พระราชปรารภ

บทที่ ๑

      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย หนังสือเล่มนี้อาตมาจะบรรยายเกี่ยวกับเรื่องพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาทรงบรรจุพระบมสารีริกธาตุในพระอุโบสถหลังใหม่ ของวัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี  หรือที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจำกันได้ว่า วัดท่าซุงนั่นเอง

            คำว่าวัดท่าซุงนี้เป็นชื่อเรียกกันมาแต่เดิม การที่จะมาเปลี่ยนเป็นวัดจันทารามเมื่อไร่นี่ อาตมาไม่ทราบเหมือนกัน เป็นอันว่าคำว่าวัดท่าซุงอยู่ในความทรงจำของญาติโยมพุทธบริษัท ฉะนั้น ในกาลต่อไป อาตมาจะใช้คำว่า วัดท่าซุง เพราะว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทรู้จักกันดี

            การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แล้วทรงเททองหล่อรูปหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ของอาตมา เป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง ที่อาตมามีความรู้มาแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ก็เพราะอาศัยหลวงพ่อปานเป็นต้นเหตุ เป็นปัจจัย สั่งสอนอาตมาให้มีความรู้ในพระพุทธศาสนาตามสมควรแก่ปัญญาที่จะทรงไว้ได้ แต่ความจริงความรู้ที่หลวงพ่อปานให้อาตมานั้น มากมายยิ่งกว่าที่อาตมาทรงอยู่นี้มาก แต่ทว่าสำหรับอาตมาเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส จึงไม่สามารถจะจดจำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ที่หลวงพ่อปานสอนได้หมด มีเหลือไว้บ้างประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไว้นำมาแจกจ่ายแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท

            การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จมาในงานนี้คือวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ เวลาที่ถึงประมาณ ๑๕ นาฬิกา ๑๕ นาที ตามหมายกำหนดการเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาโดยเครื่องบิน มาลงที่กองบิน ๔ ตาคลี แล้วเจ้าหน้าที่ฝ่ายจังหวัด บรรดาข้าราชการและบรรดาท่านพุทธบริษัท ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้าง มีท่าน พล ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ เป็นประธาน จะไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สนามบินตาคลี เวลาที่จะกำหนดถึงในหมายกำหนดการแรกกำหนดว่าเวลา ๑๖ นาฬิกา แล้วต่อมาหมายกำหนดการได้เปลี่ยนไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จโดยสถลมารค คือทางรถยนต์ มาถึงวัดท่าซุงประมาณเวลา ๑๕ นาฬิกา ๓๐ นาที ครั้นวันเสด็จจริง ๆ ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงวัดท่าซุงก่อนเวลา ๑๕ นาที แต่ความมหัศจรรย์พร้อมไปด้วยอำนาจบุญบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าจะกล่าวกันไปก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องปกติที่พระองค์เสด็จ นั่นก็คือ ฝนตกก่อนที่พระองค์เสด็จถึงประมาณ ๑๕ นาที ปรากฏว่าบรรดาประชาชนทั้งหลายหลั่งไหลกันมามาก เต็มไปทั้งบริเวณวัด แน่นขนัดติดต่อกันไปถึงจังหวัดอุทัยธานี ระยะทางตอนนี้ก็ประมาณ ๖ กิโลเมตรเศษ ๆ สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยประชาชน แล้วฝนก็ตกลงมาประมาณสัก ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที ในระยะแรก ปรากฏว่าฝนตกลงมาเม็ดใหญ่มาก แล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท และพสกนิกรของพระองค์ที่มีความจงรักภักดี พากันยืนรอเฝ้าพระองค์ในที่ต่าง ๆ แน่นขนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตวัด ในบริเวณที่สร้างใหม่ เกือบจะหาที่ว่างไม่ได้ บุคคลทั้งหลายที่นั่งไปแล้วตั้งแต่เวลาเที่ยง ใกล้ลาดพระบาทคือ ทางเสด็จพระราชดำเนิน นั่งอยู่ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันแน่นไปหมดทั่วบริเวณ ไม่มีใครยอมลุกขึ้น อาตมาได้ไปเตือนว่า นี่ เวลาเพิ่งเที่ยงวัด ขอท่านทั้งหลายพักผ่อนกันเสียก่อน ประเดี๋ยวแดดจะร้อน หรือว่าฝนจะตก  แต่บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้น ท่านบอกว่า ท่านคอยเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยมีความยินดีมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านเป็นของหายากอย่างยิ่ง ที่จะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แดดจะร้อนฝนจะตกท่านไม่หนักใจ

            นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าความดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่บรรดาพสกนิกรของพระองค์ จะเสด็จไปทางไหนก็มีคนเนืองแน่นไปหมด เรื่องที่ถือกันเป็นธรรมดานั้นก็คือฝน ฝนต้องตก แต่เป็นเหตุน่าอัศจรรย์ ขณะที่ฝนตกลงมาในคราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้ว คนที่ยืนอยู่กลางแจ้งจะเปียกโชกไปหมด พอฝนตกใหญ่ประมาณสัก ๑๐ นาที หลังจากนั้นฝนก็ตกเป็นละอองคล้ายฝนโบกขรพรรษ นี่อาตมาใช้คำว่าคล้ายฝนโบกขรพรรษที่องค์สมเด็จพระสวัสดิโสภาคเคยแสดงพระธรรมเทศนาไว้ ในเรื่องพระเวสสันดรชาดกว่า ฝนโบกขรพรรษนี้ ถ้าคนต้องการให้เปียกมาก็จะเปียกมาก ต้องการให้เปียกน้อยก็จะเปียกน้อย ไม่ต้องการให้เปียกเลย ก็ไม่เปียก นี่ฝนวันนั้น ในตอนต้นตกหนักเม็ดใหญ่แล้วต่อมาก็ตกเป็นฝอย อาตมาคิดว่าบรรดาพสกนิกรทั้งหลายที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีความลำบากมาก เพราะว่าเครื่องแต่งตัวจะเปียกกันไปหมด แต่ว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ฝนตกเม็ดใหญ่หนามากประมาณ ๑๐ นาที พอฝนหายแล้ว อาตมาก็ออกไปเดินตรวจ ไปเยี่ยมประชาชน ว่าเปียกกันมากไหม ลำบากมากไหม ท่านทั้งหลายพวกนั้นก็ยกมือไหว้ ชี้ให้ดูที่เสื้อและผ้านุ่ง ก็ปรากฏว่ามีเม็ดฝนตกถูกผ้าของท่านเป็นลาย ๆ ไปนิดเดียวเท่านั้น นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์อันหนึ่ง ต้องถือว่าเป็นบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์ นี่เป็นเหตุอัศจรรย์

            แต่เรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เรื่องฝนตกหรือไม่ตก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปไหนนี่ มีเหตุอัศจรรย์ปรากฏหลายวาระ เรียกว่าทุกวาระก็ได้เพราะวันนั้นทั้งวันปรากฏว่าไม่มีแสงแดดจะแผดออกมาให้ร้อนบรรดาท่านพุทธบริษัทเลยมีอากาศครึ้มเย็นสบายตลอดวัน ถ้าหากว่าแดดร้อนจ้าลงมาเมื่อไร บรรดาพสกนิกรทั้งหลายจะมีความลำบากมาก เพราะว่าทุกท่านมีการเบียดเสียดยัดเยียดซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นั่งแบบสบาย ๆ หรือไม่ใช่ยืนแบบสบาย ๆ นี่จัดว่าเป็นเหตุอัศจรรย์อันหนึ่งที่อาตมากล่าวว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ เพราะว่าอาตมาไม่เคยเห็นใครที่ไปไหนมีฝนตกหรือฝนไม่ตก เท่าที่ทราบข่าวว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมชาวเขา บางคราวก็ปรากฏว่ามีหมอกจัด เครื่องบินอาจจะลงไม่ได้ แต่ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไป ปรากฏว่าหมอกจางหายไป นี่ก็เป็นเหตุมหัศจรรย์ หากจะไม่กล่าวว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ อาตมาก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไร เพราะอาตมาเคยไปไหน ถ้าฝนจะตกมันก็ตก ห้ามฝนไม่ได้ ถ้าฝนจะไม่ตก จะทำยังไงฝนก็ไม่ตก นี่อาตมาเอาตัวของอาตมาเข้าไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาบุญบารมีไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาบุญบารมีไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง ไม่มีความประสงค์เช่นนั้น มีความประสงค์แต่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ ต้องการให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบว่า คนที่มีบุญญาธิการกับคนอย่างอาตมาไม่เหมือนกัน แต่ว่าสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน จะมีความรู้สึกเป็นประการใดนั้นอาตมาไม่ทราบ

