ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย
ตอนนี้เป็นตอนที่ ๔ แต่พระราชปรารภ ก็ควรจะกล่าวว่าเป็นตอนที่ ๓ หรือเป็นตอนที่ ๔
ก็ได้ เพราะว่าตอนที่ ๓ พูดมาเป็น ๒ ตอนด้วยกัน
สำหรับตอนที่
๔ นี้ พระองค์มีพระราชปรารภว่าพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมากทั้งนี้ก็เพราะว่าพระองค์เอง ใคร ๆ ก็ทราบ บรรดาท่านพุทธบริษัท
พระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรห่วงใยพสกนิกรของพระองค์มาก การประทับอยู่ในกรุงเทพ ฯ
ก็เต็มไปด้วยหมายกำหนดการ และการออกไปข้างนอก พระองค์ก็ไม่ได้ทรงพักผ่อน
ที่พระองค์ทรงแปรพระราชฐานครั้งใด ก็ปรากฏตามข่าวว่าไม่ได้ทรงพักผ่อนอยู่กับที่
ความจริงอยู่ในกรุงเทพ ฯ ยังจะดีเสียกว่า อาตมาว่าเหนื่อยน้อยกว่า
เพราะการที่พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้ง ก็เสด็จไปเยี่ยมที่โน่นบ้าง
ที่นี่บ้าง ไปเยี่ยมชาวเขาชาวบ้านบ้าง อาตมามองดูภาพตามโทรทัศน์ในบางครั้ง
(ไม่ได้ดูกับเขาเสมอ เพราะไม่ได้มีไว้ที่วัด) หรือดูตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
เห็นพระองค์เสด็จตามยอดเขา ตามดอยต่าง ๆ ที่ชาวเขาอยู่ รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยมาก
มอง ๆ ดูแล้วคิดว่าเวลานี้ถ้าใครเขาจะตั้งอาตมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
แล้วจะให้ปฏิบัติอย่างพระองค์ อาตมาเห็นจะไม่เอาแน่ จ้างให้เดือนสักพันล้านก็ไม่เอา
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทำไม่ไหวแน่ ร่างกายก็ไม่ไหว
เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า
มีผู้มีความรู้บอกว่าพระองค์จะต้องทรงเหน็ดเหนื่อยมาก คนที่เขามีความรู้ทางหมอดู
แต่พระองค์ไม่ได้ลงท้ายว่าหมอดู ว่าคนที่เขามีความรู้ ท่านทิ้งไว้
อาจจะเป็นพวกโหรหรือใครก็ได้
อาตมาเองสงสัยว่าพระองค์เองนั่นแหละทรงมีความรู้ในด้านนี้ พระองค์ตรัสว่า
เขาบอกว่าพระองค์จะไม่มีโอกาสจะหายความเหน็ดเหนื่อยเลย ทรงปรารภเรื่องนี้
อาตมาก็ถวายพระพรว่า เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาของพระมหากษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร
บรรดาพสกนิกรมีความทุกข์ร้อน ทุกข์ยากอยู่ที่ไหนก็ต้องมีความเหน็ดเหนื่อย
ต้องไปเยี่ยมไปเยือนไปให้ความสุขเขาอย่างน้อยไปให้กำลังใจ
ให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่ความจริง การเยี่ยมเยียนราษฎร
การเข้าถึงประชาชน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
และสมเด็จพระราชชนนี เรื่องนี้เป็นที่ประทับใจของบรรดาประชากรทั้งหลายโดยทั่วไป
เราปฏิเสธกันไม่ได้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะเห็นเป็นปกติ
แล้วพระองค์จะเสด็จไปที่ไหนก็ตาม พระองค์มีแต่พระราชทาน พระองค์ไม่ได้ทรงขอเขานี่
พระราชจริยาวัตรแบบนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าหากว่าข้าราชการของพระองค์
(อาตมาหมายถึงข้าราชการทุกคน ทุกแผนก) ถ้าปฏิบัติเอาอย่างพระองค์บ้าง
ประเทศชาติจะมีความสุข การที่จะมีผู้ก่อการร้ายหาไม่ได้แน่ เพราะเราจะไปทางไหน
