ตอนนี้เป็นตอน
ที่ ๒ เป็นตอนที่จะกล่าวถึงพระราชปรารถตอนแรก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจากพระอุโบสถเก่าของวัดท่าซุง
โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำเสด็จสู่ศาลาที่ประทับ ประทับเรียบร้อยแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกข้าราชการเข้าเฝ้า
ตามหมายกำหนดการ แต่สำหรับอาตมาเองน่ะ เวลานั้นไม่ได้อยู่ที่พลับพลาที่ประทับ
เพราะตามหมายกำหนดการเขาบอกว่า อาตมาคอยรับเสด็จอยู่ที่พระอุโบสถใหม่
ที่เรียกว่าพระอุโบสถใหม่ก็เพราะว่า
ทำไว้เพื่อเป็นพระอุโบสถ ในที่นั้นก็มีพระสุปฏิปันโนคอยเฝ้ารับเสด็จอยู่
รวมด้วยกันทั้งหมดเป็น ๙ รูป ทั้งอาตมา
เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าแล้ว
ตอนนั้น พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ก็กราบบังคมทูลเรื่องการก่อสร้าง ฉะนั้น
หากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอยากจะทราบความเป็นมาในการที่อาตมามาอยู่ที่วัดท่าซุงนี้เพราะเหตุใด
ก็ขอได้โปรดอ่านคำกราบบังคมทูล ของ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุล
ซึ่งเป็นการถวายรายงานเรื่องการก่อสร้างเพราะว่าท่านเหล่านั้นท่านเป็นผู้จัดหาเงินมาเพื่อการก่อสร้าง
อาตมามีหน้าที่อย่างเดียว คือคุมงานเท่านนั้น การก่อสร้างนี้เป็นที่ไม่ถูกใจของบุคคลอยู่มาก
เพราะการทำไปแล้วไม่แบ่งเงินให้ใช้ ข้อนั้น อาตมาทำไม่ได้หรอก บรรดาท่านพุทธบริษัท
เพราะว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนมาแบบนั้น
องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนแบบนั้น
สอนอย่างเดียวว่าให้พระเป็นผู้นำในการละ ไม่ใช่ให้พระเป็นผู้นำในการสะสม ถ้าอาตมามาเป็นผู้สะสมเสียเองแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจะลงโทษ ลงโทษว่าเป็นเดียรถีย์
ไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระมหามุนี อาตมาทำไม่ได้
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบคำกราบบังคมทูล
ของ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ปลัดกระทรวงกลาโหมแล้ว พระองค์จะทรงตรัสอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ
เพราะในสถานที่นั้นมีพระราชาคณะหลายท่าน ท่านเจ้าคุณพรหมมุนี วัดราชผาติการาม
แล้วก็มีท่านเจ้าคุณธรรมราชานุวัตร วัดสุวรรณาราม ท่านเจ้าคุณเทพ ๒ เทพ
วัดประยุรวงศ์และวัดอนงคาราม (จำไม่ได้ว่าเทพมีสร้อยว่ายังไง)
แล้วก็ท่านเจ้าคุณเทพ เจ้าคณะตรวจการภาค ท่านเจ้าคุณราช รองเจ้าคุณตรวจการภาค
เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ครบหรือไม่ครบก็ไม่ทราบ จำไม่ค่อยได้ถนัด เป็นอันว่า
พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัตก็ดี ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดี
วัดสามพระยาก็ดี มีกรุณาธิคุณกับอาตมาเป็นล้นพ้น วันที่ไปนมัสการท่าน
ท่านก็ทำตนของท่านเหมือนกับว่า อาตมาเป็นลูกที่รักของท่าน พอไปนมัสการท่าน
ท่านเจ้าคุณวัดสามพระยา ท่านบอกว่าทำไป ๆ อย่าหยุด สร้างเรื่อยไป จงอย่าหยุด
