บทที่ ๗

      ตอนนี้เป็นตอนที่ ๗ ของหนังสือ ก็จะว่าถึงหนังสือฉบับที่หลวงพ่อปานนำมาให้อ่าน มองดูแล้วก็ปรากฏว่าหนังสือฉบับนั้น จะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ แล้วก็ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นภาษาปัจจุบัน ใจความของหนังสือฉบับนั้นมีอยู่ว่า เราขอพยากรณ์กรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ท่านว่ายังงั้น แล้วหนังสือฉบับนั้นก็ลงท้ายไว้ว่า ¡°คนเขียน¡± จะเป็นสมัยไหนไม่ทราบ ถามหลวงพ่อปานว่า คนเขียนนี่เป็นคนเขียนที่ลอกหนังสือใหม่ใช่ไหม ท่านบอกว่าไม่ใช่ ที่เขียนข้อความไว้ตอนท้ายท่านบอกว่าท่านลอกข้อความเดิมมาทั้งหมด ไม่ได้แต่งใหม่ คนเขียนเขาขมวดตอนท้ายไว้ว่าเป็นพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีนามว่าพระพุทธโฆษาจาย์ (ใย) ชื่อหลวงพ่อใย เป็นพระผู้พยากรณ์กรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เป็นอันว่าสันนิษฐานแล้วก็ต้องพยากรณ์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยายังไม่แตกครั้งหลัง จะใช่หรือไม่ใช่ก็ช่าง แต่ว่าหนังสือนี้มีเหตุผลพอ ท่านกล่าวว่าอย่างนี้ กล่าวถึงว่า พระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานคร ว่า

      รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ (ขอท่านพุทธบริษัทจำให้ดี ว่าท่านไม่ได้เขียนบอกไว้ว่า มหากาฬฆ่ามหายักษ์)

      รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม

      รัชกาลที่ ๓ จำต้องคิด

      รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม

      รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด

      รัชกาลที่ ๖ ราษฎร์ราชาโจร

      รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์

      รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ

      รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว

      รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล

แล้วก็หมด หนังสือหมดไว้แต่เพียงเท่านี้

      เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว จึงได้กราบเรียนถามหลวงพ่อปานว่า กรุงเทพพระมหานครนี่จะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองคืเท่านั้นหรือขอรับ ท่านก็ตอบว่ากรุงเทพฯพระมหานคร ไม่ได้มีพระมหากษัตริย์แต่เพียง ๑๐ พระองค์ จะมีพระมหากษัตริย์ต่อไปคู่กับประเทศไทยจนกว่าโลกจะสลายตัว แต่ที่ไม่ได้พยากรณ์ไว้ ดูรัชกาลที่ ๑๐ ท่านบอกว่าชาววิไล เป็นอันว่าเปรื่องปราชญ์สามารถ มีความสุขสบายด้วยประการทั้งปวง การพยากรณ์นั้น เขาพยากรณ์ดีกับชั่วเท่านั้น ขึ้นหรือลง ถ้าเราจะเลวลง เขาจะบอกว่าต่อไปนั้นเคราะห์ร้าย ไม่ดี ถ้าหากว่าเราจะดีขึ้น เขาบอกว่าจะดีขึ้น จะโชคดี ถ้าเป็นปกติไม่มีใครเขาพยากรณ์ อันนี้เป็นจะเป็นความจริง เห็นพวกอุทกศาสตร์หรืออุตินิยม เขาก็พยากรณ์ว่าวันนั้นฝนจะตกที่นั่น วันนี้ฝนจะตกที่นี่ วันนี้อากาศจะสูง จะร้อนเท่านั้น จะหนาวเท่านี้ น้ำจะขึ้นจะลงเมื่อเท่านั้นเท่านี้ (อะไรเป็น) ปกติ เขาไม่ได้บอก ถ้าเขาจะบอกว่านับแต่บัดนี้ไป น้ำจะไม่ขึ้นไม่ลง ฝนจะไม่ตก แดดจะไม่ออก มันจะเป็นปกติไป เขาคงไม่พยากรณ์ นี่เทียบคำพยากรณ์ ยังไม่อธิบายตอนนี้

