บทที่ ๓

            ตอนนี้เป็นตอนที่สาม แต่ว่าพระราชปรารภเป็นตอนที่สอง สำหรับพระราชปรารภตอนที่สองนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภเรื่องของพระศาสนา คือพระองค์ทรงปรารภว่า เรื่องของพระสงฆ์นี่มีความสำคัญ แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้ตำหนิว่า พระสงฆ์ในปัจจุบันไม่มีความสำคัญ หรือว่าเลวทรามยังไง พระองค์ไม่ได้ทรงตำหนิ เป็นแต่เพียงพระองค์ทรงมีพระประสงค์ว่า อยากจะให้กฎหมายช่วยเหลือพระวินัย เพราะว่าสถาบันของศาสนา เป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวกำลังใจคน คนไทยเราทั้งหลายส่วนมาก ไทยหรือไม่ใช่ไทย คือท่านทั้งหลายที่มาอยู่ในประเทศไทย เช่น ชาวจีน หรือว่าชาติอื่นก็ตาม เช่นมีผรั่งหลายคนเหมือนกันที่มาปรารภกับอาตมาเองว่า มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา แล้วก็มีหลายท่านถึงกับมารับหนังสือขอวัตรปฏิบัติทางพระศาสนาไปเพื่อศึกษา แล้วก็วางศาสนาเดิม เข้ามาศึกษาธรรมปฏิบัติในด้านของพุทธศาสนา แต่ว่าท่านพวกนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท น่าสรรเสริยอย่างยิ่ง ท่านเอาจริงกันด้วยประการทั้งปวง มีหลายรายบอกว่าการเจริญพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนานี่มีเหตุมีผลดีมาก แล้วก็มีผลเป็นที่พอใจ นี่เรื่องศาสนาจึงเป็นจุดหนึ่ง คือเป็นศูนย์รวมใจของบรรดาประชาชนหลายชาติหลายภาษา

            การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภ เรื่องของพระศาสนา คือทรงปรารภว่า ถ้าทางศาสนามีความมั่นคง อาตมาพูดนี่ อาจจะมีความหมายยาวกว่านี่นิดหนึ่งก็ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงเบา ถ้าพลาดเป้าหมายไปบ้างจากคำพูดแล้ว ก็ต้องขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและขออภัยต่อญาติโยมพุทธบริษัทด้วย

            กล่าวถึงการพูด ก็ต้องตีความหมายออกจะยึดถือเอาถ้อยคำ ถือพระสุรเสียงของพระองค์ที่มีพระราชดำรัสมา เอามาลงในหนังสือทุกคำไม่ได้ ต้องถือเอาความหมายเป็นสำคัญ