นี่เป็นกำลังใจแก่อาตมาเป็นอย่างมาก
มีคนเขาพูดกัน
พระก็พูดกันว่าสร้างวัดที่นี้ผิดระเบียบ ผิดพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์
สร้างวัดชิดวัด แต่ว่าท่านที่พูดทั้งหลายนั้นไม่ได้คิด ไม่ได้ฟัง
ว่าท่านเจ้าภาพน่ะ เขาสร้างเพื่อเป็นการขยายเขตวัด ถวายไว้ในพระพุทธสาสนา
นี่มันไม่มีอะไรจะผิด แล้วก็ท่านพูดกันไปได้
เพราะอาศัยที่ว่าไม่เคยดูพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ไม่เคยศึกษาพระธรรมวินัย
ไม่เคยดูกฎมหาเถรสมาคม ไม่นิยม คือ
ไม่เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะว่าพระพุทธเจ้าเคยแนะนำให้บรรดาพุทธบริษัท คือ พุทธสาวก เป็นผู้เจริญศรัทธา
แนะนำให้ชาวบ้านเป็นผู้เสียสละมีศรัทธาสร้างความดี แล้วนี่พวกชาวบ้านเขามีศรัทธาสร้างความดี
ทุ่มเทเงินมาเป็นจำนวนล้าน ฝั่งวัดเก่าก็สร้างหมดไปประมาร ๔ ล้านเศษ
ฝั่งใหม่ที่จะสร้างต่อไปอีกถึง ๑๐ ล้านบาท แต่ท่านไม่เห็นความดีของเขา
คือถ้าเราจะไปดูตามพระวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ท่านพวกนี้ไม่ได้แสดงความเคารพในพระพุทธเจ้าเลย
บางถึงกับพูดออกมาว่าให้มันฝังลูกนิมิตให้ได้ทีเถอะ นี่
วาจาอย่างนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากของพระ นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ฉะนั้น
เรื่องของพระจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตรงกับพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาจากพลับพลาที่ประทับเข้าสู่พระอุโบสถใหม่
อาตมาขอให้นามว่าพระอุโบสถ ถึงแม้ว่ายังไม่มีการฝังลูกนิมิต สวดพัทธสีมาก็ตาม
แต่ในเมื่อชาวบ้านเขามีความปรารถนาอย่างนั้น ตั้งใจอย่างนั้นแล้ว มันต้องเป็นได้
วิธีจะเป็นมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน คือ
๑.
มหานิกายรับรวมเข้าไว้ เป็นวัดมหานิกาย
๒.
ถ้ามหานิกายไม่รับ ก็ถวายเป็นวัดธรรมยุต
๓.
ถ้าพระธรรมยุตไม่รับก็ประกาศตั้งนิกายใหม่ขึ้นมาเลย
อันนี้ไม่มีพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ห้ามไว้ ทำได้
เขาจะทำเป็นวัดของเขาโดยไม่มอบแก่คณะสงฆ์คณะใดคณะหนี่งก็ทำได้
ถ้าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
ไม่ยอมเคารพในพระพุทธเจ้า ไม่ยอมเจริญศรัทธา เขาทำได้แน่
เราจะเอากฎหมายอะไรมาบังคับเขา เขาสร้างที่บำเพ็ญกุศลของเขา เขาทำได้สบาย
นี่ถ้าพวกเราไม่โง่เสียอย่างเดียว
เรื่องร้าย ข่าวร้าย มันก็จะไม่บังเกิดขึ้น
ไอ้ความไม่ดีอย่างนี้ทราบไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โปรดทราบว่าเวลาพระองค์ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้น ดูจริยาของพระองค์
มีความละมุนละไมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสด็จเข้ามายังศาลาที่ประทับ ทรงรับศีล
สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล พระองค์ทรงถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพร
สมเด็จพระราชาคณะ คือ สมเด็จพระวันรัตถวายอดิเรก เสร็จแล้วถวายพระพรต่อ
พระองค์แสดงการนอบน้อมเป็นกรณีพิเศษ ที่อาตมาว่าพิเศษนี้