      แต่การเสด็จมาของพระเจ้าอยู่หัวในคราวนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ปรากฏว่ามีคนเขาสงสัยกันมากว่า อาตมานั้นมีดีอะไร ทำไมจึงเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาได้ การคิดอย่างนี้ เป็นเรื่องคิดมากเกินไป บรรดาท่านพุทธบริษัท การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ไม่ใช่ความดี ไม่ใช่ความชั่วของอาตมา ต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เองต่างหาก เพราะวันเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ใกล้กับวันเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นั่นก็คือจะเสด็จไปภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เพราะเป็นวันใกล้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ นี่ซีบรรดาท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาในคราวนี้นั้น  เขาจึงพากันโจษขานกันมากว่า เป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง แล้วก็การเสด็จมา ถ้าจะกล่าวว่ามาเพราะอาตมาถวายพระพรเชิญเสด็จ ก็คงไม่ใช่ เรื่องนี้ไม่ใช่ ต้องยกความดีให้แก่คุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ และท่าน พล. ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ สองสามีภรรยา พร้อมไปด้วยคณะศิษยานุศิษย์มีมากท่านด้วยกัน ที่มีความพร้อมใจกันตลอดจนจ้าวนายหลายพระองค์ที่ต่างคนต่างร่วมใจกันกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอัญเชิญให้เสด็จมา ปรารถนาจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หล่อรูปหล่อหลวงพ่อปานและยกช่อฟ้า แม้แต่งานฝังลูกนิมิต เพราะว่าสถานที่สร้างขึ้นมานี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหมดที่เป็นข้าราชบริพารและพระราชวงศ์ ประสงค์จะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นการเพิ่มพูนพระบารมีของพระองค์ ฉะนั้น ทุกคนจึงตกลงใจกันกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ ภรรยาท่าน พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุล คนนี้ ต้องเรียกว่า หม่อมราชวงศ์ คุณหญิงสุวรรณาภา เพราะท่านเป็นหม่อมราชวงศ์ ได้เข้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับว่าจะเสด็จ แล้วทรงรับรองจะกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ และในกาลต่อมา พล.ร.อ.จิตย์ สังขดุล ก็กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกสายหนึ่ง นี่ การเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องถือว่าเป็นคุณความดีของคณะท่านพุทธบริษัท ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในการจัดสร้างวัดคราวนี้เพราะว่าทุกคนมีหุ้นส่วนในการก่อสร้างทั้งหมด.

            การก่อสร้างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ใช้เวลามา ๑ ปี กับ ๔ เดือน แต่ความจริงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาถึงเป็นเวลา ๑ ปี กับ ๓ เดือนเศษ ๆ ซื้อที่ราคาแสนเศษ งานก่อสร้างทั้งหมดสิ้นเงินไปทั้งหมดถึงวันนั้น คือ จ่ายเงินสดไปแล้วนะ ยังเป็นหนี้เขาต่างหาก จ่ายเงินสดไปแล้ว ๔ ล้าน ๕ แสนบาทเศษ แล้วยังเป็นหนี้เขาอีกล้านบาทเศษ และยังจะสร้างต่อไปอีกประมาณ 3 ล้านบาทเศษ ๆ นี่อาศัยทุนรอนที่บรรดาท่านพุทธบริษัทพากันกันบำเพ็ญกุศล เนื่องในการก่อสร้างโดยตรงบ้าง ถวายแก่อาตมาเป็นส่วนตัวบ้าง จตุปัจจัยที่บรรดาท่านทั้งหลายถวายเป็นส่วนตัว อาตมาเห็นจะใช้ปีหนึ่งไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็รามเข้าไว้ในการก่อสร้างทั้งหมด อย่างนี้มันสบายใจ