            พระศาสนา เป็นที่ยึดเหนี่ยวใจคน พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์อยากจะให้กฎหมายสนับสนุนพระวินัย เพราะว่าถ้าพระปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัยดีแล้ว จิตใจของบุคคลที่ยึดถือ ยึดเหนี่ยวคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วเป็นที่ประทับใจ ก็จะพากันมีความกลมเกลียว ประเทศชาติจะมีความสุข เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสมาอย่างนี้ อาตมาชื่นใจอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นความเห็นที่ตรงกัน บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเวลานี้ที่ชาวบ้านบางคนเขาบอกว่า ¡°ใครเขาจะไปเอากับมัน มันเที่ยวด่าดะไปหมด ไม่ว่าพระชั้นไหน แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช¡± นี่อาตมาแปลกใจว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้น่ะเป็นที่น่าเคารพ แต่ทำไมไปด่าท่านเสียล่ะ นี่ ข่าว เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องของข่าว ถ้าอาตมาด่าเขาดะไปหมดละก็ การจัดงานคราวนี้ สมเด็จพระวันรัต  วัดสังเวชก็ดี ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดี วัดสามพระยาก็ดี หรือพระราชาคณะอีกเกินกว่า ๒๐ รูปไม่มีใครมากันนี่เพราะว่าการด่าแบบนั้นมันไม่ถูก ไม่ควร การเขียนหนังสือตรงไปตรงมาน่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัทคนเลวเขาถือว่าด่า แต่คนดีเขาเห็นว่าเป็นความดี เพราะช่วยกันจรรโลงความดีของพระศาสนาเข้าไว้ จะด่ากันได้ยังไงเล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าด่าสมเด็จพระสังฆราช อาตมาก็หาที่อยู่ไม่ได้เท่านั้นเอง หรือด่าพระราชาคณะที่ทรงศักดิ์ศรี มีอำนาจในการปกครองหรือไม่มีอำนาจใจการปกครองก็ตาม ที่อยู่ของอาตมาก็คือเรือนจำ จะไปด่าท่านทำไม ท่านทำความดีกันเกือบตาย มีความเหน็ดเหนื่อยกันบอกไม่ถูก เราอยู่เบื้องหลังมองไม่เห็น ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ท่านมีความเหน็ดเหนื่อยกันมาก แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทก็อย่าเพิ่งนึกว่าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็มีความเคารพในพระธรรมวินัยเสียทั้งหมด ที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จบรมสุคตก็มีมาก อย่างท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า การสร้างวัดคราวนี้ เจ้าภาพประกาสมาตลอดเวลาว่า สร้างรวมกับวัดท่าซุง  แต่ว่าท่านที่อยู่ใกล้ ๆ ท่านฟังไม่ได้ยิน กลับหาว่าสร้างวัดแข่งวัด สร้างวัดคู่วัด ผิดพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ นี่ซี พระประเภทนี้ซี ถ้าบอกว่าด่าละก็ถูก อาตมาไม่ได้ด่าท่าน ฟังท่านไว้เท่านั้น มีคนเขามาเล่าให้ฟังก็ยิ้ม ๆ แล้วเขาถามว่ามีความรู้สึกเป็นประการใด อาตมาก็ตอบไปตรง ๆ ว่า จะมีความรู้สึกยังไงในเมื่อหูท่านไม่ดี ตาท่านไม่ดี หนังสือเขาก็เขียน ประกาศก็ประกาศ ออกทางวิทยุก็ออก ประกาศให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบว่า ที่เขาสร้างนี้เขาสร้างขยายเขตวัดออกไป แม้แต่ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยา ท่านอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านก็ยังทราบ เจ้าคณะตรวจการภาครองเจ้าคณะตรวจการภาคท่านก็ทราบ สมเด็จพระวันรัตท่านก็ทราบ แต่คนใกล้ ๆ ไม่ทราบ คนประเภทนี้ต่างหากที่จะมีความเจ็บใจในหนังสือที่อาตมาเขียน อาตมาเขียนนั้นไม่ได้เจาะจงใคร พูดตรงไปตรงมาตามคติของพระพุทธศาสนา