ความจริงอาตมาว่าเป็นปกติของพระองค์
แต่อาการอย่างนั้นที่อาตมาจะได้เห็นคนธรรมดามาแสดงกับอาตมานั้นน่ะ มันน้อยเต็มที
มีแต่เพียงว่ามีแง่งมีบ่านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ทำเต๊ะท่า ตอนก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ
เวลานั้นกำลังปรับที่รับเสด็จ ปรากฏว่ามีคน ๆ หนึ่งเขายืนเก้ ๆ กัง ๆ แล้วคุณเกษม
สุวินทวงศ์ อดีตช่างใหญ่กรมทาง ได้ไปถามเขาว่า เขามาธุระอะไร
เขารายงานตัวว่าเขาเป็นอะไรใหญ่โตเหลือเกิน แล้วก็มาหาอาตมา มายืนเต๊ะท่า ยืนคำหน้า
อาตมานั่งอยู่ พูดท่าอย่างผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มาก แล้ววาจาที่ท่านกล่าวมา
อาตมาไม่เห็นมันเป็นสาระอะไร เพราะงานเขาทำกันจนเสร็จแล้ว จึงมาบอกว่าจะมาช่วย
ความจริงถ้ามีงบประมาณก็น่าจะบอกกันก่อน นี่ทางวัดลงทุนไปตั้งหลายหมื่นแล้ว
แล้วมาบอกว่า จะเอานั่นมาช่วย เอานี่มาช่วย มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร
นี่เราดูจริยาของคนประเภทนี้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเทียบกันไม่ได้
ถ้าเป็นข้าราชการแล้ว
ก็ควรจะต้องปฏิบัติตามพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพราะคำว่าข้าราชการ แปลว่า ทำงานเนื่องด้วยพระราชา มีพระราชาเป็นประมุข
เมื่อพระราชามีพระราชจริยาวัตรอ่อนน้อม ละมุนละไม
ข้าราชการชั้นผู้น้อยและชั้นผู้ใหญ่ ก็ควรจะปฏิบัติตาม
แต่ว่านี่พระราชาท่านนอบน้อมละมุนละไม แต่ทว่าท่านผู้นั้นเป็นใครอาตมาไม่ทราบ
ไม่รู้ว่าเป็นข้าราชการหรือเปล่า ท่าท่านใหญ่ผิดปกติเข้าใจว่าคงจะถือศาสนาอื่น
ไม่ใช่พุทธศาสนา แต่ว่าพวกเราคริสตศาสนาที่เขามาหาอาตมาก็เห็นเขาดีกันทุกคน
บางทีพวกอิสลามเขามาเขาก็ดีทุกคน อย่างไปปักษ์ใต้พบชาวอิสลาม นี่เขาก็นอบน้อมดี
มีจริยาดี แต่ท่านผู้นี้มีศาสนาอะไร อาตมาไม่ทราบ ถ้าจะเดา ๆก็คงเป็นศาสนาเบ่ง
ตามใจท่าน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว
ก็ทรงถวายผ้าไตรแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย พระสุปฏิปันโน คือ มีเจ้าคุณธรรมวราลังการ
วัดบุปผารามเป็นหัวหน้า แล้วมีหลวงพ่อชุ่ม วัดวังมุย (วัดชัยมงคล)
หลวงพ่อคำแสนเล็ก หลวงพ่อคำแสนใหญ่ แห่งจังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน แล้วก็หลวงพ่อบุดดา
แห่งอำเภอสวรรค์บุรี หลวงพ่อไชยวงศ์ แห่งอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
แล้วก็หลวงน้ามหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์ แล้วก็อาตมา นับให้ได้ ๘ องค์ก็แล้วกัน
ถ้าขาดไปละไม่รู้ว่าใครบ้าง นึกชื่อไม่ออก เวลาพูดนี่ไม่ได้อ่านหนังสือ
ไม่ได้จดไว้ เป็นอันว่าท่านมาด้วยกัน
เมื่อทรงประเคนของหมดแล้ว
ตอนท้ายสุดก็ถึงอาตมา เมื่อประเคนของอาตมาแล้วก็ทรงปรารภ ก่อนที่จะทรงประเคน
พลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์ กราบบังคมทูลว่า องค์นี้ คือ พระมหาวีระ ถาวโร
พระองค์ทรงประเคนของด้วยความนอบน้อมทุก ๆ องค์นะ ไม่ใช่เฉพาะอาตมา
ดูพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