      หนังสือฉบับนั้นยังมีต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ไม่หน่อยละ มีมาก แต่อาตมาจะขอย่อความ ท่านอ้างว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (คือ พ.ศ. ๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ ฝนเหล็กก็เห็นจะเป็นลูกระเบิด หรือลูกปืนกลมันเอาเสียเกือบย่ำแย่ เวลานั้นอาตมาก็อยู่ในกรุงเทพ ฯ แล้วก็ลูกระเบิดเพลิง (คงจะตรงกับ) ไฟที่ตกจากอากาศ สมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก แต่ทว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี ที่ว่ามีความเร่าร้อนมาก ความทุกข์ยากมาก ยังก่อนหรอกอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นอาละวาด สมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะตายไปคนละครึ่งจึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยอย่างนี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก นี่ถือใจความจากหนังสือฉบับนั้น ท่านเขียนไว้แบบนี้ อาตมาก็เอายังงี้ ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ถือเกณฑ์นี้เป็นหลักถือเหตุนี้เป็นหลัก แต่ว่าอาตมาไม่ได้ถวายพระพรพระองค์ตามนี้ วันนั้นอาตมาพูดแต่เพียงย่อ ๆ แต่อาตมาเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ เพราะทรงมีพระปรีชาสามารถมาก แน่ใจ

      คราวนี้ เรามาดูเรื่องของรัชกาลต่าง ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเป็นคนอ่านเป็นคนจำแล้วคิดตาม ชอบตามเรื่อง เพราะเรื่องอะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วชอบตามเรื่องนั้นตลอดเรื่อง ถ้ามีโอกาส ก็มานั่งพิจารณาตามคำพยากรณ์ของท่านว่า

      รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ นี่หมายความถึงว่ารัชกาลที่ ๑ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินมา แล้วตามข่าวที่เขาเขียนกันมาเป็นประวัติศาสตร์ บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ สั่งประหารพระชนม์ อันนี้ อาตมาก็เห็นจะต้องยอมรับ ว่าเรื่องไปตามนั้นจะต้องมีกระแสพระราชดำรัสตรัสสั่งออกไปว่า ให้ปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระเจ้าตากสินมหาราช คำสั่งเป็นคำสั่ง แต่ว่าการปฏิบัติ นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตาม แต่อย่าลืมว่า เวลานั้นการที่พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราชามีศักดิ์สูง ถ้าจะประหารด้วยดาบของเพชฌฆาตธรรมดามันไม่ได้ เขาต้องใส่กระสอบ แล้วเอาท่อนจันทน์ที่มีกลิ่นหอมทุบให้ตาย ราชาศัพท์เขาเรียกว่าสวรรคต สวรรคตนี่เขาแปลว่าไปสวรรค์ มันไม่แน่นักนี่ คนเราตายจะไปสวรรค์ทุกคนนี่ไม่แน่นัก เรียกว่าตายดีกว่า นี่ตามข่าวที่เขาเขียนกันมา เขาว่าอย่างนั้น แต่อาตมาน่ะรับรองว่าคำสั่งต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั่นไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคนอื่นเขาตายแทน นี่ตามความเห็นของอาตมา ตายนั่นไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคนอื่นเขาตายแทน นี่ตามความเห็นของอาตมา ต้องเป็นคนที่มีความจงรักภักดีตายแทน หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นนักโทษ ที่ต้องโทษประหาร ที่ต้องโทษประหารชีวิตตายแทน ไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช แล้วพระเจ้าตากสินมหาราชไปทางไหน แล้วทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น นี่มันเป็นเรื่องของการเมือง บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาพูดไม่ได้ ถ้าขืนพูดแล้ว ความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้น ไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่ก็พูดไปแล้ว แต่พูดไม่จบนี่ไม่เป็นไร หากใครจะถามว่า ถ้าพระเจ้าตากสินไม่ตายแล้วพระเจ้าตากสินไปไหน? อาตมาจะบอกทำไม ในเมื่อรัชกาลที่ ๑ ท่านไม่บอก แล้วอาตมาจะบอกทำไม แล้วทำไมถึงจะต้องทำอย่างนั้น

      เราหันไปดูประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าตากสินมหาราช เวลาที่พระองค์ทรงกู้ชาติสมัยที่อยุธยาต้องแตกแหลกลาญในคราวนั้น พระองค์ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา เอาเงินที่ไหนออกมา? จะมีสตางค์ติดตัวมาสักกี่บาท แล้วในระหว่างการกู้ชาติจะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศชาติต้องใช้เงิน บรรดาท่านพุทธบริษัท เพียงแค่กินมันก็แย่แล้วนี่ต้องรบราฆ่าฟันกันตลอดเวลาแล้วพระเจ้าตากสินจะเอาเงินที่ไหนมา นั่งนึกดูซี ภาษีอากรสมัยนั้นเหมือนสมัยนี้หรือเปล่า นี่ ความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงไร เรื่องนี้มันก็ต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย เพราะคำสั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ ๑ เพราะว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านพูดไว้แต่เพียงว่า ¡°ผ่าน¡± มหายักษ์ ไม่ใช่ ¡°ฆ่า¡± มหายักษ์ไป เรื่องนี้เก็บเอาไว้ก่อน ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบประวัติศาสตร์กันให้ดี ค้นกันให้ดีแล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ ตอนนี้ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีนี่เป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วขึ้นเถลิงราชย์ ไม่ใช่! นี่ทรงเป็นชาติไทยต่อไป และเพื่ออะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ ? นั่นมันเป็นเรื่องการเมือง ทำไม่ได้ ต้องทำกันตามระบบของการเมือง พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคนแล้วจะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว เอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน ทิ้งไว้แค่นี้ให้เป็นข้อคิด เป็นการบ้านของบรรดาท่านพุทธบริษัท และนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

      เป็นอันว่ารัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ แหม องค์สำคัญทีเดียว รุ่นราวคราวเดียวกันด้วย แล้วก็เป็นกษัตริย์ ถ้าจะคิดกบฏ เสร็จ ไม่มีทาง ถ้าจะคิดกบฏแล้วก็เสร็จรัชกาบที่ ๑ ม่องตี่แน่ แต่ทว่าพระเจ้าตากสินมหาราชทำไมจึงทรงปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ช่วยกันคิดด้วยความเป็นธรรม ช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญาที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะรู้ความจริงต่อไปในวันหน้า อาตมาไม่บอก นอกจากรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตรัสถามจึงจะบอก คนอื่นไม่บอกแน่ ไม่เกิดประโยชน์ แล้วอาตมาบอกก็ไม่มีหลักฐาน ท่านจะถามทำไม ท่านถามก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องมันผ่านมาแล้ว แล้วอาตมาบอกก็ไม่มีหลักฐาน ท่านจะถามทำไม ท่านถามก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องมันผ่านมาแล้ว แล้วอาตมาบอกไปก็มีมีใครเขาเขียนไว้ ถ้าจะถามว่าอาตมารู้ได้ยังไง ก็ต้องตอบว่า ¡°เดาเอาซี¡± มันไม่ยาก เอาเอาตามเล่ห์เหลี่ยมของการเมืองแล้วใครอยากจะฟังเรื่องเดาบ้างล่ะ มันไม่ค่อยจะจริงนักนี่ ผ่านไป รัชกาลที่ ๑ สบายแล้ว ผ่านมหายักษ์เถลิงราชสมบัติ

      รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่าบ้านเมืองค่อยสงบลง พระองค์ก็มีพระราชประสงค์ (แต่ความจริงมันเริ่มมีมาแต่รัชกาลที่ ๑) ที่จะให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายสะสางพระไตรปิฏกในตอนนั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ ไม่ค่อยว่างจากราชการสงคราม มารัชกาลที่ ๒ นี่มีจุดว่าง รู้จักธรรม คือให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัย แหมรวบรวมกันเป็นการใหญ่

