ท่านสาธุชนพุทธบริษัท ตอนนี้เป็นตอนที่ ๖ ก็คงต้องขอต่อจากตอนที่ ๕
เพราะว่าตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถามว่า ¡°ท่านว่ากันว่ายังไงบ้าง¡±
ที่อาตมาบอกกับบรรดาท่านพุทธบริษัทไว้แล้วว่า
พระองค์ตรัสแบบนั้นก็หมายถึงผู้อื่นว่า ไม่ใช่อาตมาว่า
อาตมาก็เลยว่าไปตาที่ทางสุโขทัยท่านว่า
และถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอยากจะถามอาตมา ว่าพูดกับทางสุโขทัยได้ยังไง
ตอนนี้ไม่บอกกันดีกว่า ขืนบอกไปก็ลำบากแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท
จึงได้ถวายพระพรต่อไปว่า
ต่อไปบ้านเมืองของเราจะมีแต่ความมั่งคั่งสมบูรณ์ มีความร่ำรวยขึ้นตามลำดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรในประเทศไทยจะปรากฏมาก ประเทศชาติจะร่ำรวย แล้วก็รวยมาก
ประเทศที่เคยรวยอยู่แล้ว อาจจะอายประเทศไทย นี่อาตมาต่อนะ ความจริงได้ถวายพระพร
แต่เพียงว่าทรัพยากรทั้งหลายจะปรากฏขึ้นมามากนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป
เป็นลำดับจะค่อย ๆ มีขึ้น
จะขึ้นมามากนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป เป็นลำดับจะค่อย ๆ มีขึ้น
จะขึ้นมาเต็มที่เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า
¡°เหมือนคนไหมขอรับ?¡± แหมพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถมากเหลือเกิน อาตมาสงสัย
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่ ถ้าไม่ทรงมีญาณเป็นพิเศษ
ก็จะต้องมีความรู้ทางโหราศาสตร์เป็นอย่างดี นี่อาตมาสงสัย
เพราะพระองค์ทรงถามแล้วแย้มพระโอษฐ์อยู่ตลอดเวลา บางครั้งทรงพระสรวล
อาตมามองพระพักตร์ของพระองค์เห็นทรงแย้มพระโอษฐ์ระรื่นชื่นใจ ใจก็เลยสบาย หายกลัว
กลัวตรงไหน? กลัวความรู้เสียแล้วตรงนี้
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่ต้องทรงมีความรู้ในด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างดี
นี่อาตมาสงสัย ถ้าพระองค์ไม่ทรงมีความรู้ทางโหราศาสตร์
อาศัยที่พระองค์เคยทรงผนวชและทรงศึกษาในด้านปริยัติและปฏิบัติในด้านพระธรรมวินัย
ก็นึก ๆ เอาตามในใจ คิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ คงจะมีความพอพระทัยในด้านปฏิบัติสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ อาตมาสงสัย
ที่สงสัยนี่สงสัยในด้านพระจริยาวัตรของพระองค์
ว่าคนที่มีจิตไม่เข้าถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีอารมณ์ที่เข้าไม่ถึงธรรม
ไม่มีอาการแสดงแบบนี้เป็นปกติ นี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถกัน ความจริงโบสถ์ยังไม่ได้ปิดประตูหน้าต่าง
ประชาชนตาตั้งหลายปี๊ป (ควักเอาลูกตาใส่ปี๊ปจะได้หลายปี๊ป) มองเห็น
คนที่เป็นเชื้อเดนของเดียรถีย์เขาก็ยังพูดแบบนี้
ทีนี้ก็ไปพูดกับคนที่รู้จริงเห็นจริงเข้า ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ไม่ใช่เจ้าเจี้ยวเสียแล้ว เป็นเจ้าฟ้า ลำบากใจละซี ยังงั้น