            การที่พระมีความเห็นแตกแยกไปจากคำสอนของพระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าที่ทรงห้ามไว้ และไม่แนะนำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนา นี่แหละเป็นเหตุให้บรรดาประชาชนเร่าร้อน บ้านเมืองจะสลายตัว ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านผู้นี้เป็นผู้สร้างความแตกสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ จากกลุ่มเล็กมันก็เป็นกลุ่มใหญ่ จากกลุ่มใหญ่มันก็จะกระจายไปทั่วประเทศ ทีนี้ความเสียหายมันก็จะกระจายไปทั่วโลก การทำลายศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัทไม่ใช่เป็นของดี เป็นของเลว นี่พระพุทธเจ้าไม่เคยห้ามการเจริญศรัทธา มีแต่ให้ระมัดระวังในการรักษาศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัท พระต้องทำตนให้เหมือนแมลงภู่ ตัวอย่างเช่นพระโมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระโมคคัลลานะว่าเป็นผู้มีการเจริญศรัทธา แล้วก็ไม่ทำเจ้าภาพให้ชอกช้ำใจ ท่านบอกว่าพระทุกองค์จงทำตัวอย่างพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะทำตัวเช่นแมลงภู่ แมลงภู่นี่เชยกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้แล้ว แต่เกสรดอกไม้ไม่ช้ำ ข้อมีมีอุปมาฉันใด พระโมคคัลลานะ เมื่อเข้าสู่ตระกูล สร้างศรัทธาของท่านพุทธบริษัทให้เกิดขึ้น ได้อาหารมาบริโภค ได้ศรัทธามา แล้วก็ทำจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าไม่ใช้ชอกช้ำ นี่พระควรทำตัวอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นผู้ทำลายศรัทธา พระพุทธเจ้าให้ระมัดระวังแต่เพียงว่า การบอกบุญบอกทานนี่ อย่าทำให้ชาวบ้านเขาช้ำใจ อย่าโลภโมโทสันเกินไป กะเกณฑ์ให้เป็นการบังคับศรัทธา และจงอย่าทำลายพระพุทธศาสนาด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง หนังสือของอาตมา ผู้ที่จะเจ็บใจก็มีพระประเภทนี้เท่านั้นที่ไม่รู้จักในการเจริญศรัทธา ขัดศรัทธาของท่านพุทธบริษัทเป็นเผ่าพันธุ์ของพระเทวทัต ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบนั้นก็ไม่ใช่ของดี การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภในเรื่องนี้ ก็เพราะอาศัยพระพวกนี้เป็นสำคัญ นี่อาตมาตีควาหมายเอาเอง พระองค์ไม่ได้ตรัส อย่าลืมนะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงประณามนะ ว่าใครเลว เป็นแต่เพียงบอกว่าอยากจะให้กฎหมายสนับสนุนพระวินัย หมายถึงว่าพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ที่ร่างกันขึ้นมา เมื่อพระผิดบทพระวินัยที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสในขอบแขตอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถ้าพระสงฆ์มีโทษเป็นอาญา คือติดคุกติดตะรางไป อันนี้อาตมาเห็นชอบด้วย เมื่อพระองค์ทรงตรัสมาแบบนี้ อาตมาก็ถวายพระพรไปว่า อาตมาก็ปรารภอยู่เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาตมาก็เคยปรารภกับอธิบดีกรมการศาสนา ซึ่งเวลานั้นอธิบดีกรมการศาสนาก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยืนเฝ้าอยู่เหมือนกัน เพราะว่าท่านอธิบดีกรมการศาสนาน่ะมีจิตคิดประเภทนี้มานาน จนกระทั่งตัวท่านเองมีศัตรูมาก คือว่าคนที่เขาจะเป็นอธิบดีกรมการศาสนานั้น ส่วนใหญ่อาจจะวางเรื่องนี้เสีย เพราะไม่เคยมีใครคิดกัน แต่ว่าท่านอธิบดีกรมศาสนาคนนี้มาคิดขึ้น ก็เลยกลายเป็นของใหม่ อาจจะเป็นที่ไม่ถูกใจของพระหลายองค์หรือบุคคลหลายคน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภแบบนั้น อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า อาตมาทำอยู่แล้ว และร่วมมือกับท่านอธิบดีกรมการศาสนา (แต่จะได้กราบบังคมทูลรือเปล่าไม่ทราบ) บางทีอาจจะได้ทรงทราบจากอธิบดีกรมการศาสนาว่า มีพระหลายองค์ด้วยกันพร้อมที่จะปฏิบัติตามนี้