      มาถึงรัชกาลที่ ๓ จำต้องคิด ท่านนึกตามเอาก็แล้วกัน อ่านประวัติศาสตร์แล้วก็นึกตามกันไปด้วย เพราะว่ารัชกาลที่ ๓ นี่ ความจริงเป็นพระองค์เจ้า เดิมมีพระนามว่าพระองค์เจ้าทับ แล้วก็เป็นพ่อค้าสำเภา เวลารัชกาลที่ ๒ ท่านไม่มีสตางค์ ท่านก็บอกว่าพ่อทับเอ๊ยมีเงินไหมลูก พ่อจะทำนั่น พ่อจะทำนี่ ท่านก็บอกว่ามี ท่านก็เอาเงินที่ได้จากการค้านี่มาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้มีความเจริญ เลี้ยงบรรดาพสกนิกรข้าราชบริพาร พระองค์ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยมากในสมัยที่ทรงเป็นเพระเจ้าลูกยาเธอ ต้องค้าขายกับต่างประเทศ เวลานั้นธงประจำเรือเขามีกันทุกชาติ เรือไทยเราไม่มีธง ไปต่างประเทศเขาต้องมีธงประจำชาติ หาอะไรไม่ได้มีผ้าแดงอยู่ผืนหนึ่งเลยใช้ผ้าแดงทำเป็นธง ต่อมาสมัยหนึ่งเราจะเห็นว่าธงไทยคือสีแดง จำต้องคิดเพราะเรื่องราวของพระองค์ จะไม่อธิบาย ถ้าอยากจะทราบกันจริง ๆ ให้ไปอ่านหนังสือจดหมายเหตุของหลวงอุดม จะรู้เรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่าพระองค์ทรงมีความหนักพระราชหฤทัยอยู่มาก คิดอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อพระองค์จะสวรรคต ก็ทรงมีลายพระหัตถ์ไปถึงรัชกาลที่ ๔ แล้วมีลายพระหัตถ์ไว้ฉบับหนึ่งว่า ฉันจะตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉัน ถ้าไม่ต้องการให้รับราชการก็ขอให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าถึงกับฆ่าแกงกันก็แล้วกัน นี่ใจความสั้น ๆ เป็นอันว่าพระองค์มีเรื่องต้องคิดอยู่มาก

      ถึงรัชกาลที่ ๔ เราฟังกันชัด เพราะตอนโน้นบางทีท่านพุทธบริษัทผู้อ่านและผู้รับฟังจะไม่เข้าใจ รัชกาลที่ ๔ ท่านบอกว่าสนิทธรรม นี่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ารัชกาลที่ ๔ ท่านทรงผนวชถึง ๒๐ พรรษา แล้วก็ทรงออกธุดงค์ มีความสนิทสนมกับสมเด็จพระพุฒจารย์โตเป็นอย่างดี แล้วทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงพระไตรปิฏก ความจริงรัชกาลที่ ๔ นี้ อาตมาชักคร้าม ๆ ท่านเหมือนกัน เพราะทรงมีพระปรีชาสามารถ มีความฉลาดหลักแหลมบอกไม่ถูกพอดีกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง นี่ท่านเป็นคู่บารมีกันจริง ๆ

      มาถึงรัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด นี่เราเข้าใจกันชัด เวลานั้นประเทศชาติของเราตกอยู่ในภัยพิบัติอย่างหนัก เพราะประเทศมหาอำนาจ ๒ ประเทศ คือ อังกฤษกับฝรั่งเศส เขาจัดการแบ่งเขตแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้ว เขาบอกเขาเอากันคนละครึ่ง ผรั่งเศสเอาตะวันออก อังกฤษเอาตะวันตก สบายไหม นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สมัยรัชกาลที่ ๕ เหตุร้ายมีเพียงใดเวลานี้เราก็ตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านทรงความเป็นเอกราชของประเทศไว้ได้อย่างไร เวลานั้นกำลังของเราน้อย บรรดาพุทธบริษัท การติดต่อกับต่างประเทศก็มีน้อย พระองค์ต้องใช้พระปรีชาสามารถมาก คนไทยทุกคนนับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ต้องมีหัวหน้าจึงทำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงคิดว่า ถ้าเราจะสู้เขา เราก็หมดทั้งประเทศ เราตายนี่ มันก็สิ้นกัน ที่นี้ ต่อมาถ้าเราแบ่งเขตขัณฑ์ให้เขาเสียบ้าง ยอมเสียแขนเสียขา ดีกว่าเสียตัว ¡°จำแขนขาด¡± ยอมเสียผืนที่ดินบางส่วนให้แก่เขา เพื่อเป็นการรักษาเอกราชเข้าไว้ ฉะนั้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕  จึงทรงประเทศไทยไว้ได้ นี่ใครเคยเป็นคุณเห็นประโยชน์ของคนไทยสมัยโบราณบ้างไหมว่าท่านใช้พระปรีชาสามารถอย่างไร เวลานี้คนไทยเราควรจะทำอย่างไร เวลานั้น คนไทยเรามีความสามัคคีมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้มีความสามัคคีแบบไหนอาตมาไม่รู้ สามัคคีแบบขายชาติ ไม่เป็นเรื่อง สามัคคีแบบต้องการเป็นทาส อาตมาไม่เอาด้วย เพราะขี้เกียจเป็นทาสเขา การเป็นทาสเขาจะมีประโยชน์อะไร สมัยรัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด ถ้าไม่ยอมเสียแขนก็เสียหัวแล้วก็เสียคอ แล้วก็ตายทั้งตัวจะมีประโยชน์อะไร ยอมเสียแขนไปหน่อยจะเป็นไรไป เราก็ทรงความเป็นไทยไว้ได้ นี่คำพยากรณ์ของท่านตรงจุด ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ลงมานี่เราเห็นกันชัด