อาตมารู้สึกปลื้มปิติใจเป็นกรณีพิเศษ ที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ตรัสไว้ว่า
คนที่จะเป็นกษัตริย์นั้น ไม่ใช่เป็นกันได้ทุกคน
ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาดีแล้ว
นี่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสไว้อย่างนี้ ฉะนั้น กษัตริย์จึงจัดเป็นอัจฉริยบุคคลของบุคคลกลุ่มนั้น
คือในประเทศนั้น ๆ อัจฉริยะนี่ แปลว่าอัศจรรย์ เป็นผู้มีบุญเป็นอัศจรรย์
เขายกให้ท่านเป็นหัวหน้า รนี่พระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรละมุนละไมเป็นกรณีพิเศษ
เท่าที่อาตมาเห็นมา คือเคยเห็นชาวบ้านนะ สำหรับพระองค์นั้นเป็นปกติ อาตมาดูภาพถ่าย
ภาพยนตร์บ้าง ภาพถ่ายทางจอโทรทัศน์บ้าง ก็ชอบดูภาพที่พระองค์เสด็จไปยับสถานที่ต่าง
ๆ แต่ภาพอื่นไม่ชอบดู ภาพยนตร์กอดกันบ้างจูบกันบ้างนี่ไม่ชอบดู
จะนึกว่าดูแล้วแสลงใจก็เปล่า มันเบื่อ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ที่บวชอยู่นานก็เพราะเบื่อเรื่องนี้ เบื่อเต็มที เบื่อบอกไม่ถูก
ตอนนี้พระองค์ทรงปรารภกับอาตมาเป็นวาระแรก
อาตมาต้องขออภัยบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง
เพราะว่าพระองค์ทรงมีพระราชปรารภ พระสุรเสียงที่ตรัสออกมาเบามาก แล้วก็ตรัสเร็วมาก
อาตมาต้องใช้หูคอยระมัดระวังพระสุรเสียงของพระองค์
ไม่มีเวลาจะจำจำกระแสรับสั่งที่ตรัสกับอาตมา นี่ซีบรรดาท่านพุทธบริษัท
ทีนี้การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า อยากจะทราบนักว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสยังไงบ้าง เพราะเวลาที่ตรัส
เจ้าหน้าที่จับเวลาทั้งหมดสองครั้งด้วยกัน ๔๕ นาที อาตมาขอพูดว่า
ถ้าพูดตามแบบที่เราพูดกันก็ต้องเอา ๔ คูณ เพราะว่าพระองค์ตรัสเร็ว ต้องแข่งกับเวลา
อาตมาจำได้ว่าพระราชดำรัสที่ตรัสมาครั้งแรก
วาระแรก เห็นจะปรารภเรื่องความสามัคคีภายในวัด
ว่าพระองค์ทรงมีความปรารถนาอยากจะเห็นความสามัคคีของพระสงฆ์
ถ้าพระสงฆ์ไม่มีความสามัคคีกันแล้ว บรรดาประชาชนจะแตกเป็น ๒ ฝ่าย
แล้วอีกประการหนึ่งในเขตนี้ก็มีผู้ก่อการร้าย หรืออีกนัยหนึ่ง
เรียกว่าบุคคลผู้มีอุดมการณ์คนละฝ่ายกับเราที่จะยุแยงตะแคงแส่ใส่ให้คนในประเทศชาติแตกกัน
มีอยู่มาก นี่ถ้าอาตมาจำไม่ผิด พระราชดำรัสตอนนี้คงเป็นอย่างนี้
ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคงจะสงสัย
ว่าที่วัดท่าซุงนี้มีการแตกสามัคคีกันด้วยเรื่องอะไร คำว่าแตกสามัคคีนี่
ถ้าจะถามอาตมา อาตมาไม่ทราบเหมือนกัน สำหรับจิตใจของอาตมาเองนี่
บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่เคยคิดว่าจะแตกสามัคคีกับใคร ไม่ว่าใครทั้งหมด
ถ้าอยู่ร่วมกันได้ด้วยธรรมวินัยแล้ว อาตมาอยู่ได้ทั้งนั้น
เว้นไว้แต่ท่านหมู่นั้นและท่านคณะนั้นไม่เคารพในพระธรรมวินัย
อันนี้อาตมาอยู่ร่วมด้วยไม่ได้ เพราะอะไร
เพราะว่าอาตมาบวชมาเพื่อปรารภพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
แล้วอีกประการหนึ่งอาตมาชอบในการเสียสละ ไม่ชอบในการสะสม
แล้วชอบสร้างสรรค์ไม่ชอบทำลาย ถ้าใครชอบทำลาย ชอบสะสม อาตมาอยู่ร่วมไม่ได้