            ทีนี้ การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จในคราวนี้ เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของบุคคลบางท่าน และบางพวก บางคณะ ที่มาพูดให้ฟังว่า การกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทำไปโดยลำดับ ไม่ผ่านอำเภอ ไม่ผ่านจังหวัด ไม่ผ่านกรมกองและกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ เขาหาว่าทำลัดตัดหน้า แถมมาโกรธอาตมาเสียด้วยว่าตัดหน้าหน่วยราชการ อันนี้ต้องขอเรียนให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน และท่านที่มีความเข้าใจอย่างนั้นโปรดทราบว่า การกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเรื่องของคณะศิษยานุศิษย์เขาจัดทำกัน แล้วการราบบังคมทูลอัญเชิญมาคราวนี้ก็เป็นการกราบบังคมทูลอัญเชิญเป็นการส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ ทางราชการส่วนจังหวัดนั่นแหละอาศัยการกราบบังคมทูลเชิญของบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมเยียนจังหวัดด้วย แล้วก็จัดลูกเสือชาวบ้าน แถมมีข่าวพิเศษอีก ว่าใครจะโดยเสด็จพระราชกุศลจงอย่ามารวมกันที่วัด เพราะที่วัดนี้ ถ้ามอบเงินให้แก่วัดไม่ถึงแสนบาท ทางวัดไม่รับ ต้องมอบเงินเป็นแสน ๆ บาท ทางวัดจึงจะรับ ถ้ามีเงินน้อยให้ไปช่วยที่อื่น นี่อาตมาได้ข่าวมาจาคนที่เขาจะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล แล้วก็มีบุคคลอีกหลายคนเตรียมสตางค์มาแล้วจะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล เตรียมสตางค์มาแล้ว แต่ไม่เห็นว่าทางวัดจัดอะไรไว้ อันนี้อาตมาเองก็ต้องขออภัยต่อบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท วันนั้นคิดไม่ถึงจริง ๆ คือว่า การที่ไม่จัดไว้ก็เนื่องจากเกรงใจบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะหาว่าเป็นการรบกวนประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คิดว่าท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า การราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วก็พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มาคราวนี้ เลยฉวยโอกาสเรี่ยไรเงินโดยเสด็จพระราชกุศล อันนี้อาตมาคิดมากไปเอง ก็ต้องขออภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่เตรียมเงินมาแล้ว แต่ทว่าไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศลร่วมด้วย อาตมาก็ต้องขอรับผิด จัดว่าเป็นความผิดอย่างหนักที่ทำลายศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีเจตนา ทั้งนี้เพราะว่า หลังจากงานแล้ว มีบรรดาท่านพุทธบริษัทหลายท่านด้วยกัน ควรจะนับว่าเป็นสิบ ๆ ท่าน ท่านบอกว่าฉันกำสตางค์มาแล้ว ฉันเอาสตางค์ใส่กระเป๋ามาแล้ว ตั้งใจจะรวมกับพวกที่โดยเสด็จพระราชกุศลแต่ก็เดินหาสถานที่ตั้งรับไม่ได้ เลยต้องหอบเงินกลับบ้าน อันนี้อาตมาถือว่า เป็นความผิดใหญ่ของอาตมา ถ้าบังเอิญโอกาสหน้าพึงมี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า อาตมาก็จะขอตั้งที่ไว้เป็นที่รวบรับโดยเสด็จพระราชกุศล สำหรับคราวนี้ ต้องขอประทานอภัยอย่างหนักที่ทำความผิดไป สร้างความเข้าใจผิดให้แก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย แล้วเป็นการทำลายกำลังใจของท่านพุทธบริษัทที่มีศรัทธา สำหรับการเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเริ่มต้นเห็นจะพอกันเพียงเท่านี้

