที่อาตมากล่าวว่าอันตรายมีมาก ก็เพราะรู้ว่าแผนการของบุคคลหลายเหล่า ที่กำลังวางแผนการณ์ไว้นานแล้ว นับเวลาแรมปี ปรารถนาจะทำอันตรายชีวิตของอาตมานี้ให้สิ้นไป ทั้งนี้เพื่ออะไรอาตมาไม่ทราบ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพิจารณาดูก็แล้วกัน ว่าเวลานี้อาตมาทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย คำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย ที่ทำไปก็เพราะอาตมาถือว่าเป็นหนี้ต่อชาติ เป็นหนี้ต่อศาสนา เป็นหนี้ต่อพระมหากษัตริย์ เป็นหนี้ต่อปวงประชาชนชาวไทยทั้งหมด เรียกว่าชีวิตของอาตมาที่จะเกิดขึ้นมาได้นี้อาศัยชาติไทย แล้วก็ทรงความเป็นไทไว้ได้ ยังไม่เป็นทาสใคร เพราะว่าชาวไทยทั้งประเทศซึ่งเป็นเจ้าของชาติ ช่วยกันรักษาประเทศชาติให้เป็นอิสรภาพเข้าไว้แล้วที่อาตมาเป็นหนี้พระศาสนาก็เพราะการได้ทราบ คือมีความสุข เพราะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวว่า เป็นหนี้พระมหากษัตริย์ ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงมีพระคุณต่อพสกนิกรทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลานี้อาตมาภาพเป็นพระ พระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นศาสนูปถัมภก อุปถัมภ์พระศาสนา ถึงแม้ว่าจะไม่อุปถัมภ์โดยตรงต่ออาตมา แต่ว่าอาตมาเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็ชื่อว่าได้รับอุปถัมภ์โดยตรงเช่นเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าอาตมาเป็นหนี้ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทย

      การที่อาตมาปฏิบัติไปอยู่ในกิจหนึ่ง นั่นก็คือสร้างสรรค์ความเจริญให้เกิดขึ้นแก่เขตของประเทศไทยหลายจุด ในชีวิตของอาตมา ในฐานะที่เป็นพระและเป็นหนี้ชาติ เป็นหนี้ศาสนา เป็นหนี้พระมหากษัตริย์ เป็นหนี้ปวงชนชาวไทยที่สนับสนุน คือว่าพระในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าขาดบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย หรือปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ใครที่มีความเมตตาสงเคราะห์แล้ว พระก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น กิจที่อาจมาทำไป บรรดาท่านพุทธบริษัท ทำเพื่อสนองคุณประเทศชาติ สนองคุณศาสนา พระมหากษัติริย์ และปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น การขุดบ่อน้ำ สร้างความเจริญทั้งในจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะอาศัยศิษยานุศิษย์ของอาตมาที่เขาเชื่อว่าทำแบบนั้นเป็นความดีนี้นั้น ในสถานที่ใดเป็นที่ทุรกันดาร เราไปกันที่นั่น ไปช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ ไปให้ความสุขแก่ประชาชนชาวไทยร่วมกัน เขาจะได้เห็นว่าไทยยังมีความรักไทยกันอยู่ คนไทยต่อคนไทยยังมีความเอื้อเฟื้อเจือจุนซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลัทธิการปกครองใหม่ เพราะการที่จะเปลี่ยนลัทธิการปกครองใหม่ให้คนไทยกลายเป็นทาส เวลานี้ยังไม่ถึงความจำเป็น งานประเภทนี้ ประการหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลที่ไม่เห็นชอบด้วย

      แล้วอีกประการหนึ่ง การสร้างสรรค์วัดวาอารามในเขตของพระพุทธศาสนาบางทีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายโดยถ้วนหน้า หรือบางท่านอาจจะคิดว่าจะไปปรารภอะไรกับวัตถุ เรามาจัดในเรื่องนามธรรมกันดีว่า แต่ว่าบรรดาพุทธบริษัทโปรดทราบว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูดถึงบุคคลไว้เป็น ๔ ประเภทด้วยกัน ก่อนที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัท ในตอนต้นองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ทรงท้อพระทัยว่า พระธรรมที่องค์สมเด็จพระจอมไทรทรงบรรลุแล้วนี้ สุขุมคัมภีรภาพมาก ยากที่บุคคลจะบรรลุได้ แต่ทว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงพิจารณาด้วยอำนาจพระพุทธญาณ ก็ทราบว่าจิตใจของคนที่อยู่ในโลกนี้นั้น แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนคือ

อุคคติตัญญู เป็นคนที่มีวิชชาความรู้ มีความฉลาดมาก แนะนำแต่เพียงหัวข้อก็มีความเข้สใจและปฏิบัติได้

วิปัจจิตัญญู คนประเภทนี้แนะนำหัวข้อไม่เข้าใจ ต้องอธิบายให้ทราบความชัด

เนยยะ          ประเภทนี้องค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์ ทรงทราบว่าต้องแนะนำแต่เพียงพื้น ๆ เขาจึงปฏิบัติได้

ปทปรมะ      บุคคลประเภทนี้พูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จำอะไรไม่ได้เลย

นี่คนเรามี ๔ ประเภทด้วยกัน การที่อาตมาสร้างสรรค์ด้านวัตถุขึ้นมาก็เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าแดนใดเต็มไปด้วยความทุรกันดาร แดนนั้นอาตมามักจะสร้างวัตถุให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่บรรดาพุทธบริษัทและประชาชนในสายนั้น การสร้าง ๆ ให้ไว้แล้ว อาตมาไม่อยู่ที่นั่น สร้างแล้วก็ไป ไปหาที่สร้างใหม่ที่สมควรต่อไป เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะว่าถ้าสถานที่ดี ความชุ่มชื่นใจของบุคคลดีก็ปรากฏ และสถานที่นั้นจะเป็นเหตุนำมาซึ่งความสามัคคี  แต่ว่าจะแตกสามัคคีก็ตามใจ นี่ พูดกันไว้สำหรับคนดี จะได้เป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นดินแดนสำหรับที่ประชุม นี่ก็จะเป็นเหตุสร้างความสามัคคี สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่กันได้ แล้วการก่อสร้างนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาตมา ถ้ายังไม่เป็นปุ๋ยเพียงใดอาตมาก็จะทำต่อไป เวลานี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสร้างแต่ที่วัดท่าซุงอย่างเดียว ใกล้ ๆ กันนี้ วัดสามจีนเดิมที่ให้นามว่าวัดเสริมศรีสุขสวัสดิ์อาตมาก็สร้าง แล้วยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้ก็กำลังช่วยสายทางภาคเหนือ ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ได้ส่งเงินขึ้นไปในสายนั้นหลายแสนบาทแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ใกล้จะล้านบาทเต็มที พ.ศ. ๒๕๑๙ นี้ ก็จะไปที่สงขลา ไปสร้างถาวรวัตถุไว้ที่นั่นอีก เพื่อเป็นกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