เหตุที่ปรากฏขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่
แม้ตอนใกล้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จก็มีหนังสือไปถึงกรมการศาสนา
และมีคน ๔ คน ไปหาพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ ในทำนองว่าห้ามการยกช่อฟ้า ห้ามการจัดงาน
ด้วยประการทั้งปวง แล้วเขาก็จะถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คัดค้านไม่ให้เสด็จ ในข้อกล่าวหาอาตมานั้น มีอยู่ ๑๐ ข้อ ด้วยกัน พลเรือเอกจิตต์
สังขดุลย์ มาอ่านให้ฟัง อาตมาไม่ได้จำ เพราะไม่เป็นสาระ
ถ้าเรื่องนั้นจะยกเป็นคดีก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าหนักใจ เพราะอะไร
บรรดาท่านพุทธบริษัท คนเราถ้าบริสุทธิ์ใจเสียอย่างเดียว ความหนักใจไม่มีเลย
การกล่าวหาประเภทที่หามูลความจริงไม่ได้นี่ ไม่มีอะไรเป็นเรื่อง อาตมาไม่เคยหนักใจ
เพราะถูกมามากแล้ว ถ้ารู้ตัว่าบริสุทธิ์ (เพราะว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์
เราจะรู้ได้เฉพาะตัวเราเอง) นี่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องใหญ่
อาตมาเข้าใจว่า
มีคนบางพวกคงจะพูดกัน โจษกันจนถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในหนังสือนั้นเขาว่าคนในเมืองอุทัยนี้ ๙ ๐
เปอร์เซ็นต์ไม่เลื่อมใสในอาตมา นี่เป็นข้อสำคัญ อาตมาฟังแล้วไม่หนักใจ
เลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสก็ไม่สำคัญดูผลงานกันก็แล้วกัน ท่านที่มีคนเลื่อมใสน่ะ
ทำอะไรขึ้นมาได้บ้าง ส้วมยังสร้างไม่เสร็จเลย
ทีนี้
เหตุที่จะมีการแตกแยกกันภายใน อาตมาไม่ถือว่าเป็นการแตกแยก ถือว่าเป็นการแยกออกไป
เพราะอาตมาไม่เกี่ยวกับการแยกไป ถ้าแยกไปเองแล้ว จะมาถือว่า อาตมาสร้างเรื่องให้แยก
ทำให้แยก นี่มันไม่ถูก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เดือนกันยายน
ปีนั้นอาตมาไปป่วยอยู่ที่อุทัยธานี ที่โรงพยาบาล มีข่าวบอกไปว่า ทางวัด
มีพระกลุ่มหนึ่ง กับบุคคลกลุ่มหนึ่ง แยกออกไปทำบุญในสถานที่ใหม่ แยกตัวออกไป
อาตมาฟังแล้วก็บอกว่าปล่อยเขาเถอะ จะไปทางไหนก็ช่าง เราอยู่กันตามพระธรรมวินัยก็แล้วกัน
พอข่าวแยกตัวออกไปประมาณ ๒ วัน ก็ปรากฏว่ามีรถเรี่ยไรเข้าไปในตลาดอุทัยธานี
ประกาศบอกว่าหลวงพ่อจะทำไอ้นั่น หลวงพ่อจะทำไอ้นี่ เขาไปเรี่ยไร
ก็มีเจ้าหน้าที่วิ่งมาบอกว่า หลวงพ่อขอรับ
มีรถจากวัดท่าซุงวิ่งเข้าไปในเมืองมาเรี่ยไร เขาบอกว่าหลวงพ่อจะทำอย่างนั้น
จะสร้างอย่างนี้ ก็เลยบอกว่า อันนี้อาตมาบอกแล้วว่า การก่อสร้างนี่ไม่มีการเรี่ยไร
จะใช้คนเดินไปเรี่ยไรก็ตาม เอารถไปเรี่ยไรก็ตาม ลงเรือไปก็ตาม
แม้แต่แจกฎีกาเฉพาะอย่างก็ตาม ไม่มีการเรี่ยไร ให้บรรดาพุทธบริษัทที่จะมาทำ
ทำด้วยความตั้งใจจริงเท่านั้น ฉะนั้นการเรี่ยไร ถ้าเกิดขึ้นละก็
ไม่ใช่เรื่องของอาตมา นี่อาตมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลจะใช้ใคร
ก็ให้ท่านผู้นั้นไปดูว่า ที่ใช้คำว่าหลวงพ่อนั่น มีใครนั่งมาในนั้นบ้าง
พวกนั้นก็วิ่งไปดูที่รถก็ปรากฏว่าไม่ใช่อาตมา (เขาเรียกกันว่าหลวงพ่อ)
แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าใจกันว่าอาตมา