            การที่อาตมาเขียนหนังสือเรื่องความเป็นมาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพราะอยากจะดูว่าใครบ้าง ที่ท่านโกรธ ถ้าองค์ไหนท่านโกรธ เราก็รู้ได้ว่าองค์นี้ไม่เคารพในพระธรรมวินัย พระที่เคารพในพระธรรมวินัยไม่มีใครเขาโกรธ ก็เป็นอันว่าพระราชาคณะทุกพระองค์ แม้แต่สมเด็จพระวันรัต ที่ท่านมาโปรดในงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและในงานเททองรูปหลวงพ่อปาน ทุกท่าน ๆ ไม่โกรธเรื่องนี้ ท่านมีความเมตตาปรานีเป็นพิเศษ ถึงกับสนับสนุนว่าให้สร้างต่อไปอย่าหยุดยั้ง นี่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยา ได้จับมือชี้บอกว่าทำต่อไป ๆ อย่าหยุด ทำเรื่อยไป ความจริงท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยานี้ก็มีปฏิปทาเหมือนกันอาตมา จะว่าเหมือนอาตมาความจริงไม่ถูก ว่าอาตมามีปฏิทาเหมือนท่านดีกว่า อาตมาเคยไปอบรมในสำนักของท่านหลายวาระ ท่านพู่ดให้ฟังอยู่เสมอว่า ท่านเอางานแลกเงิน ท่านไม่ได้เอาเงินซื้องาน นี่คติของท่านเจ้าคุณวัดสามพระยา ซึ่งก็ตรงกับคติของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็เอางานแลกเงิน คือสร้างก่อน หาเงินทีหลัง ท่านมีอารมณ์ตรงกับหลวงพ่อปาน และจริยาวัตรของท่านตรงไปตรงมา แม้แต่สมเด็จพระวันรัตก็เหมือนกัน เป็นพระผู้ใหญ่ที่ควรแก่การเคารพ ท่านควรจะเหยียบหยามอาตมาว่าเป็นพระเส็งเคร็งตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กที่ไม่ควรจะสมาคมด้วย แต่เปล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านกลับมีความเมตตาปราณีเป็นกรณีพิเศษ ในวันนั้นสงเคราะห์มาก ทำเป็นกันเองทุกอย่าง จนกระทั่งอาตมานี่รู้สึกเกรงในพระคุณหรือคุณความดีของท่าน แม้พระราชาคณะทุกองค์ที่มาก็เหมือนกัน เป็นครูบาอาจารย์บ้าง เป็นรุ่นพี่บ้าง เป็นรุ่นน้องบ้าง เป็นรุ่นเพื่อนบ้าง ทุกคนก็แสดงอาการสนิทสนมแบบกันเองท่านทั้งหลายเหล่านี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่จะเป็นหลักสำคัญให้พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ เป็นไปตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            เฉพาะเรื่องนี้ อาตมาเคยปรารภกับอธิบดีกรมการศาสนา ท่านมาถามว่าถ้าจะไปหาพระในกรุงเทพฯ ควรจะหาใคร ความจริงพระมีมาก แต่อาตมาไม่ค่อยรู้จัก ก็เลยแนะนำท่าน บอกว่า ถ้าคณะของวัดสามพระยานี้ใช้ได้เลย เป็นคณะตรงไปตรงมา คำว่าคณะนี่อาตมาหมายถึงคณะของท่านทั้งหมด คือประเภทพระตรง คือพระตรงไปตรงมาแล้วคบกับเจ้าคุณวัดสามพระยาได้ ถ้าพระโกงไปโกงมาแล้ว คบกับเจ้าคุณวัดสามพระยาไม่ได้แน่ เป็นอันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส อาตมาเห็นชอบ แล้วก็ขอผ่านเรื่องนี้ไป ไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสว่ายังไงอีกบ้าง จำไม่ได้ เพราะมัวระวังพระสุรเสียง