            ต่อแต่นี้ไปขอเข้าเรื่องกันใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึงเขตวัดจันทารามหรือวัดท่าซุงแล้ว ก็ได้เสด็จเข้าไปในพระอุโบสถเก่า ซึ่งมีเจ้าอาวาสกับคณะกรรมการวัดรับรองอยู่ที่นั่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาพระประธานในพระอุโบสถเก่าแล้ว ได้ถวายผ้าไตรแก่เจ้าอาวาส ความจริงตอนนี้อาตมาไม่เห็น เป็นแต่เพียงข่าว มีข่าวบอกว่า เจ้าอาวาสก็ถวายของเป็นที่ระลึกแด่พระองค์ หลังจากนั้นพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินมาที่พระอุโบสถใหม่ เจ้าหน้าที่สำหรับกั้นสัปทน หรือร่มอะไรก็ตาม อาตมาเรียกไม่ถูก ราชาศัพท์อาตมาไม่ทราบเขาเรียกอะไร เรียกกันตามภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าสัปทน หรือว่าร่ม ไม่ต้องกางให้ลำบาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ มีทหารกองเกียรติยศมหาดเล็กเดินข้างหน้า วันนั้น อาตมาก็ต้องขอบใจบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และบรรดาประชาชนทั้งหมด ที่มีจิตใจพร้อมเพรียงกันถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ มาทราบภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ทหารมาจากเชียงราย ๑ กองพัน แล้วมาจากนครสวรรค์ ตาคลี แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีท่านผู้บังคับการเขค ๖ รองผู้บังคับการ ผู้กำกับและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไรมากมายด้วยกัน ฝ่ายทหารได้ทราบว่ามาจากกรุงเทพ ฯ ก็มี หน่วยรักษาความปลอดภัยหรือศูนย์รักษาความปลอดภัยก็มามาก และบรรดาประชาชนทั้งหลายที่คอยเฝ้ารับเสด็จ ก็แสดงความจงรักภักดีเป็นพิเศษ ที่อาตมา ว่า กฐ เป็นพิเศษ กฐ ก็เพราะว่ามีความเรียบร้อยดีเป็นอย่างยิ่ง การแสดงออกของบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงคราวนี้ อาตมาปลื้มใจมาก ทราบข่าวจากคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ว่า วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง ฯ เจ้าพระบรมราชินีนาถจะเสด็จขึ้นเครื่องบินไปประทับที่จังหวัดนราธิวาส คือ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ หรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทราบ เห็นจะเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับคุณจิตต์ว่า วันนั้นเรียบร้อยดีจริงนะ นี่ ทรงชมเชย ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเสด็จในที่บางแห่ง บรรดาประชาชนจะไม่เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินผ่านไปก็มักจะมุงกันเข้ามา หรือดีไม่ดีก็ล้อมทั้งหน้าทั้งหลัง ทำความลำบากแก่เจ้าหน้าที่ แต่การเสด็จคราวนี้อย่างนั้นไม่มี อาตมาต้องขอยกยอดความดีให้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่มีความเคารพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีความเคารพในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยกความดีให้ตำรวจทหาร และบรรดาข้าราชการทั้งหมดที่ทุกคนมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นกรณีพิเศษ จัดงานด้านนี้ให้เป็นไปด้วยดี ถึงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถออกพระโอษฐ์ชมอย่างนั้น ที่อาตมาใช้ควบทั้งสองพระองค์เพราะอาตมาไม่แน่ใจว่าพระองค์ตรัสว่า กฐ คุณจิตต์ วันนั้นเรียบร้อยดีจริงนะ กฐ นี่อาตมาจำไม่ได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเป็นผู้ตรัสกับพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ และสิ่งที่น่าปลื้มใจอย่างหนึ่งก็คือสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตรัสกับคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลว่า สุวรรณาภา วันที่ฉันไปไหว้พระสุปฏิปันโนกลับมานั้น ความจริงที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จมาในวันนั้น พระองค์ประชวรเป็นไข้หวัด ตามข่าวที่เขาแจ้งมาได้ความว่าหมอแนะนำว่าไม่ควรจะเสด็จ เพราะยังประชวรอยู่ นี่เป็นข่าว ถ้าไม่จริงต้องขอประทานอภัย เพราะข่าวบอกว่ายังไง อาตมาก็ว่าไปตามนั้น แต่ว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถตรัสว่า วัดนี้พระองค์ตั้งพระทัยไว้นานแล้วว่าจะไป วันนี้ถึงยังไง ๆ จะป่วยไข้ไม่สบายแบบไหนก็ต้องไป เพราะตั้งใจว่าจะไปแล้ว หมอจึงได้ถวายพระโอสถมาเพื่อเสวยระหว่างทาง ฉันกลับมาแล้วไม่ต้องกินยา ไม่ต้องฉีดยา ฉันหายจากไข้แล้ว นี่เป็นข่าวที่เขาบอกมาอย่างนี้ แต่ว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถจะทรงมีพระราชเสาวนีย์แบบนี้หรือไม่อาตมาไม่ทราบ ขอแจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทว่าฟังมาจากข่าว ถ้าข่าวนี้เป็นข่าวเท็จ อาตมาก็เห็นจะไม่ขอเท็จด้วย เพราะข่าวเท็จฟังมายังไงก็ว่าไปตามนั้น ถ้าข่าวนี้เป็นข่าวจริงก็เป็นที่น่าปลื้มใจ

            เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตอนต้นนี้เห็นจะเป็นเรื่องอารัมบทพจนคาถา ความเป็นมา คือ การเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาต้องขออภัยบรรดาท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่ปรารภออกมาเป็นข่าวให้ถึงโสตประสาทของอาตมาว่า อาตมานี้ถวายพระพรเชิญเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นไปตามลำดับเป็นการข้ามหน้า ตัดหน้า แล้วก็เป็นการอวดดีเกินไปนั้น อาตมาต้องขออภัยท่าน ความจริงถ้าจะถวายพระพรเชิญเสด็จไปตามลำดับก็ไปไม่ไหว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของอาตมา เป็นพระมหากรุณาธิคุรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จเองแล้วการกราบบังคมทูลก็เป็นเรื่องของคณะศิษยานุศิษย์ ไม่ใช่เรื่องของอาตมา ถ้าความดีอันใดจะพึงมีแล้ว ก็ต้องขอยกให้แก่ผุ้เข้ากราบบังคมทูลทุกท่าน

            เอาละ สำหรับเบื้องต้น ก็ขอสรุปจบลงแต่เพียงเท่านี้ เรายังเข้าเรื่องกันไม่ได้ คอยฟังตอนสองต่อไป