ยังไม่พอกับใจยังพูดต่อไปว่าฤกษ์เสียไฟฟ้าระเบิดแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระประชวร
เป็นลม ต้องให้ออกซิเจน ต้องอยู่ในนั้นเกินกว่า ๑ ชั่วโมง
ที่นี้คนที่เขารู้ความจริงเขาก็จิ้มเอา เขาก็ด่าเอา เขาก็ว่าเอา
หาว่าให้ร้ายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะคนส่วนใหญ่ ๙๙.๙๙
เปอร์เซ็นต์ที่มาในวันนั้นเป็นคนที่มีความเคารพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถ ทุกคนเขามีความชื่นใจ ในฐานะพระมหากษัตริย์ทรงเยี่ยมเยือน
แล้วทำอย่างไรล่ะท่านทั้งหลาย
พวกนั้นเลยกลายเป็นคนเข้ากับใครไม่ได้ เวลานี้ก็ได้แต่ความร้อนใจ
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย นินทา ปะสังสา
จะสนใจอะไรเราไม่รับมันก็ตกอยู่กับเขาเอง อย่าไปยุ่งกับมันเลย อย่าไปเหนื่อยกับเขา
ที่นี้
มาพูดกันถึงพระราชปรารภต่อไป เมื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
ต่อไปบ้านเมืองจะรุ่งเรืองมาก นี่พูดอย่างนี้ อาตมามีหลักฐานยืนยันไม่ใช่ยันอะไร
ยันว่าไม่ใช่อาตมารู้เอง รู้มาจากที่อื่น ประเดี๋ยวจะคุยให้ฟัง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงมีพระราชดำรัสถามว่า บ้านเมืองถ้ารุ่งเรืองมาก
จะมีชะตาเหมือนคนไหมขอรับ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสด้วย แล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วย
ว่าตามธรรมดาคนนี่น่ะ ถ้ามีชะตารุ่งเรืองถึงที่สุดแล้วก็ต้องตาย
ความจริงเรื่องนี้อาตมาก็เคยพบมาพระยาราชการุณ เวลานั้นอาตมาไปพบท่าน
เวลานั้นท่านมีตึกอยู่หลังหนึ่ง ปรากฏว่ามีต้นบัว....ดอกบัวหลวงนี่แหละ
....ขึ้นบนหลังคาตึกของท่าน ซึ่งไม่มีน้ำไม่มีท่า แล้วก็มีดอกขึ้นมา ๓ ดอก
ท่านนิมนต์พระไปฉันที่บ้านของท่านเป็นการทำบุญ อาตมาก็เป็นพระอันดับ ๑
ในเกณฑ์ที่ท่านนิมนต์ไป คือ ๑ นี่ ๑ ข้างท้าย
แบบเดียวกับที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็เป็นหนึ่งเหมือนกัน
ถ้ามองข้างท้ายออกไปถึงอาตมาก่อน คราวนั้นก็เช่นเดียวกัน ขณะที่พระกำลังฉันอยู่
พระหลายองค์ปรารภว่า ท่านเจ้าคุณมีชะตาดีมาก จะรุ่งเรืองมาก
เพราะว่าต้นบัวขึ้นบนหลังคาแล้วมีดอกตั้งสามดอก เป็นของอัศจรรย์
ท่านพระยาราชการุณท่านก็ตอบว่า ขอรับ แต่ผมทราบว่า เวลานี้ผมจะตาย
เพราะชะตาคนเราถ้าขึ้นถึงสูงสุดเต็มขีด ร่างกายของผมมันแก่ ทนไม่ไหว
มันรับรองความดีของชะตาไม่ได้มันก็ต้องตาย หลังจากนั้นมาปรากฏว่า
ท่านพระยาราชการุณมีโชคดีเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นโชคอะไรจำไม่ได้ ไม่บอก
แล้วต่อมาไม่ช้าท่านก็ตาย
นี่
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถามนั้น อาตมาก็เข้าใจว่าพระองค์ทรงทราบวิชาความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี
แต่ทว่าอาตมาก็ถวายพระพรตอบไปอีกแบบหนึ่ง ตามความเป็นจริงที่ทราบมา