      ต่อมาพระองค์ก็ทรงปรารภว่า พวกเด็ก ๆ เขาไม่เชื่อกฎของกรรม พระองค์ทรงปรารภว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ไฟไหม้ที่สลัม คำว่าสลัมนี่มันหมายถึงบ้านเล็ก ๆ หรือไงอาตมาก็จำไม่ได้ พอพระองค์ตรัสว่าสลัมจุดไหน มีไฟไหม้ขึ้น ก็มีพวกเด็ก ๆ เขาออกหนังสือเวียนเป็นหนังสือเลย ออกประกาศโฆษณา หาว่ามีนายทุนกลั่นแกล้ง แต่ว่าพระองค์ไม่ได้ตรัสแบบนี้ พระองค์ตรัสว่าเขาออกหนังสือโฆษณา อาตมาก็เลยเดาเอา ว่าโฆษณานี้ในจุดนี้ก็ต้องเป็นโฆษณาในการกลั่นแกล้ง โจมตีหาว่านายทุนเป็นคนเผา ต้องการจะเอาสถานที่นั้นสร้างตึกสร้างรามเพื่อความร่ำรวย นี่เดา ๆ เอา พระองค์ไม่ได้ตรัสแบบนี้ พระองค์ทรงปรารภว่าทำยังไงดี ถึงจะให้เด็กรู้กฎของกรรม ความจริงเรื่องนี้เป็นของหนักมาก บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาก็พยายามทำ อย่างการเขียนหนังสือเรื่องของหลวงพ่อปานมีการโลดโผนโจนทะยานเป็นกรณีพิเศษ เป็นอันว่าหนังสือของอาตมานี้ ถ้าดูกันแล้วก็ไม่ควรใช้คำว่าหนังสือพระ อาตมาจึงใช้นามเสียใหม่ว่า เป็นหนังสือฤาษีทัศนาจรบ้าง ฤาษีลิงดำบ้าง เพราะนำชื่อของพระมาใส่แล้ว มองดูไม่สละสลวย เพราะเขียนหนังสือในทำนองโลดโผนโจนทะยานมาก แต่ความจริงเรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาพร้อมแล้วที่จะยอมรับโทษ รับความตำหนิของบรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้งนี้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าอาตมามีความเห็นอยู่อย่างหนึ่ง แล้วก็ได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นว่า เวลานี้อาตมาก็หาทางให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจในกฎของกรรมรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา เลยเขียนหนังสือทำนองนั้นออกไป ในตอนนี้อาตมาจำได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสว่า การเขียนหนังสือแบบนั้น บางคนเขาจะหาว่าพระนี่เขียนหนังสือโลดโผนเกินไป จะเห็นว่าเป็นการไม่สมควรแต่แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า แม้กระผมเองก็มีความคิดเห็นว่า ในกาลบางครั้งก็มีความจำเป็นเหมือนกันขอรับ นี่พระราชดำรัสตอนแรก บรรดาท่านพุทธบริษัท เล่นเอาใจตุ๋ม ๆ ต้อม ๆ ไปทันที ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าพระองค์ตรัสว่า การเขียนแบบนั้นบางทีคนบางคนเขาจะเห็นว่าเป็นการโลดโผนเกินไป เป็นการไม่สมควรกับสมณวิสัยนี่อาตมาตีความหมายเอาเองว่า พระเขียนหนังสือโลดโผนนี่ ความจริงไม่ใช่พระ มันลิง ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่าไหว้ ไม่น่าบูชา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสต่อไปว่า แต่กระผมคิดว่าในกาลบางครั้งก็มีความจำเป็นเหมือนกัน ก็หมายถึงว่าในกาลบางครั้งจำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น  อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า การทำอย่างนั้น อาตมาพร้อมแล้วที่จะยอมรับโทษ แต่ว่าความประสงค์มีอยู่อย่างเดียว คือว่าไม่ต้องการคำชม จุดประสงค์ก็มีอยู่ว่าต้องการให้คนเข้าถึงพระพุทธศาสนา โดยวิธีเอาธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขียนเหมือนกับเรื่องนิยายจีน เป็นกำลังภายใน นี่เป็นความมุ่งหมายนะ อาจจะถวายพระพรไม่หมดตามนี้ เป็นการดึงกำลังใจของคนให้เข้ามาใกล้ เพราะว่าหนังสือพระ บรรดาท่านพุทธบริษัท ส่วนใหญ่เขารู้ว่าเป็นหนังสือพระ พอวางแล้วก็ละ สระอะเหมือนกัน ตัว พ หายไป เหลือ ร เรือ ร เรือกลายเป็น ล ลิง กลายเป็นหนังสือละ พอเขารู้ว่าเป็นหนังสือพระเขียนเขาก็ละ ไม่อยากอ่าน อาตมาจึงเอาใหม่ อีท่านี้ไม่เป็นเรื่อง การบอกให้กินยาตรง ๆ นี่กลัวขมกลัวขื่น ถ้ายังงั้นละก็ต้องเอาน้ำตาลเคลือบ หรือเอาขนมหุ้มเข้าไว้ เอายาไว้ข้างในให้เขากินรู้สึกว่ากินขนม ไม่ใช่กินยา ถึงแม้ว่าคุณค่าของยาจะมีกำลังลดไปหน่อยก็ตามที ถ้าเขากินกันด้วยความยินดี มาก ๆ หนัก ๆ เข้ายาก็ให้ผล เป็นการรักษาโรคได้เหมือนกัน นี่การเขียนหนังสือของอาตมามีการคิดเห็นเป็นแบบนั้น จึงได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ที่อาตมาเขียนแบบนั้น อาตมายอมลงทุน คือว่าลงทุนให้ชาวบ้านด่า แต่ทว่าเจตนามีแต่เพียงว่า ถ้าคนอยู่ไกล หรือว่าภาชนะอยู่ไกล เราจะไปขัดถูให้สะอาด ถ้าร่างกายเขาเปรอะเปื้อน หรือภาชนะนั้นเปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าอยู่ไกลสุดเอื้อมของเรา เราจะทำความสะอาดให้แก่เขา เราทำไม่ได้ ในอันดับแรกก็ต้องหานโยบายดึงบุคคลพวกนี้หรือวัตถุพวกนี้ให้เข้ามาใกล้เสียก่อน เมื่อเขาเข้ามาใกล้แล้ว เราจะขัดสีฉวีวรรณยังไง เราก็ทำได้ ทีแรกใหม่ ๆ ทำไม่ถนัด ก็พยายามขัดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่ให้เจ้าของรู้ตัว หากว่า เขามอบกายถวายชีวิตเมื่อไร เห็นดีกับเราด้วยเมื่อไร เมื่อนั้นแหละค่อยให้กินยาขนานพิเศษที่สามารถตัดรากตัดโคนโรคที่มีอยู่ในใจของเขาให้สิ้นไป คือโรคราคะ แล้วก็โลภะ โทสะ โมหะ แต่ความจริงหนังสือที่ออกไปก็ได้ผลเกินคาด อย่างหนังสือประวัติหลวงพ่อปานอาตมาเคยคิดว่า ออกไปแล้ว ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีจึงจะมีผล แต่ที่ไหนได้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน เขาแจกในงานหลวงอรรถ ฯ เพียง ๗ วันเท่านั้น ปรากฏว่ารถเข้ามาที่วัดเกิดว่า ๒๐ คัน มาปรารภหนังสือเรื่องนั้น แล้วต่อมา อาตมาก็เอาหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานออกอีก ต่อมาก็ทำไปตามลำดับหนังสือแต่ละเล่ม เว้นไว้แต่หนังสือมหาสติปัฆฏฐานสูตรและคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน นอกจากนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายของจีน แต่ว่าเป็นเรื่องจริง