      มารัชกาลที่ ๖ ท่านกล่าวว่าราษฎร์ราชาโจร บางคนหาว่ารัชกาลที่ ๖ เป็นจอมโจร แต่ว่าความเห็นของท่านไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านไม่ได้คิดว่ารัชกาลที่ ๖ เป็นโจร แต่ว่าชาวบ้านเห็นว่ารัชกาบที่ ๖ เป็นโจร หาว่าเอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด คนเวลานั้นยังไม่เห็นความดีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทำอย่างนั้นเพราะพระองค์ต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะยึดอำนาจเด็ดขาดเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ต้องการให้ประชาชาติเป็นประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างจะให้บุคคลทั้งหลายเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์ พระองค์คลุกคลีตีมงกับคนทุกชั้น แสดงมหรสพเล่นโขนก็ยังได้ แล้วก็ความปรีชาสามารถของพระองค์ในตอนนี้แสดงออกมามาก ความจริงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว นี่ท่านเป็นลูกเป็นพ่อกัน ท่านก็ฉลาดคล้ายคลึงกัน บรรดาข้าราชบริพาลและประชากรทั้งหลายมีบรรดาศักดิ์กันเป็นแถว ความจริง เรื่องบรรดาศักดิ์เป็นของดี ทำให้บรรดาคนทั้งหลายมีความสบายใจ อย่างเราเป็นร้อยตรีพอมาเป็นร้อยโท อัตรามันเต็ม ยังไม่ได้ร้อยเอก ก็ได้รับพระราชทานเหรียญบ้าง อะไรบ้างเพื่อเป็นกำลังใจ ดีไม่ดีเอาท่านขุนยัดมับเข้าให้ คนที่ไดเป็นขุนก็ครื้มใจไปพักหนึ่ง ความสบายใจมันเกิด แล้วคนก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีตามบรรดาศักดิ์ นี่คนเขาจะหาว่าอาตมาเป็นศักดินาก็ตามใจ ศักดินาสมัยก่อนนี้ไม่มีอะไร บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะแม่ทัพ นายกอง ข้าราชการ เบี้ยหวัดเงินเดือนในสมัยนั้นมันหาได้น้อย เวลาเขาจะไปรบทัพจับศึกก็ค่อยจ่ายเงินกันเป็นจ้าละหวั่น รัฐบาลก็แย่ สมัยโน้น รัฐบาลก็ให้มีศักดินา หมายความว่าเป็นขุนมีอำนาจมีนาเท่านี้ ถ้าเป็นหลวง มีนาเท่านั้น เป็นคุณพระมีนาเท่าโน้น เป็นพระยามีนาเท่านั้น เป็นเจ้าพระยามีนาเท่านั้น ให้ผืนที่ดินที่ว่างเปล่าอยู่มากมีสิทธิ์ในการปกครองในการทำนา ฉะนั้น การจ่ายเงินเดือนมันจึงน้อย ไม่ลำบากกับทางราชการ นี่ ทางราชการสมัยนั้นท่านฉลาด เวลานี้ไม่มีนาแจกก็เลยเล่นศักดิเงินขึ้นกันไปแต่ไม่พอสักที และยิ่งต้องใช้เงินซื้อนิ้วมือด้วยยิ่งไปกันใหญ่เลย ท่านพุทธบริษัทไปกันมากเลย ไอ้นิ้วมือนี่ราคามันแพงนา