แล้วต่อมาก็ปรากฏว่าคณะนั้นมีการปิดทางหลังวัด เรื่ยไรรถที่ผ่านไปผ่านมาอีก
แล้วก็เรี่ยไรกันตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จนกระทั่งถึงเวลานี้ ก็ไม่เห็นนะมีอะไรดีขึ้น
ตั้งแต่แยกออกไปจนกระทั่งปัจจุบัน อาตมาสร้างไปประมาณ ๖ ¨C ๗ ล้านบาทแล้ว
คณะที่ออกทำการเรี่ยไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แล้วท่านที่ลงชื่อฟ้องร้องไปยังกรมศาสนา
หรือที่พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ถูกขู่ว่าจะทำการถวายฎีกา
ท่านผู้นั้นก็คืออดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ใครอยากจะทราบชื่อ ก็ให้พลเรือเอกจิตต์
สังขดุลย์ เอาสำเนาหนังสือฉบับนั้นลงตีพิมพ์ก็แล้วกัน อาตมาไม่ทราบว่าเขาว่าอะไรไว้บ้าง
คำร้องคำฟ้องนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลจึงไม่ได้สนใจ นี่ เรื่องนี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท
ที่เข้าพระกรรณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าวัดนี้มีเรื่องแตกแยกกัน
แต่ความจริงอาตมาไม่ได้แตก ไม่ได้แยก อีกฝ่ายหนึ่งเขาจะแยกออกไปก็เป็นสิทธิของเขา
แล้วเราก็อยาก อยากจะดูความสามารถเขา เขาไป จะไปตามเขาทำไม มันเรื่องของเขานี่
ในเมื่อเขาไม่เคารพในพระธรรมวินัยเสียอย่างเดียวก็หมดเรื่อง ท่านผู้ลงชื่อไปนั้น
ท่านพุทธบริษัทที่มาที่วัดทุกท่าน เวลามีเทศน์หรือเจริญพระกรรมฐาน
ท่านผู้นั้นแหละมักจะส่งเสียง ใช้เครื่องขยายเสียงเป่าออกมา จนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง
ช่วยกันทั้งพระทั้งฆราวาส แต่ฝ่ายของเราไม่ได้ทำอะไร อยู่เป็นปกติ
แล้วทำไมถึงจะกล่าวว่าเราเป็นคนผิด นี่ถ้าเราไม่ผิดเสียอย่างเดียวก็หมดเรื่อง
เราไม่ต้องไปหาเรื่องกับเขา ถ้าหากว่าจะถามว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ต้องตอบได้ว่าอาศัยความโลภเป็นสำคัญ
เพราะความเข้าใจผิด นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ความโลภนี่มันฆ่าคนเสียมากแล้ว
เรื่องนี้ก็ต้องยกยอดให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์จัดการกันไป
หรือบรรดาทายกทายิกาที่เขาทำบุญทำกุศลเขาจัดการกันไป อาตมาไม่เกี่ยว
อาตมาบอกแล้วนี่ การแตกการแยกไม่มีใจใจของอาตมา
มีคนเขามาถามว่าถ้าคนคณะนั้น
พระคณะนั้นเขาจะมารวมด้วย อาตมาจะเอาไหม ท่านเจ้าคณะภาคเคยถาม เจ้าคณะอำเภอ
เจ้าคณะตำบลก็เคยถาม อาตมาก็บอก ¡° พร้อมครับ ¡° อาตมาไม่ใช่คนแยกไป ไม่ใช่คนไล่ไป
ถ้าเขาจะเข้ามา อาตมาก็รับ ถ้าเขาจะไปอาตมาก็ปล่อย มันเป็นเรื่องของใจคนเท่านั้น
นี่ความจริงมันมีเท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ความจริง ความแตกแยกจริง ๆ
ไม่มี อาตมาไม่แตกไม่แยก เพราะบวชมานานแล้ว ถ้าใครจะแยกไปจะแตกไป
เป็นเรื่องของบุคคลนั้น พระเทวทัตแยกจากพระพุทธเจ้า
จะหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้แยกหรือยังไง พระพุทธเจ้าทรงอยู่เฉย ๆ
พระเทวทัตนำพระแยกไป นับเป็นสังฆเภท อาตมานี่ก็เหมือนกัน อยู่เฉย ๆ
เขาแยกออกไปจะหาว่าอาตมาแยกกับเขาด้วยหรือยังไง มันไม่เป็นไปตามนั้น