นี่ช่วยกันแบบนี้ แล้วอีกประการหนึ่งในยามที่พอมีเวลาบ้าง ทราบว่าตำรวจทหารอยู่ชายแดนมีความลำบาก อาตมาก็แนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาที่มีความเห็นร่วมกัน นำเอาอาหารการบริโภค นำเอาของขวัญไปแจกทหารที่มีความลำบากอยู่ชายแดน งานนี้อาตมาลากคนหลายคนให้ไปเหน็ดเหนื่อยไปตามๆ กัน เป็นร้อย ๆ คน แต่บุคคลสำคัญก็คือท่านพลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์ กับ พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์  พ.ต.อ. (พิเศษ) สมศักดิ์ สืบสงวน แล้วก็ พล.ต.ต.จรัส วงศาโรจน์ แล้วก็อีกหลายคนด้วยกัน มี พ.ต.อ. (พิเศษ) ม.ร.ว. พงษ์พูนเกษม เกษมศรี เป็นต้น แล้วบรรดาท่านผู้หญิงทั้งหลายที่ไม่เคยออกป่าออกดงก็ตามไปกัน เป็นตับ ถ้าจะเอาชื่อมาเขียนหนังสือเล่มนี้ก็ไม่พอ แล้วก็มีคนส่วนมากรวบรวมกำลังกายกำลังใจร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านชำนาญ ยุวบูรณ์ อาตมาก็ยังไปเกณฑ์เอากุ้งแห้งมาจากท่าน แล้วก็คณะศิษย์ คือ ดร.อนุวัตร์ คุณสมบูรณ์ และ ดร.จีรศักดิ์ สายของท่าน พล.ต ประมาณ อดิเรกสาร อาตมาก็แจ้งไปบอกว่าขอกุ้งแห้งบ้างซิ ขอผ้าแดงบ้าง ขอหมี่มาม่าบ้าง แล้วก็ขอซุปคนอร์บ้าง แล้วก็มีหลายร้อยท่านด้วยกัน ส่งสตางค์เข้ามาบ้าง ส่งของเข้ามาบ้าง ปรุงพริกเผากับกุ้งแห้งของต่าง ๆ ไปแจกให้ตำรวจและทหารตระเวนชายแดนที่กำลังป้องกันประเทศชาติด้วยชีวิต แต่ว่ากิจนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีข่าวทั้งใกล้และไกลรอบ ๆ กายอาตมา เขาบอกว่าอาตมาเอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ ! เป็นยังไง ข่าวนี้เป็นที่น่าชื่นใจไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท เขาบอกว่าอาตมานี่น่ะไปส่งเสริมคอมมูน หรือคอมมิวนิสต์ เอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ ถ้าหากว่าทหารตำรวจชายแดนเป็นคอมมิวนิสต์ละก็ใครล่ะไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อาตมาก็แปลกใจ และข่าวนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เขายังสร้างกันต่อไป คือว่าสร้างความเสื่อม แล้วก็สร้างความเสียให้แก่อาตมา และบรรดาพสกนิกรชาวไทยที่ร่วมใจกัน แต่ว่าท่านทั้งหลายอย่าตกใจ นัตถิ โลเก อนินทิโต จำไว้ว่าเรื่องของข่าวคราวการถูกนินทาว่าร้ายเป็นของปกติธรรมดา แล้วข่าวประเภทนี้มันมาจากไหน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน ว่าทำไมข่าวนี้จึงปรากฏ นึกกันเอาเองแล้วเมื่อข่าวนี้ปรากฏออกมาแล้ว จงคิดดูว่าอะไรจะมีแก่อาตมาบ้าง เพราะการกระทำแบบนี้มันเป็นการขัดขวางการดำเนินงานของบุคคลบางพวก ความจริงข่าวนี้อยู่ใกล้ตัวอาตมาเต็มที ส่วนไกลอาตมาอาจจะไม่รู้ แต่ส่วนใกล้นี่ล้อมรอบเข้ามาเต็มที เวลานี้กำลังหาวิธีโฆษณากันด้วยประการทั้งปวง แต่ก็อย่าตกใจ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เพราะว่าอาตมาอีกไม่วันก็จะตายแล้ว ไหน ๆ จะตายก็ให้มีโอกาสได้สนองคุณประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และปวงชนชาวไทย การที่อาตมาจะต้องตายเพราะพวกท่าน เพื่อความสุขของท่านเพื่อความรู้ตัวเพื่อความอยู่ดีกินดีของบรรดาท่านพุทธบริษัท เพื่อความสามัคคีของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ อาตมามีความสุขใจ ถึงแม้ว่าจะถูกปองร้ายอยู่ในขณะนี้ก็ไม่รู้สึกสะเทือนใจอะไร ก็รู้ตัวอยู่ แก่ใกล้จะตายอยู่แล้ว เขาฆ่าก็ตาย เขาไม่ฆ่าก็ตาย ข่าวนี้มาจากไหน ถ้าจะให้ดีละก็ ท่านทั้งหลายอยากจะทราบส่งสายสืบเข้ามาคอยเงี่ยหู ในไม่ช้าจะได้สดับตรับฟังข่าวนี้ให้ปรากฏ แต่อย่าลืมว่าสาวกของสมเด็จบรมสุคตจอมแก่นคนนี้ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ ทั้งหมด เพราะเชื่อแน่ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จบรมสุคตว่า ถ้าทำดีแล้วตายมีความสุข จึงพร้อมที่จะตายเพื่อเป็นการสนองคุณประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทย นี่เรามาว่ากันถึงพระราชดำรัสต่อไป อดไม่ได้อารัมภบท ถ้าไม่พูดเสียแล้วในมันไม่สบาย ที่พูดก็อยากจะให้บรรดาประชาชนทั้งหลายราบว่าไอ้ข่าวอื้อฉาวนี้มาจากพวกนี้ทั้งนั้น เขาไม่ได้พิจารณาเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรทั้งหมด อาตมาในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสุคต เลยไม่ท้อใจ จะทำมันต่อไปจนกว่าจะกลายเป็นปุ๋ย