ว่าชะตาของเมืองไทยที่จะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับและจะมั่งคั่งสมบูรณ์เต็มอัตราศึก
อ้อ! ขอโทษ อาตมานี่พูดเรื่องรบจนชิน
ถ้าอยากจะถามว่าเคยเป็นนักรบมาหรือ อาตมาก็จะตอบว่าเป็น ชาติก่อนก็เป็น
ชาตินี้ก็เป็น ชาตินี้เวลานี้กำลังเป็นทหารอยู่ ทหารขององค์สมเด็จพระบรมครู
คือกองทัพธรรม ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมทัพ อาตมาก็เป็นทหารของพระองค์
แต่ว่าอย่าลืมนะ อย่าคิดว่าเป็นขุนพล ไม่ใช่ยังงั้น เป็นทหารเลว ทหารรุ่นจิ๋วที่ก่อสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาขนที่มีแต่ความชั่ว
ใครทำตัวไม่ดีเขาเกลียดอาตมาทุกคน อ้าว แล้ว ! แล้วคนที่นินทาอาตมา
เขาเป็นคนเลวทุกคนหรือยังไง? อันนี้ ต้องตอบว่าเขาก็เป็นคนดี อาตมาบอกแล้วนี่
นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี มันดีทั้งหมด นี่ไปพูด ¡°เต็มอัตราศึก¡± เข้าให้
นี่มันเป็นศัพท์ของทหาร ก็เลยมาบอกว่าอาตมาเป็นทหาร
เมื่อพระองค์ตรัสถามแบบนั้น อาตมาก็ถวายพระพรว่า
เวลานี้บ้านเมืองของเราจะสงบจากเหตุร้าย คือเป็นชะตาของประเทศหรือชะตาของประชาชน
ต่อไปจะมั่งมั่งสมบูรณ์ พระองค์ได้ตรัสถามว่า คนเรา ถ้าชะตาสูงสุดแล้วมันก็ตาย
อาตมาได้ถวายพระพรว่าไม่ใช่อย่างนั้น ชะตาของประเทศไทยไม่ใช่มีชะตาตาย
เป็นชะตาที่จะมีแต่ความรุ่งเรือง เพราะว่า ถ้าหากว่าจะดีขึ้นไปกว่านี้อีกสัก ๑๐๐
เท่า เวลานี้เรามีงบประมาณแผ่นดินเท่าไหร่อาตมาจำไม่ได้
จะเป็นหกหมื่นล้านหรือเท่าไรก็ไม่ทราบ ทีนี้ถ้าร้อยเท่าล่ะ หกหมื่น หกแสนหกล้าน
เอาหกล้านล้าน งบประมาณะของแผ่นดินอีก ๑๐๐ เท่า
แสดงว่าความมั่งคั่งของประชากรมากขึ้น มันก็ยังไม่ถึงชะตาสูงสดของประเทศ
ยังไม่เข้าเขตที่จะต้องตาย ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะว่าเวลานี้ชะตาของประเทศไทยมันแบะแตะเต็มทีแล้ว มันทรุดลงไปจนไม่มีที่จะทรุด
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูก็แล้วกัน งบประมาณของประเทศชาติมากขึ้นมาก็จริงแหละ
แต่ทว่าคนไทยมันจนมากลงไป แล้วลัทธิประเภทที่ว่านิ้วมีราคามันก็มากขึ้น ความจริง
ถ้าลัทธินี้ไม่มีเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะมีแต่ความมั่งคั่งสมบูรณ์มากกว่านี้
เอากันปัจจุบันนี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าลัทธินิ้วมีราคาไม่มีแล้ว
เงินจะหลั่งไหลมาสู่ประชากรทั่วประเทศ
จะทำให้บรรดาพสกนิกรทั่วประเทศมีหน้าชื่นตาบานด้วยกันทุกคน
นี่เป็นอันว่าอาตมายืนยันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เอากันจุดท้ายสุด
แล้วอาตมาจะพูดทีหลัง ขอมาพูดนำไว้นิดหนึ่ง
ว่าคำท้ายสุดที่จะเลิกสนทนาซึ่งกันและกัน
อาตมายืนยันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
ถ้าหากว่าประเทศไทยต้องทรุดหนักตายไปหรือต้องเป็นทาสเขา อาตมาขอเอาชีวิตเป็นประกัน
เรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ถ้าเป็นสมัยโบราณ ถ้าผิดไปก็หัวขาด
แต่อาตมาจะไปหนักใจไปทำไม เพราะอาตมาเกิดมาเพื่อตายนี่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะตรัสสั่งประหารชีวิตก็ตาย
หรือคนอื่นที่เขาไม่ชอบอาตมาเขาจะฆ่าอาตมา อาตมาก็ตาย
หรือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสั่งประหารชีวิต
คนที่ไม่ชอบใจอาตมาเขาไม่ฆ่า อาตมาก็ตาย มันก็ตายเหมือนกัน
แม้กระทั่งมีจดหมายขู่มา ๓ ฉบับจากคนตรงกันข้าม อาตมาก็ยังไม่หนักใจ
บอกว่าเขาจะทำฉัน ฉันก็เป็นปุ๋ย แกทำฉัน ๆ ก็เป็นปุ๋ย เขาบอกว่าอย่าเสือกนักซี
ถ้าขืนเสือก ฉันมีอำนาจเมื่อไร แกเป็นคนแรกที่จะต้องเป็นปุ๋ย เขาว่ายังงั้น
เขาเขียนมา ๑ ฉบับ อาตมาก็ไม่ตอบ เขียนมาฉบับที่ ๒ ทนไม่ไหวอาตมาตอบ
เขามาส่งไปรษณีย์ที่มโนรมย์อาตมาก็ส่งไปที่บ้านเขาต่างจังหวัดไกลโน้น ฉบับที่ ๓
เขาเขียนมาว่า มึงรู้ได้ยังไงว่ากูอยู่ที่นี่ อาตมาเลยตอบตามภาษาเขา
เขาใช้คำว่ามึงก็มึงด้วยกัน บอกว่า ถ้ากูอยากจะรู้ว่ามึงอยู่ที่ไหนเมื่อไร
กูก็รู้ได้เมื่อนั้น มึงไม่ต้องบกกู กูก็รู้
แล้วเวลานี้กูเตรียมการเป็นปุ๋ยไว้แล้ว
แต่ก่อนเป็นปุ๋ยกูก็ต้องบอกพี่บอกน้องกูก่อน
ให้รู้ว่าพวกมึงจะทำอะไรกับพวกกูบ้างนี่ สันดานคนมันไม่ดี บรรดาท่านพุทธบริษัท
คนไม่ดีน่ะ ไม่ใช่เขาผู้นั้นนะบรรดาท่านพุทธบริษัท คืออาตมาเอง ถ้านิ่งเสียก็หมดเรื่อง
นี่ไม่นิ่งเสียซี ก็บอกกันแล้วตั้งแต่ตอนต้น ว่าหลวงพ่อปานท่านเรียว่าเจ้าลิงนี่
แต่ไอ้เจ้าเพื่อนสองคนมันเรียก ¡°ไอ้ปากหมา¡± นี่ลิงมันอยู่ไม่สุข
แถมปากหมาชอบเห่าเขา ก็สบาย เห่ามันดะไป บรรดาท่านพุทธบริษัท
เห่าไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของบรรดาประชาชนคนไทย เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
เพื่อความมั่งคงของประเทศชาติ อาตมายอมแล้วทุกอย่าง ถ้าจะตายเพื่อประเทศชาติ
ถ้าจะตายเพื่อพระศาสนา ยอมตายได้ทุกวินาที นี่ทำอย่างนี้ก็มีแต่คนเกลียด คนใกล้ ๆ
ที่เขาเกลียดก็เพราะว่าเขาเป็นสมาชิกของคนพวกนั้น อาตมารู้ตัวว่าใกล้ ๆ
กับที่อาตมาอยู่น่ะล้อมรอบตัว เป็นทาสกำลังใจของคนทั้งหลายเหล่านั้น
จึงได้ประกาศเป็นศัตรูไม่ยับยั้ง แม้พวกเราจะสร้างความดีแบบไหนขึ้นมาก็ตามที
พวกเขาก็พยายามโจมตีด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าไม่ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ดูตัวอย่างเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมราชชนนี
ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยด้วยประการทั้งปวง เวลานี้แจกอื่นไม่พอ
แจกแผ่นดินอีกแล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระราชชนนี
ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของบุคคลพวกนั้นผู้ทำลายชาติ หวังจะให้เราขาดจากความเป็นอิสระ
เป็นทาสเขา เรายอมกันไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท
ถ้าเต็มใจยอมก็จงอย่าดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทั้งนี้รวมถึงข้าราชการทั้งหมด ถ้าเราคิดว่าความเป็นทาสดีละก็
อย่าดำเนินรอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าว่าเราไม่ต้องการความเป็นทาส
เราก็ปฏิบัติตามที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำที่เขาถือว่าเป็นตัวอย่าง เป็นตัวแบบ
เราก็เอาแบบของทั้งสามพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระราชชนนี
สมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถน่ะ เคยเห็นบ่อย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์เสด็จไปที่ไหน
อุ้มเด็กบ้าง คลุกคลีตีมงกับบรรดาประชาชน ไม่ได้ถือพระองค์
สมเด็จพระราชชนนียิ่งแล้วกันใหญ่ เข้าคลุกในหมู่เลย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารคลุกคลีตีมงกับบุคคลทั้งหมด
ไม่เห็นว่าพระองค์จะทรงถือยศตรงไหนนี่ ทรงเป็นกันเองทุกอย่าง ให้กำลังใจ ให้วัตถุ
ให้ผืนแผ่นดิน เอา เอากันหนัก ให้กันจนหมด ยังดีไม่ได้ ก็หมดเรื่องกันแล้ว
บรรดาท่านพุทธบริษัท
ทีนี้มาคุยกันนอกเรื่องสักนิดหนึ่ง
ว่าที่อาตมากล้าถวายพระพรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนนั้น
ที่พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น แล้วอาตมาก็ถวายพระพรแบบนั้น เอาหลักฐานมาจากไหน
ดีไม่ดีหัวขาด ก็บอกแล้วไงว่าหัวขาดจะเป็นอะไรไป มันไม่มีเรื่องอะไรจะหนักใจ
หัวจะขาดหรือไม่ขาดมันก็ตายตามปกติ ไอ้คนมันจะตายเสียอย่างจะไปกลัวอะไรกัน
เวลานี้หัวขาดก็ไม่ใช่จะหนักนัก เพราะผมมันไม่มี ถ้าผมยาว ใครเขาแบกตัวไปฝั่ง
เขาก็ต้องแบกหัวไปด้วย หนัก มันช่วยความหนัก
ทีนี้
การพูดแบบนี้ก็จะขออ้างหลักฐาน อ้างหลักฐานขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ว่าการที่พูดแบบนี้
ไม่ใช่รู้ด้วยณาณของตนเอง ไม่ได้มีจักษุเป็นทิพย์ ไม่ได้มีญาณเป็นทิพย์
แต่ว่ามีความจำทิพย์ แน่ะ คุยเสียด้วย คนน่ะไม่คุยเสียบ้างมันก็ไม่เฟื่อง
นี่พูดไปพูดมา หาเรื่องให้ชาวบ้านด่าอีกแล้ว ดีไม่ดีเสียงใกล้ ๆ แกก็ตะโกนด่ามาอีก
แกด่าด้วยเสียงคนไม่พอ แกด่าด้วยเครื่องขยายเสียง แล้วแกร้องทุกข์เขาไปบอกว่า
อาตมาด่า เอ๊อะ! ปัดโธ่เอ๋ย สบาย เกิดมาชาตินี้มันสบายใจจริง ๆ
มาพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พูดจริงสอนจริงเป็นสัจธรรม แหม สบายใจจริง
ๆ เลิกเกิดแล้ว ไม่เอาแล้ว
ต่อไปไม่เกิดไม่แกดมันอีกละ เลิก ๆๆๆ พอ ๆๆๆ ใครอยากจะเกิดก็เกิดเถอะ
ไอ้แป๊ะไม่เกิดต่อไปอีกแล้ว ไม่เอารำคาญ ทั้งพระทั้งคน ไม่ได้เรื่องนี้ พระดีก็มี
คนดีก็มี แต่ไอ้พระเลว คนเลวมันก็ทำให้พระดีคนดีมีความลำบากไปด้วย
เล่นเอาบรรดาประชาชนทั้งหลายเขาพากันไม่สบายใจ
นี่ความจริงหนังสือฉบับนี้จะให้เป็นหนังสือดีสักเล่มหนึ่ง
มันก็ดีไม่ได้ สันดานคนชั่วเสียอย่างหนึ่ง
มาเอาตัวอย่างหลักฐานกันสักจุดหนึ่ง