      นี่เราพูดเรื่องอะไรกัน ? พูดเรื่องรัชกาลที่ ๖ บอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระปรีชาสามารถมาก ท่านใช้พระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชน มีเพลงบทหนึ่ง ชอบใจมาตั้งแต่เด็กว่า ¡°ใครมาเป็นเจ้าของครอง คงจะต้องบังคับขับใส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย¡± นี่ ถ้าให้คนอื่นเขามาเป็นเจ้าจะดีไหม เวลานี้เรากำลังเป็นไทกัน แล้วทำไมเราถึงต้องการให้คนอื่นเขามาเป็นเจ้า เคี่ยวเข็ญบังคับเราเห็นว่าลัทธิอะไรต่อลัทธิอะไรดีน่ะ มันไม่ใช่ลัทธิอิสระ มันเป็นลัทธิทาส  แล้วคำว่าประชาธิปไตยนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรได้ทุกอย่าง มีคนเป็นใหญ่ มีประชาชนเป็นใหญ่ เราใหญ่กันตรงไหนล่ะ เราใหญ่กันตรงนี้ เลือกผู้แทนราษฎรเข้าไป แล้วผู้แทนราษฎรเห็นว่าจะทรงประเทศชาติ ไว้ได้ตรงไหน ก็พากันออกกฎหมายมาเป็นข้อบังคับ นี่เรียกว่าประชาชนเป็นใหญ่ บังคับประชาชนกันเอง เป็นอันว่ากฎหมายทุกฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านออกมาได้ เป็นความพอใจของบรรดาประชาชนทั้งประเทศ นี่ประชาธิปไตยเขามีขอบเขต เราเป็นใหญ่ ออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบส่งเดช อย่างที่ไปที่บางปะอิน เจ้าหน้าที่บอกว่านี่เป็นพระราชฐาน เป็นที่ประทับของพระองค์มีคนเขาบอกว่าสมัยนี้ประชาธิปไตยโว้ย กูจะนั่งที่ไหนก็ได้ ที่ของพระเจ้าแผ่นดินเรื่องเล็กคนเหมือนกันนี่หว่า กูเป็นประชาธิปไตย ทำไมจึงจะนั่งไม่ได้ จะใช้ไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกประชาธิปตาย ปะตาย ปะเข้าไปหาความตาย คือ ไม่รู้ขอบเขตของตัวอยู่เพียงใด กฎหมายทุกฉบับที่ออกมาต้องคิดว่านั่นเราเป็นคนออกกฏหมายเอง ! ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ออกกฎหมาย การตกลงมันเป็นเรื่องของพวกเราที่เลือกเป็นตัวแทนเราเข้าไป ออกกฎหมายมาบังคับให้เราทั้งหมดปฏิบัติเพื่อความอยู่เป็นสุข ถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมายที่พวกเราออกกันเองนี่ซีจึงจะเป็นประชาธิปไตยแท้ แต่เวลานี้มีประชาธิปตายเสียเยอะ เอาซีอยากตายก็เชิญตายไปเถอะพ่อคุณ อธิบายกันต่อไปถึงรัชกาลที่ ๖ ราษฏร์ราชาโจรนั้น หมายถึงคนสมัยนั้นไม่เข้าใจ เห็นว่าพระองค์ทรงใช้เงินถล่มทลายมาก แต่ความจริงประโยชน์เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก พระองค์สามารถทำประเทศไทยให้ชาวโลกรู้จักในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ส่งทหารไทยไปช่วยสงครามโลก นี่เป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ คือ ความประสงค์ก็มีอยู่อย่างเดียวคือความเป็นอยู่ ทรงอยู่ หาเพื่อนบ้านเข้าไว้

      ทีนี้ มาสมัยรัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ตอนนี้เราก็เห็นกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเถลิงราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เวลานั้นเงินของประเทศชาติมันก็ร่อยหรอไม่พอแกการจ่าย เพราะว่าถ้าเราจะพลิกไปดูประวัติศาสตร์บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ประเทศไทยเวลานั้นจนก็จริงแหล่ แต่ทว่าเราจะดูประชากรในเอเชียด้วยกันแล้ว ประชากรในประเทศไทยดีกว่าประชากรทั้งหมดชาวเอเชีย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าโลกทั้งโลกมันตกอยู่ในความยุคเข็ญทั้งหมด ไม่ใช่จะตกอยู่ในยุคเข็ญเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

      เสียงสัญญาณนาฬิกาหมดเวลาปรากฏขึ้นแล้ว ตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เรื่องนี้ก็ขอต่อตอนที่ ๘ ต่อไป