ทีนี้ เรามาคุยกันถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คืออาตมาได้ถวายพระพรว่าต่อประเทศชาติของเราจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า กระผมีความเหน็ดเหนื่อยมาก ตั้งแต่เกิดมานี่มันเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ แล้วคนที่เขามีความรู้ (ทางหมอดู)  พระองค์ไม่ได้ลงท้ายคำว่า ¡°หมอดู¡± พระองค์ทรงทิ้งไว้แค่คำว่า ¡°คนที่มีความรู้¡± เท่านั้น อาตมาขอต่อให้ว่า ¡°ทางหมอดู¡± เขากล่าวว่าพระองค์จะไม่มีวันหายจากความเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ลงท้าย แม้แต่..... แต่ไม่ลงท้ายว่า ¡°จนถึงตาย¡± พระองค์ไม่ทรงลงท้ายแบบนั้น อาตมาก็ทราบว่าพระองค์อยากจะตรัสว่า เขาดู เขาพยากรณ์กันว่ากระผมนี่น่ะ จะต้องเหนื่อยยันตาย จะหาความสุขกายสุขใจไม่ได้ อาตมาก็เลยถวายพระพรพระองค์ว่า ในเมื่อพระองค์เหนื่อย อาตมาก็เหนื่อยเหมือนกัน ชายแดนต่าง ๆ อาตมาก็ไป พระองค์เสด็จ อาตมาก็ไป แต่ว่าอาตมามีทุนน้อยนี่ ไปทีบาทีต้องมาทำสตางค์ให้หนี้เขา (แต่ตอนนี้ไม่ได้ถวายพระพรให้พระองค์ทรงทราบ)  ลูกศิษย์ลูกหาก็ควักกระเป๋ากันเป็นจ้าละหวั่น (หันไปหาทางพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์) ถวายพระพรว่า อาตมาไปน่ะ ก็ไม่ไปเปล่า ดึงเอาเสธจิตต์ และคุณเสริมไปด้วย (คุณเสริม ก็คือ พล.อ.ต. ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์) ลากถูลู่ถูกังคนนี้ไปด้วย ความจริงคุณจิตต์ หรือ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ท่านเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ตอนนั้น อาตมาล่อเสธเข้าให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแปรพระพักต์ไป บอกว่า นี่อย่างเสธนี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นคนนี่ เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าศีลห้าจะปกติหรือไม่ปกติ (เรื่องศีลห้านี่ว่ากันใหม่) เป็นอันว่า พอเลิกแล้ว คุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ มาปรารภกัน หาว่าอาตมาไปลดยศตำแหน่งของ คุณจิตต์ สังขดุลย์ เพราะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม อาตมาไปเรียกเสธเข้า เสนาธิการ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเรียเสนาธิการเหมือนกัน เป็นอันว่าวันนั้นต่างก็ลืมไป ไม่ทันระวัง อาตมาเลยตอบกับคุณหญิงสุวรรณาภาว่า ไม่ใช่ลดยศลดตำแหน่ง ยศน่ะ พลเอกก็พลเอกอยู่แล้ว ลดไม่ได้ แต่ตำแหน่งเสนาธิการที่ว่านี้ ไม่ใช่เสนาธิการของกองทัพ เป็นเสนาธิการของจอมทัพ นี่อาตมาตั้งเอง เพราะอาตมาเผลอไป ไปเรียกเสธเข้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เลยเสธไปด้วย