เราก็จะเจอะแต่ผู้ก่อการดี จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อข้าราชการ
แล้วคนทั้งหมดนั้นก็จะมีความจงรักภักดีเป็นปึกแผ่นอยู่ในแผ่นดินไทย เมืองไทย
ถึงแม้ว่า จะเป็นเมืองเล็ก เรามีกำลังน้อยบรรดาท่านพุทธบริษัท
ถ้าเรารวมตัวกันเข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อน
เต็มไปด้วยความสามัคคีประเทศถึงแม้จะใหญ่เข้ามาโจมตี ก็รู้สึกว่าจะยาก
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความสามัคคีนี่มีกำลังมาก ยากที่คนจะทำลายได้
ดูตัวอย่างในนิทานสุภาษิต
ครูสอนเด็กให้เอาไม้เล็ก ๆ มาทีละอันหักออกทิ้งได้
แล้วให้นำมาเป็นกลุ่มใหญ่รวมกันเข้าแล้วก็หักไม่ออก ในที่สุดหักไม่ได้ ทำลายไม่ได้
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถก็ดี ของสมเด็จพระราชชนนีก็ดี พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอก็ดี
ที่แสดงออกต่อพสกนิกรของพระองค์ ถ้าบรรดาข้าราชการทั้งหมดกำหนดจิตจับเอาพระองค์ไว้เป็นแบบเป็นแผน
ปฏิบัติตามนั้นเหมือนกันทุกคน
ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกคนลองนั่งหลับตานึกดูทีรึว่า
บ้านเราจะมีความทุกข์หรือมีความสุข
เพราะว่าข้าราชการทุกคนเป็นผู้ได้ตามแบบฉบับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชชนนีเสด็จไปที่ไหน
พระองค์ก็เป็นผู้ให้ แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูทีหรือว่า
อะไรมันจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เวลานี้คนที่จับเป็นกลุ่มเป็นก้อน เขาหาทางโจมตีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถ ตามข่าว เขาหาว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถมีความสำรวยมาก ชอบแต่งตัวสวยเป็นนางแบบ นี่เขาหาทางโจมตีแบบนี้
แต่ความจริงสมเด็จพระนางเจ้า น พระบรมราชินีนาถท่านเป็นพระราชินี
ถ้าจะเอาพระองค์เป็นแบบฉบับ อาตมาเห็นว่าสมควรอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะอะไร
พระองค์เสด็จทุกจุด
ในสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์แทนพระองค์
พระองค์ทรงมีพระราชปฏิภาณ เฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ
มีกระแสพระราชดำรัสตรัสออกมาซึ้งใจคน พระราชเสาวนีย์ของพระองค์ที่ตรัสแต่ละครั้ง จับใจคนมาก
แล้วถึงยามเวลาที่ราษฎรก็ตามหรือตำรวจทหารเกิดความทุกข์ยาก
พระองค์เสด็จถึงที่ทันที
แล้วพระราชจริยาวัตรของพระองค์นี้ก็มีแต่ความอ่อนช้อยนิ่มนวล
ไม่เห็นพระองค์ทรงตั้งพระองค์ ว่าฉันเป็นพระราชินีโตกว่าคนทั้งประเทศ ตรงกันข้าม เข้าไปในหมู่ประชาชนคนแก่คนเฒ่า
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงนั่งลง คุยกับเขา
แสดงพระอาการอ่อนช้อยละมุนละไม เป็นที่ประทับใจของบรรดาประชากรทั้งหลาย จะไปทางไหน
พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ยิ้มระรื่นอยู่ตลอดเวลา
ทำให้จิตใจของบรรดาประชากรทั้งหลายมีความชุ่มชื่น พระราชจริยาวัตรแบบนี้
บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าคนทั้งประเทศจะเอาเป็นแบบที่ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าโจมตีพระองค์ว่าเป็นนางแบบ