ว่าในสมัยที่อาตมาอยู่กับหลวงพ่อปาน ปีนั้นจำได้ว่า เป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐
หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้น แล้วก็คว้าด้วย ค้นอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท? กุฏิหลวงพ่อปาน กุฏิหลวงพ่อเล็ก ๒ กุฏินี้ไม่มีใครเขากล้าค้น ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ
แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว ลิง ลิงนี่มันจะเรียบร้อยอะไรกับมัน
ค้นไปค้นมาหนังสือในกุฏิหลวงพ่อเล็กมีมาก ๒ ตู้ใหญ่ ๆ เป็นหนังสือสมุดข่อย สงสัย
ไปได้สมุดข่อยกะรุ่งกะริ่ง แต่มีใจความน่าคิด เอามานั่งอ่าน สนใจ หนังสือฉบับนั้นเขียนไว้
หนังสือขาด ข้อความก็ขาด เป็นอันว่าเป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยอยุธยา
พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ
ในหนังสือนั้นเขาว่ายังงี้นา
ถ้าโกหกก็โกหกด้วยกัน ถ้าหนังสือโกหกอาตมาก็โกหกแต่ไม่มีเจตนาโกหก
พูดตามหนังสือนี่ จะปรับเป็นโทษก็ตามใจซีพ่อคุณ
จะเอาเทวดาที่ไหนมาปรับก็เชิญเถอะพ่อคุณเอ๊ย ไม่หนักใจ หนักใจทำไม
รู้เรื่องกันเสียหมดแล้วนี่ ว่าใครดีใครชั่วน่ะ
มาอ่านแล้ว
มันเกิดความไม่สบายใจ หนังสือนั้นมีใจความว่ายังไงยังไม่พูด
รอจนกระทั้งหลวงพ่อปานมา ก็เข้าไปกราบเรียนท่าน เวลาท่านว่างแขก สบายใจ ถามว่าหลวงพ่อขอรับ
กระผมได้หนังสือฉบับนี้มา ๑ ฉบับ
แต่ทว่าข้อความมันขาดไปเสียหมดปะติดปะต่อกันไม่ได้ แต่ข้อความจับใจมาก
อยากจะทราบว่าหลวงพ่อทราบข้อความนี่ไหม? หลวงพ่อก็ถามถึงข้อความจุดหนึ่ง
อาตมาก็พูดให้ฟัง ท่านเลยบอกว่ามีลูกมี หนังสือฉบับนี้พ่อเห็นมาก่อนแล้วเหมือนกัน
สมัยนั้นมันยังสมบูรณ์อยู่ แต่ทว่ามันผุเต็มทีนี่เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย
ท่านเอามาจากไหน หลวงพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกัน
ท่านก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่ง
แล้วหลวงพ่อสั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏิของท่าน ท่านซุกไว้ใต้ตุ้นาฬิกา
เอาผ้าสีแดงห่อเข้าไว้ เหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้าลิงอ่าน
เมื่อเจ้าลิงถุงไปได้มาแล้วก็มานั่งอ่าน รู้สึกว่าอ่านสบายกว่าหนังสือฉบับแรก
หนังสือฉบับแรกมันขาดก็ขาด ตัวหนังสือก็แสนจะอ่านลำบาก ยุ่ง ๆ เหยิง ๆ
อ่านแล้วตีความหมายยาก เพราะไอ้หางยาว ๆ มันเยอะเหลือเกิน ถ้อยคำก็รู้สึกว่าตีความลำบาก
แต่ก็พยายามแกะจนได้ แต่ข้อความมันไม่ครบ มาได้ที่หลวงพ่อปาน แหม
มีจบแล้วก็อ่านง่าย ข้อความหนังสือฉบับนี้มีว่าอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท
จะพูดให้ฟัง พูดตอนนี้ดีไหม? ไม่ดี เวลามันหมดเสียแล้วสำหรับตอนนี้น่ะ
ตอนที่ ๖ เอาไปฟังกันตอนที่ ๗ ดีกว่า
สำหรับตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ผู้รับฟังและผู้สาปแช่ง สวัสดี