ที่นี้ ที่พระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย อาตมาเคยเล่าแล้วว่า ได้ถวายพระพรตอบไปว่า ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย แล้วทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงเปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรม มีพระเมตตากรุณาแก่พสกนิกรมาก พระองค์ปฏิบัติแบบนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง แต่ทว่าข้อนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง อาตมาคิดว่าพูดไปมันก็ไม่จบ ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงหายเหนื่อยได้อย่างไร พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์จะมีอาการหายเหน็ดเหนื่อยได้ ก็ต่อเมื่อมีประชากรชาวไทยหรือคนทั้งหลายที่อยู่ในเขตปกครอง หรือเนื่องถึงกัน  บุคคลประเภทนั้นเขามีความสุขสมหวังตามที่ตั้งพระทัยไว้ ตอนนั้นแหละจะหายเหนื่อย พอในกาลต่อไปบ้านเมืองมีความสุขนั้น บรรดาประชากรมีความสุขขึ้น พระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมเยียนเขาก็มีความสบายกว่านี้มาก ความเหน็ดเหนื่อยก็จะลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเขาสบายกันขึ้น พระองค์ก็มีพระราชดำรัสตอบว่า ถึงอย่างนั้นก็ดีขอรับ ร่างกายมันแก่ลง (เอาอีกแล้ว) ร่างกายนี่มันแก่ลงมากไป ถึงแม้ว่าเวลานั้นจะไม่ต้องทำอะไร ไปเยี่ยมเขามันก็เหนื่อยเหมือนกัน นี่เห็นพระปรีชาสามารถความเฉลียวฉลาดของพระองค์ไหม บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าทรงเป็นนักเทศน์ละอาตมาแย่เหมือนกัน อย่างนี้ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระและเป็นนักเทศน์ มาเทศน์ร่วมกัน อาตมายอมยกธงขาว ถ้าจะเอาแพ้เอาชนะกัน (อาตมา) แพ้แน่ พระราชปฏิภาณไหวพริบเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่คิดไว้มาก อาตมาเลยหาทางออก ออกแบบนักเทศน์เลยอีตานี้ออกยังไงล่ะบรรดาพุทธบริษัท ออกแบบนี้ซี คือถวายพระพรว่าเวลานี้พระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชากร พสกนิกรของพระองค์ เวลานี้น่ะ พสกนิกรของพระองค์มีความทุกข์ยากลำบากมาก มีแต่ความเหนื่อยหน่ายมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มีความยาก มีความลำบากไม่พอจะกินกัน การที่พระองค์เสด็จไปในเวลานี้นั้น ก็มีอุปมาคล้ายกับว่า

พระองค์ทรงไปโค่นต้นไม้ ขุดตอปรับพื้นที่ ทำเหมืองฝาย ทำคันนา ช่วยเขาทำไร่ไถนา ความเหน็ดเหนื่อยมันมาก

แล้วก็ต่อไปในเมื่อบรรดาประชากรทั้งหลายเขาหมดจากความเหนื่อยยาก หมดจากความทุกข์ หมดจากความยากจน ทุกคนมีพอกินพอใช้ มีความสุขสบาย แล้วพระองค์เวลาที่เสด็จไปก็เสด็จไปแค่แสดงความดีใจกับเขาเท่านั้น แสดงความชุ่มชื่นพระทัยไม่ต้องไปขุดตอ ไม่ต้องไปโค่นต้นไม้ ไม่ต้องไปทำเหมืองฝาย ทำคันนาปรับพื้นที่ ถ้าแม้ว่าพระวรกายของพระองค์นี้จะแก่เฒ่าไปก็ตาม ก็ขึ้นชื่อว่าความเหน็ดเหนื่อยทางพระวรกายน้องลงไป เหมือนกันไม่เหนื่อย ส่วนพระทัยนั้นก็มีแต่ความสุข ตอนนี้พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ แต่ความจริงพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกว่าคล้าย ๆ จะทรงพระสรวลน้อย ๆ แต่พระองค์ทรงแสดงพระราชจริยาวัตรเป็นกษัตริย์ที่ดีจริง ๆ ทนุถนอมพระราชจริยาไว้ได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทขยายความกันสักนิดหน่อยได้ไหมว่า ทำไมอาตมาจึงกล่าวว่าพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ เอากันอย่างนี้ดีไหม เอาหน่อยนะ ถ้าไม่เอาเสียหน่อยบรรดาท่านพุทธบริษัทจะสงสัย ดีไม่ดีท่านทั้งหลายจะหาว่าอาตมาไปยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เปล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี จะมีเพียงใดก็ตามอาตมาก็แก่ก็ตายอยู่เพียงนั้น มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สู้เป็นหลวงแบบนี้ดีกว่า นี่อาตมาก็เป็นหลวงเหมือนกันนะ หลวงแบบนี้ เป็นหลวงที่ประชาชนตั้ง แล้วไม่ต้องหาเครื่องหมายยศถาบรรดาศักดิ์ เขาเรียกว่าหลวงอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท หลวงตายังไงล่ะ หลวงตา หลวงพ่อ หลวงปู่ แหม โก้เหลือเกิน หลวงประเภทนี้ ดีมาก การที่กล่าวว่าพระองค์มีพระราชจริยาวัตรเช่นพระโพธิสัตว์ดูกันก็แล้วกัน เพราะว่าพระโพธิสัตว์น่ะ จะมีความสุขใจต่อเมื่อประชากรมีความสุข เรื่องความทุกข์ความเหนื่อยยากของตนน่ะ คนที่เคยเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วจะรู้ ไม่มีความห่วงตัวเองเลย ตนของตนจะมีความทุกข์ ความเหนื่อยยากปานใด ไม่เคยปรารภ นั่งคิด นอนคิดอยู่อย่างเดียวว่า เมื่อไรประชาชนทั้งหลายในจุดที่เรามีส่วนอยู่ด้วยจะมีความสุข หรือว่าประชากรทั้งโลก เมื่อไรเขาจะมีความสามัคคีกัน เมื่อไรเขาจะมีความสุขสันต์หรรษา แล้วถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าถามว่ารู้ได้ยังไง อาตมาขอตอบตรง ๆ ไม่เกรงว่าท่านจะด่า เกรงทำไม มันจะตายอยู่แล้ว ด่าก็ด่าไป เวลานี้ด่าคนไม่กี่วัน ต่อไปก็ด่าผี ด่าคน ๆ ยังไม่สะเทือน ด่าผีจะสะเทือนได้ยังไง ก็เพราะว่าอาตมาเอง เคยปรารถนาพุทธภูมิมา