ที่นี้คนพวกนั้น บังเอิญ
เราก็ดีท่านก็ดีทุกคนในประเทศชาติถือเอาท่านเป็นแบบทั้งหมด
เอาแบบกันทุกคนทั้งประเทศไทย ข้าราชการก็ดี บรรดาประชาชนทั้งหลายก็ดี
เอาสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเป็นแบบฉบับไปที่ไหนเราให้
ให้ทั้งจริยาที่มีความอ่อนน้อม ถ้าวัตถุอะไรที่พอจะสงเคราะห์กันได้ เราก็ให้กัน
เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้ความยิ้มระรื่นชื่นใจตลอดเวลา
ถ้าคนไทยทั้งประเทศต่างก็ให้สังคหวัตถุซึ่งกันและกัน เราขาดไฟเขาให้ไฟ
เราขาดน้ำเขาให้น้ำ เราขาดผ้าผ่อนท่อนสไบเขาให้ผ้า
ถึงเก่าหน่อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
อย่างนี้ทุกคนก็จะมีแต่ความชุ่มชื่นแล้วถ้าทุกคนเห็นหน้ากัน
ต่างคนต่างยิ้มให้กันและกันด้วยความชุ่มชื่น
อารมณ์ของคนทั้งประเทศจะเป็นยังไงบรรดาท่านพุทธบริษัท
อาตมาคิดว่าทุกคนจะมีแต่จิตใจสบาย มีแต่ความชื่นใจ มีแต่ความสุข
ซึ่งกันข้ามกับที่เราจะประกาศตัวเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน แตกแยกซึ่งกันและกัน
นี่เราจะเป็นเหยื่อของประเทศอื่นเขา นี่พูดถึงประชาชนคนทั่วไปรวมบวกถึงข้าราชการ
คราวนี้มาข้าราชการ ข้าราชบริพารของพระองค์
ที่พูดนี่ควรจะบวกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าไปด้วย จะได้ไม่ต้องแยกพูด
เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ค่อยจะทรงแย้มพระโอษฐ์
แต่พระราชจริยาวัตรเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี มีความหวังดีต่อประชาชน
นี่พระองค์ทรงมีความวิตกกังวลมากถึงประเทศชาติ (แล้วจะพูดต่อไปข้างหน้า)
ถ้าหากว่าข้าราชการของพระองค์ปฏิบัติตามแบบนั้นบ้าง
เป็นผู้เสียสละความจริงเงินดาวเงินเดือนของเราก็มีแล้ว เงินเดือนทุกเดือน
บรรดาท่าพุทธบริษัท เขาให้ใช้พอเดือน แต่ที่ไม่พอก็เพราะไม่รู้จักประมาณในการใช้
ทะเยอทะยานมากไป
เลยเมื่อมันไม่พอใช้ก็ต้องหาทางอื่นที่มันไม่ตรงกับระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการแต่ละเหล่า
ถ้าทุกคนอยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัย
การที่เราจะสอบเข้ามาได้เขามีระเบียบมีวินัยไว้ให้สอบให้ศึกษา
ถ้าเราปฏิบัติตามนั้นทุกคน ข้าราชการทุกคนไม่มีความทุกข์
มีแต่ความสุขเพราะมีรายได้แน่นอน ถึงเดือนก็ได้
ทั้งนี้ก็หมายความว่าเราต้องตั้งกำลังใจตัดความละโมบ โลภในด้านวัตถุเสีย
และทำตัวให้เหมาะสมกับระเบียบข้าราชการ
นี่ทุกคนถ้าทำได้ตามแบบนี้รับรองว่าไม่มีการแตกแยก ไม่มีผู้ก่อการร้าย
แต่ข่าวทั้งหลายที่ปรากฏที่บรรดาท่านพุทธบริษัท แบบที่อาตมาพูดมาในตอนต้น
นี่อาตมาเป็นพระ กำลังจะเตรียมการต้อนรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ยังมีคนประเภทนั้นมาแสดงออกแบบนั้น มีคนบางกลุ่มบอกว่า ถ้าเราไปสนับสนุนเต็มที่
ถ้าเราไม่ทำอะไรบ้าง มหาวีระก็จะได้หน้าบานแต่ผู้เดียว เป็นอย่างนั้นไปก็เป็นได้
แต่ท่านผู้พูดนั้นจะเป็นใคร อาตมาก็ไม่ทราบเพราะมันเป็นข่าว
แต่ข่าวที่ออกมาก็บังเอิญ คนในที่นั้นเขามีความเคารพในอาตมา ก่อนที่เขาจะพูดกัน
เขาถามว่าในที่ประชุมนี้ใครเป็นลูกศิษย์พระมหาวีระบ้าง
ทุกคนก็เงียบอยากจะทราบว่าเขาจะพูดอะไรกัน เป็นอันว่าต้องการหน้าต้องการตา
ทำแบบนี้ไม่ถูกทุกอย่างที่เราทำกันขึ้นมาควรจะสามัคคี เทิดทูน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูตัวอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนี
ถ้าทุกคนทำอย่างนี้บ้านเมืองก็จะเต็มไปด้วยความสุข
อาตมาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถแล้วมีความประทับใจมาก อย่างนี้นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัทพสกนิกรของพระองค์
นั่งรอรับการเสด็จตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน แม้แดดจะออก ฝนจะตก
บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นเขาไม่วิตกกังวล มีความประสงค์อยู่อย่างเดียว
คือได้เฝ้าใกล้ ๆ พระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แล้วกัน นี่แหละ
บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่เป็นประชาชนพลเมืองก็ดี หรือเป็นข้าราชการก็ดี
อาตมาขอความคิดเห็นไว้ด้วย พระองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก
และคนที่มีความรู้ในด้านหมอดู (ตอนนี้อาตมาต่อเอานิดหนึ่ง
แต่อาตมาสงสัยว่าพระองค์เองน่ะ ทรงมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ แล้วเก่งเสียด้วย)
อาตมาจึงได้ถวายพระพรตอบว่า ตามธรรมดาพระมหากษัตริย์ที่ดีก็ต้องปฏิบัติตามนั้น
ตอนนี้ย่อเข้าไว้ แต่ว่าข้อนี้พระองค์ตรัสซ้ำเป็นสองวาระ
แต่ว่าวาระหลังอาตมาจะพูดใหม่
ต่อแต่นั้นไป
ถ้าอาตมาจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนาง ฯ
พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเห็นเสด็จพระราชดำเนินไปมาอยู่ในพระอุโบสถ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถก็เสด็จมาที่อาตมา ถือซองมา อาตมาก็คิดว่านี่คงเป็นซองใบปวารณา
แต่ทว่าหมายกำหนดการไม่ได้มีไว้ก่อน อาตมาก็ตกใจว่านี่ทำยังไง
จะเอาอะไรไปรับพระองค์ในการที่พระองค์จะทรงประเคนใบปวารณา เมื่อพระองค์เสด็จมาประทับยืนข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หมายกำหนดการเขาไม่มีนี่ ถ้ามีก็ต้องมีพานสำหรับรับ เพราะว่านี่ไม่มี
อาตมาจึงได้จับผ้าไตรทั้งสองข้าง หวังจะให้พระองค์ทรงวางลงไปบนนั้น แต่ว่าดูอาการของสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกว่าพระองค์ยังสงสัย ไม่รู้ว่าจะวางใบปวารณาลงไปที่ไหน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงชี้ลงไปที่ไตรว่า นี่วางบนผ้าไตรนี่
แล้วสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถก็ทรงวางใบปวารณาไว้บนผ้าไตรแล้วก็ทรงกราบลงไปกับอาสนสงฆ์
ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า วันนี้เขาทำบุญวันเกิดของเขา
อาตมาจึงได้ถวายพระพรถามว่าประสูติวันนี้หรือพระองค์ก็ตรัสว่าไม่ใช่ เขาเกิดวันที่
๑๒ แต่ทว่าเขาถือว่าวันนี้เป็นวันมหามงคลใหญ่ เขาจึงได้ทำบุญวันนี้
อาตมาก็ไม่ทราบว่าจตุปัจจัยที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถถวายนั้นมีจำนวนเท่าไร มาทราบตอนหลังว่ามีจำนวนถึงสามหมื่นห้าพันบาท
ความจริงเงินจำนวนนี้ ต้องถือว่าเป็นเงินส่วนตัวเสียกระมัง
อาตมาถือว่าเป็นเงินส่วนตัว เพราะไม่ได้รับสั่งว่าให้ทำอะไร
แต่ว่าเวลาที่เขาทำบัญชีกัน ก็เลยบอกให้ลงบัญชีสงฆ์ไป เพื่อว่าพระองค์จะทรงได้รับผลสองอย่าง
อันดับแรกเป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ประการที่สอง
อาตมามีเจตนาสร้างวิหารทาน สร้างวัด พระองค์ก็มีพระประสงค์ ๒ ประการ คือ
ได้ทั้งการสงเคราะห์ ได้ทั้งการสร้างวัดวาอาราม จัดว่าเป็นมหากุศลใหญ่
อาตมามองดูพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ มีความละมุนละไมอ่อนช้อย
ความจริงตอนที่สนทนากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือว่าตอนที่สมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จเข้ามาถวายของ เห็นพระจริยาอย่างนั้นของพระองค์เข้า
บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมารู้สึกกลัวพระเจ้าแผ่นดินและกลัวสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ กลัวตรงไหนล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท หากว่าท่านจะถามว่า
กลัวในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์หรือ อาตมาต้องตอบว่า อาตมาไม่เคยกลัวเลยเรื่องนี้
พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้กับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถองค์นี้กับสมเด็จพระราชชนนีไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ในการที่พระองค์จะให้พระราชอำนาจข่มเหงประชาชน
อาตมาไม่เคยนึกกลัว มีแต่ความปลื้มใจที่ได้เห็นพระองค์ใกล้ ๆ
ได้คิดไว้เสมอว่าอำนาจวาสนาบารมีอย่างอาตมา
ไม่มีโอกาสที่จะพบปะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชชินีนาถ
แม้ว่าจะอยู่ห่างไกล ๑ กิโลเมตรก็คงจะไม่มีโอกาสแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคมนี่
บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ใช่อยู่ห่างกัน ๑ กิโลเมตร อย่างห่างกันแค่ ๑
หัตถบาสเท่านั้น ตอนนี้อาตมาจะไปกลัวทำไม ปลื้มใจ มีปีติเป็นล้นพ้น
เกือบจะพูดอะไรไม่ถูก เพราะความปลื้มใจ แต่ที่กล่าวว่ากลัวก็กลัวอยู่จุดเดียว
กลัวมาก ที่กลัวตอนนี้ก็คือกลัวดีไม่พอ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็ดี แสดงพระราชจริยวัตรออกมาดีเหลือหลาย
เกินกว่าที่อาตมาจะคิด ใครจะไปคิดกันได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถจะดีแบบนั้น ทรงมีพระราชจริยาวัตรละมุนละไมอ่อนช้อย
ไม่มีการแสดงถือพระองค์ว่าเป็นอะไรกันเลย
แสดงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นพสกนิกรเป็นทายกหรืออุบาสกอุบาสิกาชั้นดีเท่านั้น
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อาตมากลัวดี กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอ
ถ้าหากดีไม่พอแล้ว ทั้งสองพระองค์มากราบไหว้ นี่ความจัญไรมันเกิด (กับอาตมา) แน่
บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็พูดไว้แต่ตอนต้นแล้วนี่ว่า
องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
คนที่จะเป็นกษัตริย์ได้นี่ต้องมีบุญญาธิการเป็นกรณีพิเศษ
นี่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสไว้อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้า
ฯ พระบรมราชินีนาถทรงถวายของ ประเคนของแล้วกราบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสว่า
วันนี้เขาทำบุญวันเกิดของเขา ที่อาตมาถวายพระพรถามว่าประสูติวันนี้หรือ
พระองค์ก็ทรงตอบว่าเกิดวันที่ ๑๒ แต่เขาถือว่าวันนี้เป็นวันมหามงคลใหญ่
เขาจึงทำบุญเสียวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถคงจะไม่มีโอกาสตรัสอะไร
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแทน ต่อไปพระองค์จึงเสด็จออกไปข้างนอก
ไปประทับที่พระเก้าอี้ แล้วตอนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภถึงความเป็นไปของบ้านเมือง
บรรดาท่านพุทธบริษัทเห็นไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยพสกนิกรเพียงใด
ทรงมีพระกระแสพระราชดำรัสปรารภว่า คนที่เขามีความรู้ (ก็พวกโหรนั่นแหละ)
เขาว่าสิงหา กันยา ตุลา สามเดือนนี่
เขากล่าวกันว่าบ้านเมืองเราจะตกอยู่ในเขตยุคเข็ญ ข้อนี้จะเป็นความจริงเพียงใด คงจะไม่ได้ถามแบบนี้
รับสั่งถามว่า สิงหา กันยา ตุลานี้บ้านเมืองจะเกิดยุคเข็ญ แล้วจะทรงลงท้ายว่ายังไง
อาตมาฟังไม่ถนัด อาตมาก็ถวายพระพรไปว่า อาตมาก็มีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันว่า
บ้านเมืองของเราจะมีความยุคเข็ญ แต่ทว่าไม่เป็นไร เพราะบ้านเมืองของเราจะเป็นแต่เพียงไข้หวัดเท่านั้น
พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ อาตมานี่เป็นนักเทศน์สัมผัสกับคนมามาก
จะเห็นใครที่จะมีความปรีชาสามารถ เฉลียวฉลาด
มีปฏิภาณว่องไวอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่เคยเห็นเลย
พระองค์ตรัสถามต่อไปว่า ไข้หวัดน่ะมันมีหลายระดับนะขอรับ อาตมาก็รู้ท่า
จึงถวายพระพรว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา พระองค์จึงตรัสถามว่าฉีดยาหายไหมขอรับ
อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า ฉีดยาไม่หาย ต้องผ่าตัด ถ้าจำไม่ผิด พระองค์อาจจะทรงถามว่า
ผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่ อาตมาจำได้ว่าอาตมาถวายพระพรว่าผ่าตัดเล็ก
แต่พระองค์จะทรงถามหรือเปล่า อันนี้ลืมไป บรรดาท่านพุทธบริษัท
นี่จะเห็นว่าพระราชจริยาวัตรของพระองค์นั้น มีความห่วงใยในพสกนิกรเป็นกรณีพิเศษ
ความจริงถ้าหากพระองค์จะทรงเอาความสุขส่วนพระองค์จริง ๆ อย่างที่คนบางคนเขาว่า
ว่าพระเจ้าแผ่นดินนี้มีประโยชน์มาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าพระองค์ไม่เคยทรงขอขึ้นเงินเดือน
พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระราชทรัพย์ที่รับมาจากพระราชมรดกก็มาก ความจริงมากจริง
ๆ ถ้าพูดกันด้วยความสัตย์จริง แต่เวลานี้พระองค์จนกว่าคนหลาย ๆ
คนที่เข้ามาอยู่ในขอบเขตของการเมืองชั่วประเดี๋ยวเดียว ความจริงพวกนี้บางคน
ทุนทรัพย์เดิมอาตมาก็รู้จัก ว่าไม่ได้มีอะไรมากแต่ว่าต่อมา
ภายหลังกลับมีเงินเป็นพันล้าน เป็นหมื่นล้าน นี่เขาได้มาจากไหนกัน
ถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงทำแบบนั้นบ้างก็คงจะทรงรวยมากไปกว่านี้
แต่นี่มีแต่ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้เท่านั้น อีกประการหนึ่ง
ถ้าพระองค์ทรงหวังความสุขส่วนพระองค์ พระองค์ก็ทรงทำได้ไม่ยาก ถ้ามันลำบาก
ประชากรเขาไม่เห็นด้วย ก็ไม่ยากอะไร
สละราชสมบัติกลับไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ก็จะมีความสุข แต่นี่พระองค์ไม่อย่างนั้น
เคยตรัส (อาตมาเคยฟังวิทยุและอ่านหนังสือพิมพ์) ว่าพระองค์จะไม่หนีไปไหน
จะอยู่กับประชาชน นี่ซีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน น่าคิด อาตมาก็เลยถวายพระพรต่อไปว่า
บ้านเมืองของเราไม่เป็นไร แล้วดูเหมือนว่าพระองค์จะตรัสว่า จะมีความยุ่งยากไปถึง
พ.ศ. ๒๕๑๙ อันนี้อาตมาจำไม่ได้ถนัด อาตมาก็ได้ถวายพระพร พ.ศ. ๒๕๑๙ ปลายปี
ก็ไม่ควรจะคิดว่าอยู่ในเกณฑ์สงบเพราะจะสงบก็อยู่ในเขตปลายปี มีระยะเดือน ๒ เดือน
ไม่มีประโยชน์นัก ควรจะคิดกันว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จะเข้าอยู่ในจุดสงบ
เพราะตอนนั้นบ้านเมืองของเราจะเข้าอยู่ในเกณฑ์ดี มีความรุ่งเรือง จะมีความเจริญมาก
พระองค์ตรัสถามว่า เหมือนคนไหมขอรับ คนเขาบอกว่าถ้าชะตาดีมากแล้วจะตาย
เพราะชะตามันล้น บ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างนั้นไหม ข้อนี้อาตมาก็ถวายพระพรว่า
ไม่ถึงกับอย่างนั้น เพราะว่าเวลานี้บ้านเมืองของเรามันไม่ไหวแล้วมันทรุดหนัก
ทรุดจรนกระทั่งถึงนั่ง นั่งแล้วก็นอน ถึงจะดีกว่านี้ขึ้นมาอีก ๑๐๐ เท่า
ก็ยังไม่เรียกว่าดีสูงสุด ไม่ชื่อว่าชะตาเจริญสูงสุด ไม่ถึงกับสลายตัว
เป็นอันว่า เมื่อตรัสถึงตอนนี้ (ใช่หรือไม่ใช่ อาตมาจำไม่ได้)
ปรากฏว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมากราบทูลให้ทรงทราบ
(ได้ทราบในภายหลังว่ามีเจ้าหน้าที่ถวายหนังสือทูลเกล้า ฯ เข้าไปว่า ตรัสนานเกินไป)
เวลานั้น นาวาตรีประชาจับเวลาไว้ได้ ๓๐ นาที ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปยังที่ประทับ
พระถวายพระพร
การถวายพระพรนี่ดีจริง
ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีทั้งพระภาคเหนือ มีทั้งพระภาคใต้ มีทั้งพระภาคกลาง
แล้วก็ไม่มีการซักซ้อมกัน ล่อกันอีนุงตุงนังไปหมด ข้างหน้าก็เสียงเบา
อาตมาฟังไม่ได้ยิน อยู่ข้างหลังก็หลวงน้าอำพัน ข้างหน้าก็ไม่ได้ยิน
ข้างหลังก็โจ้กันตามสบาย ข้างหน้าว่าช้า ข้างหลังว่าไว สนุกดีเหลือเกิน
ถวายพระพรไปได้ครึ่งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณธรรมวราลังการ
เจ้าอาวาสวัดบุปผารามเป็นพระสุปฏิปันโนได้ถวายอดิเรก พอถวายอดิเรกเสร็จ
พระก็ถวายพระพรอีกวาระหนึ่ง ก็เป็นอันว่าจบ
เมื่อจบถวายพระพรแล้วก็จบตอนนี้กันเสียทีดีไหม บรรดาท่านพุทธบริษัท
ตอนหน้าค่อย่ากันใหม่ เพราะว่าเรื่องราวที่กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นี่ อาตมามีหลักฐานอ้างอิงของการพยากรณ์ของท่านที่ทรงคุณธรรมพิเศษ
สำหรับตอนนี้ก็ยุติกันไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล
จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่านสวัสดี