            นี่เป็นอันว่าช่วยดึงใจบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ให้เห็นว่าพระ หรือคนที่เขียนหนังสือนี้ก็สามารถจะเข้ากับเขาได้ เวลาเขามา บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายอาตมาก็ไม่ได้หลับตาทำท่าเคร่งคุยกับใคร ทำแบบสบายๆ โดยตั้งใจว่า ผู้มาทั้งหมดนี่อาตมาไม่ยอมให้เป็นแขก ไม่ถือว่าท่านผู้นั้นเป็นแขก ถือว่าท่านผู้มานั้นเป็นเพื่อนรักกัน เป็นคนสนิทสนมกัน ถึงแม้ว่าจะมาใหม่ ๆ ไม่เคยปรากฏว่าพบกันมาแต่ก่อนกาลก็ตาม ก็ถือว่าท่านผู้นั้นเป็นเพื่อนรัก พอเขามาแล้วก็ทักทายปราศรัยแบบกันเอง แบบชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่ไม่ยอมให้เสียจริยาของพระ คือด้านพระธรรมวินัย

            ในตอนนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เล่นเอาบุคคลทั้งหลายเขาโจมตีกัน เรื่องถึงกับเข้าสู่พระราชฐาน เขาบอกว่าอาตมานี่ไม่สุภาพ ไม่สำรวม ดีไม่ดีเรื่องนี้จะทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วยก็ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมามีจริยาอยู่ ๓ แบบ ด้วยกัน คือ

๑.   เวลากาลที่ควรใช้ระเบียบแบบแผนตามเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา อาตมาก็ทำ ทำตามนั้นไม่ยอมนิ่ง

๒. ขณะใดเมื่อคนที่มา ควรจะวางตัวให้สม่ำเสมอกัน เรียกว่าให้สบายใจสำหรับบุคคลผู้มาหา อาตมาก็ทำ แล้วก็

๓.  อาตมาถือว่า ถ้าใครคัดค้านพระธรรมวินัย คือทำไปหรือพูดไปไม่ถูกตามหลักพระธรรมวินัยอันนี้อาตมาค้านทันที ไม่เกรงใจใคร เพราะหากว่าถ้าเราจะตามเขาไปแล้ว พระธรรมวินัยเสีย อาตมายอมไม่ได้ ถ้าจะทำอย่างนั้นอาตมาคิดว่า อาตมานี่สึกเสียดีกว่า ดีกว่าจะเอาผ้ากาสาวพัสตร์มาห่มเข้าไว้ให้เสียศักดิ์ศรีของศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

การที่ได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นนี้ หมายความว่าที่อาตมาทำอย่างนั้นก็เพราะมีความประสงค์ใคร่จะดึงประชาชนให้เข้ามาใกล้ก่อน คือเป็นวิธีการที่ดึงประชาชนเข้า ยังไม่ใช่หนังสือจะสอนให้เขาปฏิบัติความดีเป็นกรณีพิเศษ เรื่องนี้ก็เอาตัวอย่างจากองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาไว้เป็นหลายนัย บางทีก็เทศน์ตรงมาตรงไปด้านปรมัตถ์ปฏิบัติ บางคราวองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์ก็เทศน์พระสูตร เทศน์เรื่องชาดก ก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายที่อาตมาเขียนเทียบเคียงเอาไว้ในหนังสือธรรมะ บางทีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงอาการต่าง ๆ เช่น ทรงโปรดท้าวผกาพรหม อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่จะเสด็จไปเทศน์เฉย ๆ กลับไปเล่นซ่อนหากับท่านผกาพรหม หรือในบางคราว ก็ให้พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นพระอรหันตสาวก ไปออกฤทธิ์กับบรรดาท่านทั้งหลายที่ไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น ให้พระโมคคัลลานะไปทรมานมัจฉริยะเศรษฐีถ้าไปกันดี ๆ ตาคนนี้แกไม่ให้แน่ เพราะแกขี้เหนียวเหลือเกิน จะกินขนมเบื้องสักทีแกก็ต้องกินคนเดียว แกไปทอดขนมเบื้องอยู่ในปราสาทชั้นที่ ๗ พอจะเริ่มทอด พระโมคคัลลานะ ก็ถึงหน้าต่างพอดี แล้วกล่าววาจาขอแบ่งขนมเบื้องบ้าง แกไม่ยอมให้ ในที่สุดพระโมคคัลลานะต้องทำควันไฟให้ฟุ้งเข้าไป แกทนไม่ไหว แกก็บอก แกยอมให้ แต่แกก็หยดนิดหนึ่ง เพื่อให้พระโมคคัลลานะ เพราะความขี้เหนียวของแก แต่ท่านพระโมคคัลลานะก็แสดงอานุภาพ ทำให้ขนมนิดเดียว หยดหนึ่งนั้นเป็นแผ่นใหญ่ ตักออกมาเท่าไร่ ๆ แม้จะเลี้ยงพระสัก ๕๐๐ องค์ก็ยังไม่หมด นี่การแสดงพระธรรมเทศนา และการเข้าถึงใจ ขององค์สมเด็จพระบรมสุคตและพระสาวกท่านเป็นอย่างนี้ อาตมาก็ถือจริยาขององค์สมเด็จพระชินสีห์และพระโมคคัลลานะ และพระมหาสาวกทั้งหลาย ก็แสดงออกไปทางหนังสือบ้าง ทางตัวบ้าง เข้ามาใกล้ก็คุยกันแบบกันเองบ้าง เว้นไว้แต่ท่านนักเบ่งที่บอกว่ามีความรู้สูง อาตมาก็วางมาดอีกแบบหนึ่ง ให้เป็นไปตามอัธยาศัย

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พระราชปรารภ ๒ ข้อ ตอนที่สามนี่เขียนถึงพระราชปรารภ ๒ ข้อด้วยกัน ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้