นี่ว่ากันตามความเป็นจริง เรื่องนี่เล่าให้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟัง
เพราะเป็นพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เลยเล่าสู่กันฟังว่าความเป็นมามันเป็นยังไง
แล้วก็ดูคำกราบบังคมทูลของพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลก็แล้วกันว่า
ท่านกราบบังคมทูลว่ายังไง นั่นท่านพูดตามความจริงทุกอย่างแต่ยังน้อยไป
ต่อจากนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรารภว่า ในแดนนี้มีผู้ก่อการร้ายมาหรือ
มีบุคคลที่ใจแตกแยกออกไปมาก หากอาตมาฟังพลาดละต้องขออภัยด้วย เพราะบอกแล้วนี่
ทรงมีกระแสพระราชดำรัส มีพระสุรเสียงเบามาก ต้องตั้งใจฟังเสียงมากกว่าจำเรื่อง
ตอนนี้อาตมาก็ถวายพระพรว่า อาตมาทราบ เรื่องที่มีผู้ก่อการร้ายมากนี่
อาตมาทราบมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๙ เพราะว่าปีนั้น
๑ ปี กับปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กับปี พ.ศ. ๒๕๑๑ สามปีนี้
ปรากฏว่ามีชาวอิสานเข้าไปในป่าบ้านไร่เป็นร้อย ๆ คน ปีละเป็นร้อย ๆ คน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี พ.ศ. ๒๕๑๑ อาตมาถามเขาคนหนึ่งในที่นั้นว่า ไปทำไมกัน
เขาบอกว่าเขาจะไปทำงานกับเสี่ยแกะไปทำงานป่าไม้ เพราะเสี่ยแกะนี่เป็นคนทำป่าไม้
ส่งให้องค์การไม้อัด แต่ว่าเข้าไปเฉพาะปีนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ประมาณสัก ๓๐๐ คนเศษ
ระยะต่อมาไม่กี่วัน อาตมาพบกับเสี่ยแกะ กับน้องสาวของเสี่ยแกะ คือ คุณสุวิมล
เติบศิริ ถามว่า คนงานของคุณน่ะ มีกี่คน ได้รับคำตอบว่า มีประมาณสามหรือสี่ร้อยคน
จึงถามไปว่าคนงานของคุณเป็นชาวอิสานกี่คน ท่านผู้นั้นตอบว่า ประมาณ ๑๐ คน
นอกนั้นเป็นคนภาคกลาง ถามว่าชาวอิสานมาอยู่กับคุณกี่ปีแล้ว แกก็บอกว่าอยู่ ๔ ¨C ๕
ปีแล้ว จึงได้ถามแกว่า ๒ ¨C ๓ ปี
ตั้งแต่ ๐๙ แล้วก็ก็ ๑๐ กับ ๑๑ สามปีนี่
มีชาวอิสานมาสมัครทำงานด้วยหรือเปล่า แกบอกว่าเปล่า ไม่มี
นี่แหละ
บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
เรื่องผู้ก่อการร้ายหรือคนที่มีคติตรงกันข้าม
เขาตั้งมุมจะเล่นงานเราที่เขตอำเภอบ้านไร่ เพราะตอนนี้มันต่อกับเขตอะไรก็ไม่ทราบ
โน่นมันจะออกไปเขตพม่าโน่น เขตนี้เป็นเขตที่มีความร้ายแรงมาก
เขาหายเข้าไปในป่าแล้วไม่ปรากฏตัวออกมา เลยสงสัยว่าอาจจะเป็นกลุ่มนั้น
แล้วเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดี อาตมาก็รับรองกับพระองค์ท่านว่า
เราไม่ต้องการความแตกแยก เราต้องการความสามัคคี
การสร้างสถานที่ให้มีความโอ่โถงสวยสดงดงามก็เพื่อจะให้เป็นกำลังใจแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทหรือบรรดาประชาชนชาวไทย
และถือว่ามีความสามัคคีซึ่งกันและกัน แต่ว่าบุคคลกลุ่มหนึ่ง
ท่านมีความสำคัญผิดไปจากนั้น เราก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
พระราชปรารภข้อแรกที่กล่าวมา ต้องกล่าวอะไรไปหลายอย่างก็เพื่อป้องกันความสงสัยของบรรดาท่านพุทธบริษัท
สำหรับในตอนที่ ๒ นี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่าน
สวัสดี