ในช่วงที่ปรารถนาพุทธภูมินั่น บรรดาท่านพุทธบริษัทมันนอนไม่หลับ เห็นใครเขาไม่มีสุขที่ไหน มันทนไม่ไหว ถึงแม้ตัวของตัวเองนี่ก็อุ้มตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ทว่าก็ยังพยายามอยากจะอุ้มเขาต่อไป เขาเรียกว่าเตี้ยอุ้มค่อม ความเหน็ดเหนื่อยในระหว่างที่ปรารถนาพุทธภูมินั้นมาก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นความลำบากในการทรงชีวิตในฐานะความเป็นพระ เพราะตอนนั้นปรากฏว่าอาตมาไปพบจุดหนึ่งในเขตพระพุทธศาสนามีกลิ่น มันทนกลิ่นไม่ไหวบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เลยต้องลาจากพุทธภูมิ ก่อนที่จะลาจากพุทธภูมิก็ตัดสินใจแล้ว แล้วก็เปรียบเทียบแล้ว ว่าศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นของยากนัก จึงได้จุดธูปจุดเทียนลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวปฏิญาณว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอปรารถนาเป็นสาวกภูมิ มันอย่างนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องอื่นไม่พูด เมื่อตัดจากปรารถนาพุทธภูมิแล้วกำลังใจมันตกทันที เรื่องการที่ห่วงใยประชาชีทั้งหลายมันลดน้อยลงไป เหลือความห่วงใยตัวเองมากขึ้น คิดว่าตัวเองยังไม่อิ่มเพียงใดก็ยังไม่เลี้ยงคนอื่นเพียงนั้น นี่หมายถึงข้อวัตรปฏิบัติ แต่อารมณ์เก่าที่เคยมีความเมตตาปรานีมาในกาลก่อน บรรดาท่านพุทธบริษัทมาศึกษาในศาสนาของสมเด็จพระบรมสุคตในด้านสาวกภูมิเป็นที่พอใจแล้ว ก็กลับหาทางเดินต่อไป เดินสร้าง เดินทำ สร้างสรรค์ความเจริญในเขตต่าง ๆ ขุดบ่อน้ำ ให้ทานแนะนำให้ความสุขแก่ประชากรพร้อมทั้งธรรมะ ใครเขาลำบากที่ไหนไปที่นั่น ตาที่กำลังจะพึงไปได้ ไม่ใช่ว่าไปทุกแห่ง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเงินมันไม่มี ร่างกายก็ไม่ดี บางทีไปแล้วป่วยตลอดเวลา ถึงที่พักอาเจียนหนัก จนกระทั่งหมอก็หนักใจ เช้าไปใหม่ เมื่อถึงหมายกำหนดการว่าจะไป นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย กำลังใจของพระโพธิสัตว์เป็นอย่างนี้ อาตมาเปรียบเทียบให้ฟัง อาตมาเคยปรารถนาพุทธภูมิ ยังไง ๆ เวลานี้ถึงจะลาแล้ว ไอ้สันดานเดิมมันยังอยู่ จึงได้รู้ลีลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงมีลีลาคล้ายหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ แต่เวลานี้ก็ปรากฏแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท นอกจากแจกของ เวลานี้แจกที่ดินแล้ว แล้วก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีให้บรรดาประชากรทั้งหลายที่มีความดี จิตเป็นกุศลโดยเสด็จพระราชกุศลกับพระองค์เป็นจำนวนมาก

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท สำหรับตอนนี้ หมดเวลาเสียแล้วก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี