การฝึกมโนมยิทธิคำนำ โดย คณะผู้จัดทำคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร การฝึกมโนมยิทธิ โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร การฝึกมโนมยิทธิ โดย พระอาจินต์ ธมมจิตโต การท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ โดย สมพร บุญยเกียรติ การฝึกญาณ ๘ โดย พรนุช คืนคงดี ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้ ขอโมทนาเป็นอย่างสูง |
หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร - ครูฝึก
คุณสมพร บุณยเกียรติ (เปี๊ยก) - ผู้รับการฝึก
ฝึกที่วัดท่าซุง
บนศาลานวราช
เมื่อวันที่ ๑๙ พ.ย. ๒๕๒๑
(หลังจากหลวงพ่อแนะนำวิธีการปฏิบัติและให้ภาวนาสัก
๑๐ นาที แล้วจึงเจ้ามาสอบถาม)
หลวงพ่อ
: "เอ้าเปี๊ยกเอ๊ย สว่างไหม...?"
เปี๊ยก
: "สว่างค่ะ"
หลวงพ่อ
: "สว่างมากไหม...?"
เปี๊ยก
: "สว่างมากไหม..?"
หลวงพ่อ
: "พุ่งจิตไปตามแสงซิ
อธิษฐานว่าแสงนี้ถ้าหากว่าเป็นแสงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาส ได้เห็นแสงนี้ด้วย เห็นไหม...?
เปี๊ยก
: "เห็นเป็นดวงแล้วค่ะ"
หลวงพ่อ
: "เห็นเป็นดวงเรอะ ตั้งใจตัดขันธ์ ๕ นะ
แล้วก็เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายเกิดจากอำนาจของตัณหา
เพราะอาศัยความอยากมี ความต้องการในความสวยสดงดงาม ต้องการเสียงเพราะ
ต้องการรูปสวย ต้องการในรสอร่อย ต้องการกลิ่นหอม ต้องการสัมผัส
เพราะความโง่ประเภทนี้ที่มีในจิตของเราในกาลก่อน
จึงเป็นปัจจัยให้มีร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความสุขที่แท้จริงก็ คือ
พระนิพพาน
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำว่าถ้าเราต้องการพระนิพพานให้ตัดขันธ์
๕ เห็นว่าร่างกายของเรานี้เป็นของไม่ดี ร่างกายของบุคคลให้ตัดขันธ์ ๕
เห็นว่าร่างกายของเรานี้เป็นของไม่ดี ร่างกายของบุคคลอื่นไม่ดี
วัตถุธาตุไม่มีความหมายไม่เป็นเรื่องไม่เป็นสาระ
เพราะสิ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยนำความทุกข์มา
ฉะนั้น
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพระพุทธเจ้า
จะขอยอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะไม่มีจิตผูกพันในร่างกายของตนเอง ในร่างกายของบุคคลอื่น และในวัตถุทั้งหมด
ขณะที่ปรากฏว่าชีวิตยังมีอยู่ก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างตามหน้าที่
เพราะว่าชีวิตินทรีย์นี้สิ้นแล้วเมื่อใด ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรทั้งหมด
นอกจากพระนิพพาน
ฉะนั้น
ขอบารมีขององค์สมเด็จพระพิชิตมารได้ทรงโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระรูปโฉมของพระองค์เห็นชัดเจน
สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: เห็นไหม
?
เปี๊ยก
: ยังไม่เห็นค่ะ
หลวงพ่อ : จิตบอก
ความรู้สึกของจิตว่ายังไง
?
เปี๊ยก
: รู้สึกว่าพระพุทธองค์อยู่ตรงข้างหน้าค่ะ
หลวงพ่อ
: ข้างหน้าเหรอ เออใช้ได้
เป็นพระพุทธเจ้าองค์ไหน พระกุกุกสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป พระสมณโคดม
หรือพระพุทธทีปังกร หรือสมเด็จองค์ปฐม
?
เปี๊ยก
: สมเด็จพระสมณโคดมค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ
ถูกต้อง จิตบอกว่า ภาพของพระองค์เวลานี้ทางเครื่องอะไร
ห่มจีวรหรือเป็นภาพพระนิพพาน
?
เปี๊ยก
: รู้สึกว่าท่านเป็นภาพพระประทับยืนอยู่ค่ะ
หลวงพ่อ
: นมัสการท่านนะ ต้องเชื่อจิต
เวลานี้จิตคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ไหน
?
เปี๊ยก
: อยู่ที่พระจุฬามณีค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ ไหว้ท่านแล้วหรือยัง
?
เปี๊ยก
: กราบท่านแล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ขอโอวาทของพระองค์ตรัสให้ตรงกับอัธยาศัยของข้าพระพุทธเจ้าที่ต้องการจะเข้าพระนิพพานในชาตินี้
ตั้งจิตรับสัมผัส มีความรู้สึกว่าพระองค์ตรัสอย่างไร
?
เปี๊ยก
: ให้ตัดขันธ์ ๕ บ่อย ๆ เป็นประจำค่ะ
หลวงพ่อ
: เอ้อ
ดี ตอนนี้กราบทราบแล้ว หันหลังมาข้างหน้าท่านนะ
เอาจิตคิดรู้นะว่าเวลานี้ในพระจุฬามณีมีพระ มีเทวดา มีพรหมมากไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ เทวดา พรหมท่านนั่งเตี้ยกว่าสมเด็จพระพุทธองค์นะคะ
หลวงพ่อ
: เอ้อ เตี้ยกว่าซิลูก ดีแล้ว
สว่างแต่ละจุด นั่นคือพระอริยเจ้านะ แถวหน้าสว่างมากไหม แถวรอง ๆ ล่ะ
แถวไหนสว่างมากกว่ากัน
?
เปี๊ยก
: ข้างหน้าสว่างมากกว่าข้างหลังค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ ต้องเห็นข้างหน้าสว่างมากกว่าข้างหลังนะ
เพราะข้างหน้าเป็นพระอรหันต์ เห็นกี่แถว
?
เปี๊ยก
: ความรู้สึกบอก ๕ แถวค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ
เอาตามความรู้สึก จิตเป็นทิพย์ เป็นของธรรมดาไม่ผิดนะ
แล้วก็มองดูตัวเราซิมีแสงสว่างไหม...?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: ลองเทียบแสงของตัวเราเท่ากับแถวไหน? เท่าแถวที่เท่าไร
?
เปี๊ยก
: ถอยมาข้างหลังค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างมาข้างหลังเหรอ แถวที่เท่าไร่
?
เปี๊ยก
: ประมาณแถวที่ ๔ ค่ะ
หลวงพ่อ
: เห็นแถวที่ ๔ ต่อไปนี้ตัดตามหลวงพ่อนะ คิดว่าขันธ์ ๕ คือ รูป
เวทนา สังขาร วิญญาณ ที่เรียกกันว่า กาย เอาง่าย ๆ นะ ร่างกายของเราก็ดี
ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ภายในมีน้ำเลือด น้ำเหลือง
น้ำหนอง เสลด เสมหะ อุจจาระ ปัสสาวะ มันเต็มไปด้วยความปกสรก
ความรู้สึกเป็นตามนั้นไหม
?
เปี๊ยก
: เป็นค่ะ
หลวงพ่อ
: เป็นเหรอ เรารังเกียจร่างกายเรานะ
รังเกียจไหม
?
เปี๊ยก
: น่าเกลียดและน่ากลัวด้วยค่ะ
หลวงพ่อ
: ทีนี้พูดถึงร่างกายคนอื่นที่เขาอยากจะรัก
อยากจะครองคู่ซึ่งกันและกัน เพราะเห็นสวยสดงดงาม
ทีนี้ร่างกายคนอื่นเราก็มีความรู้สึกอย่างนั้นไหม
? เกลียดไหม
?
เปี๊ยก
: ปกติก็ไม่รักอยู่แล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ปกติก็ไม่ชอบอยู่แล้วใช่ไหม
ทีนี้ก็มุ่งการให้อภัยกับคนที่ทำให้เราไม่ชอบใจ
เปี๊ยก
: อันนี้หนูกำลังจะทำให้ได้ค่ะ
หลวงพ่อ
: กำลังจะทำให้ได้เหรอ ตัดสินใจว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เราจะให้อภัยกับคนที่พูดไม่ชอบใจ แสดงอาการไม่ชอบใจให้ปรากฏแก่เรา
ถือว่าอาการอย่างนั้นไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสาร เป็นอาการของอบายภูมิใช่ไหม
เป็นเหตุให้เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
พ้นจากนั้นมาก็มาเป็นคน เป็นคนที่ไม่มีความสุข
แล้วก็เป็นปัจจัยให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ขอบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดช่วยบังคับกระแสจิตของข้าพระพุทธเจ้าให้ทรงอยู่ตามสภาพนี้คือ
เห็นร่างกายของคนทุกคน
แม้แต่ร่างกายของตนเองเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก
ไม่เกิดความกำหนัดยินดีในร่างกายนั้น ๆ ร่างกายของเขาหรือร่างกายของเรา
และให้จิตของข้าพระพุทธเจ้าเต็มไปด้วยความเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา
พลอยยินดีในความดีของบุคคลอื่น และไม่อิจฉาริษยาใคร ๆ
ขอให้ใจของข้าพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ในอุเบกขาวางเฉยไม่สะดุ้งสะเทือนในคำนินทาว่าร้าย
การเสียดสีต่าง ๆ อารมณ์ใจเป็นไปตามนั้นไหม
?
เปี๊ยก
: เป็นค่ะ
หลวงพ่อ
: เป็นแล้วเหรอ ดูแสงของตัวซิ สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างขึ้นค่ะ
หลวงพ่อ
: ไปเทียบกับแถวที่ ๓ ซิ
เมื่อกี้อยู่แถวที่ ๔ ใช่ไหม
เปี๊ยก
: ใช่ค่ะ ขึ้นมาแถวที่ ๓ แล้วค่ะ แต่แถวที่ ๑ สว่างมากค่ะ
หลวงพ่อ
: เออใช่ ๆ เทียบแถวที่ ๓ นะ ตัดขันธ์ ๕ ต่อไปลูก ตัดต่อไปว่าขึ้นชื่อว่าขันธ์
๕ คือร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี วัตถุธาตุก็ดี เราจะไม่พึงปรารถนาใด
ๆ ทั้งหมด ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมสุคต
ข้าพระพุทธเจ้าขอตัดร่างกายทิ้งไปจากจิต แต่ทว่าภารกิจที่จะต้องประคมประหงมร่างกาย
ปรนเปรอร่างกาย เลี้ยงดูร่างกายเป็นหน้าที่ในสมัยที่มีชีวิตอยู่
ถ้าข้าพระพุทธเจ้าสิ้นลมปราณแล้วเมื่อไร ก็จะขอเข้าพระนิพพาน
โดยเฉพาะเวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระองค์
ข้าพระพุทธเจ้ามุ่งปฏิบัติตรงเฉพาะพระนิพพาน ศีล ๕ ประการหรือศีล ๘ ประการ
ข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทรงอยู่ในอารมณ์จิตอยู่ตลอดเวลา
ความเห็นว่าร่างกายของบุคคลอื่นสวยต้องการประคับประคองเป็นคู่ครองจะไม่มีในจิตของข้าพระพุทธเจ้าก็ดี
ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี มีสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
และข้าพระพุทธเจ้าจะตัดการรับสัมผัสจากคำครหานินทาก็ดี
คำสรรเสริญก็ดีในโลกนี้ทั้งหมด โดยจะเชื่อฟังคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมสุคต
ว่าคำนินทาและสรรเสริญไม่ได้ทำให้คนดีหรือคนชั่ว จะดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวปฏิบัติ
ฉะนั้น คำสอนขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ในข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้าขอรับปฏิบัติตาม
และตั้งใจนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้น ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ใด ๆ
ที่กระทบกระทั่งจิตของข้าพระพุทธเจ้าในฝ่ายนินทาก็ดี ฝ่ายสรรเสริญก็ดี
ข้าพระพุทธเจ้าจะทิ้งเสียโดยทรงอุเบกขา
และข้าพระพุทธเจ้าจะไม่หลงใหลอยู่ในรูปฌาน
และอรูปฌาน คิดว่าพระนิพพานมีความดีกว่า จะไม่มีมานะการถือตัว ถือตน
ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา
เพราะว่าร่างกายของคนทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกเหมือนกันหมด
และต่อไปข้าพระพุทธเจ้าจะเชื่อฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมสุคตว่า
การเกาะอยู่ในตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
ข้าพระพุทธเจ้าต้องการความสุขที่สุดก็คือพระนิพพาน
ฉะนั้น
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขึ้นชื่อว่าความปรารถนาในมนุษย์โลกก็ดี เทวโลกก็ดี
พรหมโลกก็ดีจะไม่มีสำหรับข้าพระพุทธเจ้า
ความต้องการหรือการเห็นว่าสวยสดงดงามในโลกทั้ง ๓ ไม่มี
ขอองค์สมเด็จพระมหามุนีได้ทรงโปรดช่วยบังคับกระแสจิตของข้าพระพุทธเจ้าให้ทำลายสังโยชน์ทั้ง
๑๐ ประการให้พ้นไปจากกำลังใจของข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างมากค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างขึ้น เทียบได้ชั้นไหนลูก แถวไหน
? ขึ้นถึงแถวที่ ๒ หรือยัง
?
เปี๊ยก
: สว่างขึ้นมาถึงแถวที่ ๒ แล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: เข้ามาเทียบแถวที่ ๒ เท่ากันไหม แสงสว่างของลูกกับแถวที่
๒ เท่ากันไหม
?
เปี๊ยก
: รู้สึกใกล้ ๆ กันแล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ใกล้ ๆ กัน ตัดใหม่นะ ตั้งใจไว้เลยโดยเฉพาะ
ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายในการเกิดนะ ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก
ทรัพย์สินทั้งหลายไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสาร ทุกคนที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
ก็เพราะมัวเมาในร่างกายคิดว่าร่างกายจะไม่แก่ คิดว่าร่างกายจะไม่ป่วย
คิดว่าร่างกายจะไม่ตาย
แต่ว่าสำหรับข้าพระพุทธเจ้านี้เห็นแล้วตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรว่า
ร่างกายไม่ใช่แดนของความสุข มันนำความทุกข์มาให้ทุกขณะ
ฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าขอนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หันไปกราบท่านนะ) ว่าข้าพระพุทธเจ้าขอยึดถือคำสั่งสอนของพระองค์ที่มีพระพุทธประสงค์ต้องการจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้เข้าถึงพระนิพพาน
เวลานี้
ข้าพระพุทธเจ้าตัดได้แล้ว คือ ขันธ์ ๕ ของข้าพระพุทธเจ้าก็ดี ขันธ์ ๕ คือ
ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี นี่มันเต็มไปด้วยความสกปรก และก็มีความไม่เที่ยง
เอาจิตใจไปเกาะมันก็เป็นทุกข์
เวลานี้จิตของข้าพระพุทธเจ้าไม่สนใจร่างกายอันเป็นทุกข์นั้น
ถึงแม้ขณะที่จะอยู่ที่นี่ ร่างกายที่จะอยู่ในภาพมนุษย์มันจะพังไปเวลานี้
ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สนใจ ไม่เสียดายอาลัยมัน
ฉะนั้นขอองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าขอได้โปรดแผ่บารมีมาโปรดข้าพระพุทธเจ้า
ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ามีรัศมีกายสว่างไสวเต็มที่ มากกว่านี้ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า
สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: ความสว่างเท่าแถวที่ ๒ หรือยัง
?
เปี๊ยก
: ความรู้สึกจะมากกว่านิดหนึ่งค่ะ
หลวงพ่อ
: มากกว่านิดหนึ่งเหรอ เออ
ตัดต่อไปอีกลูก ตัดต่อไป
ขอรวบยอดว่าร่างกายที่เต็มไปด้วยความสกปรก การเวียนว่ายตายเกิดเต็มไปด้วยความทุกข์
มนุษยโลก เต็มไปด้วยความวุ่นวาย หาความสุขไม่ได้ เทวโลก คือสวรรค์จัดว่าเป็นแดนที่มีความสุข
ก็ยังมีกามารมณ์ คือมีผู้หญิงผู้ชาย พรหมโลก จัดว่าเป็นคนที่สบาย
ตั้งอยู่ในอารมณ์สงบคือในฌาน อยู่ด้วยอำนาจของธรรมปีติ
แต่ทว่าทั้งสามแดนนี้ไม่เป็นที่ปรารถนาของเรา เพราะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข
เทวโลก และพรหมโลกเป็นแดนที่พักความทุกข์ชั่วคราว
ฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าไม่ต้องการแดนทั้ง ๓ นี้
ขออำนาจบุญบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
และบุญบารมีที่ข้าพระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญมาแล้วถึง ๑๖ อสงไขย และมีกำไรแสนกัป
ขอบุญทั้งสองประการนี้จงประคับประคองกระแสขิตของข้าพระพุทธเจ้าให้มีความใสสะอาดเท่าแถวที่
๑ จิตตัดได้ตามนั้นไหม
?
เปี๊ยก
: ได้ค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: เทียบกับแถวที่ ๑ ใกล้กันหรือยัง
?
เปี๊ยก
: รู้สึกว่าน้อยกว่านิดหนึ่งค่ะ
หลวงพ่อ
: น้อยกว่าอีกนิดหนึ่งหรือ
ลองตัดต่อไปอีกซิ ตั้งใจตัด คิดในใจเลยนะว่าร่างกายเลว ๆ โลกเลว ๆ อย่างนี้
เราไม่ต้องการมันอีก แต่ว่าถ้าขันธ์ ๕ ทรงอยู่
เราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างตามหน้าที่ให้ครบถ้วนนะ การมีทุกข์เพราะวาจาของบุคคลอื่น
คือหมายความว่าจะมีการกระทบกระทั่งจากวาจาของบุคคลอื่นก็ดี
การกระทำของบุคคลอื่นก็ดี คือทุกข์ใด ๆ ที่จะกระทบทางกาย
ด้วยความป่วยไข้ไม่สบายก็ดี ข้าพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นกฎของกรรม
ความชั่วของข้าพระพุทธเจ้าในชาติก่อนมันมาสนอง
ฉะนั้นข้าพระพุทธเจ้าจะถือว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเกิดขึ้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า
จะถือว่าใช้หนี้กฎของกรรมไปโดยไม่คำนึง จะไปโกรธเคืองใครหรือว่ามีความเร่าร้อนใจ
เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้น เมื่อสิ้นลมปราณจากชาตินี้แล้ว
ข้าพระพุทธเจ้าขอติดตามองค์สมเด็จพระประทีปแก้วไปอยู่ที่พระนิพพาน สว่างขึ้นไหม
?
เปี๊ยก
: สว่างมากกว่าเมื่อกี้นี้ค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างมากกว่าเมื่อกี้
แต่ยังไม่เท่าแถวที่ ๑ ใช่ไหม
?
เปี๊ยก
: ใช่ค่ะ
หลวงพ่อ
: เอาล่ะใช้ได้นะ
ตอนนี้ก็ลองพิจารณาดูตัวซิ จิตบอกตัวเองแต่งแบบไหน
?
เปี๊ยก
: ตัวเองเป็นผู้หญิงค่ะ
หลวงพ่อ
: มีเครื่องประดับแบบไหน
ตามความรู้สึกของจิต
?
เปี๊ยก
: มองดูมัน
หลวงพ่อ
: ไม่ต้องมองลูก เอาความรู้สึกของจิต
เปี๊ยก
: รู้สึกไม่ได้ห่มสไบ
แล้วข้างหลังเหมือนละครชาตรีที่เป็นแผ่นปักดูมันหนาค่ะ และพื้นข้างในเป็นสีเขียว
แต่มันมองไม่ออกเขียว
หลวงพ่อ
: ไม่เขียวเพราะเครื่องประดับมันเต็มหมดใช่ไหม
เป็นแก้วสีอะไรลูก เป็นแก้วหรือเป็นทองที่ทับทิบเขียวน่ะ
?
เปี๊ยก
: เป็นทองแต่มันใส ๆ ค่ะ
หลวงพ่อ
: ทองใส ๆ ทองผสมแก้วนะ อย่างนี้เขาเรียกชุดใหญ่นะ ทรงชุดใหญ่
เอ้า
ลองเอาใจจับดูซิว่าเวลานี้
แม่ศรี และแม่จันมาหรือเปล่า
?
เปี๊ยก
: อยู่ข้างซ้ายหรือเปล่าค่ะ
?
หลวงพ่อ
: เออ ใช่ ๆ เขายืนคู่กันใช่ไหม
จิตบอกอย่างนั้นหรือเปล่า
?
เปี๊ยก
: ค่ะ
หลวงพ่อ
: จิตบอกว่ายืนคู่กันนะ แม่ ๒ คนนี่รูปร่างคล้ายกันไหม
?
เปี๊ยก
: ไม่คล้ายค่ะ
หลวงพ่อ
: ไม่คล้ายเหรอ แล้วผิดกันตรงไหน
?
เปี๊ยก
: ท่านแม่จันเพรียวค่ะ
ท่านแม่ศรีแบบไม่ค่อยสูงมาก แต่ก็สมส่วนค่ะ
หลวงพ่อ
: แม่จันเพรียวกว่าหน่อยใช่ไหม คล้ายสูงกว่านะ
เวลานี้แม่เขายิ้มหรือเปล่านะ?
เปี๊ยก
: ยิ้มค่ะ ท่านแม่ศรียิ้มค่ะ
หลวงพ่อ
: ท่านแม่ศรีเขายิ้มมานานแล้ว
แม่ศรีแกเป็นแม่ใหญ่นะ ทุกคนที่มาเกิดเป็นลูกแกทั้งหมด เอ้อ
กราบ พระพุทธเจ้าก่อนลูก
และกราบพระอริยะก่อนทุกองค์นะ ตั้งใจกราบท่านนะ อันนี้ต้องถือเป็นสรณะ
ขอความกรุณาจากท่านแม่ทั้ง ๒ พา ไปหาท่านปู่ท่านย่า
เปี๊ยก
: ถึงแล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ถึงแล้วใช่ไหม ปั๊บเดียวมันต้องถึงเลย
ดูซิว่าพระแท่นที่ท่านปู่ท่านย่ากำลังประทับอยู่นี่เป็นสีอะไรลูก
?
เปี๊ยก
: สว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างเข้าตามากไหมลูก เห็นลวดลายไหม
?
เปี๊ยก
: ไม่ค่อยเห็น มันออกแสงขาว ๆ ค่ะ
หลวงพ่อ
: ออกแสงขาว ๆ ถูกแล้ว มีแสงสว่างจ้านะ
ดูขึ้นไปบนแท่นเห็นท่านปู่ ท่านย่าไหม
? เอาจิตรับสัมผัส
เปี๊ยก
: ท่านปู่เห็น แต่ท่านย่าไม่ชัดค่ะ
หลวงพ่อ
: ขอบารมีท่านย่าโปรดสงเคราะห์หลาน
หลานมีความพยายามแม้แต่การงานก็อยากจะลาออก เพราะอยากจะได้ดี ขอให้ท่านย่าโปรดหลาน
ให้หลานให้เห็นชัด ๆ หน่อย ๆ เพราะว่า หลานตั้งใจมานมัสการท่านปู่
ท่านย่าก็เพราะความกตัญญูรู้คุณในความดีของท่าน
เปี๊ยก
: เห็นท่านย่ายิ้มค่ะ
หลวงพ่อ
: ยิ้มซี ยิ้มมานานแล้ว เออ
เข้าไปกราบท่านปู่ลูก
กราบท่านปู่กับท่านย่า เมื่อกี้กราบแม่เขาหรือเปล่า
?
เปี๊ยก
: กราบค่ะ
หลวงพ่อ
: เวลานี้เข้าไปหาท่านย่าซิ
ความรู้สึกว่าท่านย่าทำอย่างไง
?
เปี๊ยก
: โอบค่ะ เหมือนกับโอบหนู
หลวงพ่อ
: งั้นเหรอ เอ้อ
เห็นท่านชัดไหมตามรู้สึก
?
เปี๊ยก
: ความรู้สึกเห็นหน้าชัดกว่าเสื้อค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ
นั่นถูกแล้วอย่าไปใช้ตาไม่ได้นะ ที่นี่เขาใช้จิต
เพราะที่มานี่มันเป็นจิต อย่านึกว่าเป็นภาพนึกก็ไม่ได้นะ อะไรก็ไม่ได้นะ
เพราะว่ามันเป็นทิพย์ เราต้องรู้ด้วยกระแสจิต ท่านย่ากับท่านแม่ใครสาวกว่ากันนี่
มองหน้าซิทั้งสองแม่กับท่านย่าด้วย
เปี๊ยก
: ท่านย่าก็สาวค่ะ
หลวงพ่อ
: สาวเหรอ
ท่านย่ากับท่านแม่ใครอ้วนกว่ากัน
?
เปี๊ยก
: ท่านย่าอ้วนกว่านิดหนึ่ง
หลวงพ่อ
: นิดเดียวนะ ดูท่านปู่ซิ ไปกราบท่านปู่ กราบที่ตักเลย
เราเป็นหลานนี่
เปี๊ยก
: ท่านปู่ยกมือขึ้นลูบหัวหนูค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ
ใช่
เปี๊ยก
: ท่านปู่ ท่านองค์ใหญ่นะคะ
หลวงพ่อ
: เวลานี้ท่านปู่แต่งเครื่องประดับสีอะไรลูก
?
เปี๊ยก
: เป็นสีทองค่ะ
หลวงพ่อ
: เออ
เป็นสีทอง ถูก ถ้าบอกท่านปู่มีสีเขียวละก็ผิดแน่
เพราะว่าวันนี้ท่านปู่ไม่ได้ใช้มรกตบนชฎาของท่านนะ ขอท่านปู่ท่านย่าว่า
ขอเฝ้าทุกวันได้ไหม
?
เปี๊ยก
: ท่านบอกว่าได้ค่ะ
หลวงพ่อ
: แล้วเปี๊ยกอยากไปไหน ไปนิพพานไหม
?
เปี๊ยก
: อยากไปค่ะ หลวงพ่อ
หลวงพ่อ
: อยากไปเหรอ ขอกราบท่านปู่ กราบท่านย่า
และ ก็กราบท่านแม่ และนึกขอบารมีท่านปู่ ท่านย่า และท่านแม่ทั้งสอง นึกขอบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับบุญที่เราได้บำเพ็ญมาแล้วถึง
๑๖ อสงไขยกับแสนกัป
ขอความดีทั้งหมดนี้จงดลบันดาลให้ข้าพระพุทธเจ้าไปสู่แดนพระนิพพานได้โดยง่าย
และขอให้ท่านแม่พาไป เอ้า
ไปบ้านหลวงพ่อก่อน
ถึงหรือยัง
?
เปี๊ยก
: หน้าประตูสว่างค่ะ
หลวงพ่อ
: เออใช้ได้
พ่อเห็นแล้วแกไปยืนปร๋อที่นั่น สว่างมากใช่ไหม
?
เปี๊ยก
: ค่ะ เหมือนมีใครยืนอยู่คนหนึ่งค่ะ
หลวงพ่อ
: เข้าไปกราบท่านซิ ถามท่านว่าท่านเป็นใคร
ขอท่านได้โปรดให้ลูกได้เห็นท่านชัด ๆ หน่อย
เปี๊ยก
: แสงท่านมากนะคะ
หลวงพ่อ
: เออแสงมากซี
เปี๊ยก
: ท่านแม่หนูหรือเปล่าค่ะ
ความรู้สึกบอกว่า ท่านแม่หนูบนพระนิพพานค่ะ
หลวงพ่อ
: ถามท่านชื่ออะไรลูก แม่เรามันเยอะ
เปี๊ยก
: ท่านชื่อสิริพรรณวดีค่ะ
หลวงพ่อ
: สิริพรรณวดี
ถามท่านซิว่าเป็นญาติกับแม่ศรีหรือเปล่า
?
เปี๊ยก
: ท่านบอกว่าเป็นค่ะ
หลวงพ่อ
: ท่านเป็นพี่หรือเป็นน้อง...?
เปี๊ยก
: ท่านบอกเป็นพี่ค่ะ
หลวงพ่อ
: เป็นพี่เหรอ เอ้อ
ดีเจอะแม่อีกแม่แล้วใช่ไหม
ท่านแต่งตัวสวยไหม
?
เปี๊ยก
: เห็นไม่ชัด แต่ท่านสว่างเหลือเกินค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างเหลือเกิน
บอกให้แม่ลดแสงสักนิดหนึ่ง ให้เห็นเครื่องทรงชัด ๆ หน่อย ไหว้ท่านนะ
แม่เป็นผู้ให้กำเนิด เราจะถือว่าใครดีกว่าแม่นั้นไม่ได้ ชัดไหม
?
เปี๊ยก
: ไม่ค่อยชัด ออกขาว ๆ ค่ะ
หลวงพ่อ
: ขาวพรึ่บไปทั้งตัวใช่ไหม
?
เปี๊ยก
: ใช่ค่ะ
หลวงพ่อ
: นี่แสดงว่าเห็นเครื่องแต่งกายของนิพพานชัด
ท่านยิ้มหรือเปล่า
?
เปี๊ยก
: ยิ้มค่ะ
หลวงพ่อ
: ยิ้มเหรอ แล้วท่านแม่ศรีเห็นไหม
?
เปี๊ยก
: ท่านอยู่ทางขวาหรือเปล่าค่ะ
?
หลวงพ่อ
: เอ้อ
ใช่แล้ว อย่าสงสัยซิ เห็นตรงไหน บอกหลวงพ่อมาตามนั้นนะ
อย่าสงสัย คำว่าสงสัยในที่นี้ไม่มีใช่หรือไม่ใช่ไม่มีนะ
ถ้าอารมณ์บอกยังไงต้องเชื่อตามนั้นทันทีนะ
จำไว้อาการสงสัยน่ะเป็นอาการบ่อนทำลายความดี เห็นแม่ ๓ แม่นี่ใครแต่งตัวสวยกว่ากัน
เอาจิตบอกลูก
เปี๊ยก
: สวยทุกองค์
แต่ว่าความสว่างท่านแม่บนนิพพานสว่างมากค่ะ
หลวงพ่อ
: สว่างมากเพราะท่านเข้านิพพานแล้วใช่ไหม
ท่านต้องสว่างมาก ถามทั้ง ๒ แม่ซิตัดสินใจเข้านิพพานชาตินี้หรือยัง
?
เปี๊ยก
: ตัดสินใจแล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ดู ๒ แม่ซิ แม่ศรีกับแม่จัน
เนื้อเป็นเนื้อทองหรือเป็นเนื้อแก้ว หรือเป็นเนื้อใสสะอาด...?
เปี๊ยก
: ใจบอกว่าเป็นแก้วค่ะ
หลวงพ่อ
: ถ้าท่านแม่ตัดสินใจเข้านิพพาน
เนื้อแม่ต้องเป็นแก้วนะ ถ้าหากไม่ตัดสินใจเข้านิพพาน เนื้อแม่ก็เป็นแก้วไม่ได้
ขอให้ท่านแม่ทั้ง ๓ องค์ พาเข้าไปวิมานหลวงพ่อซิ แล้วขอบารมีแม่ทั้ง ๓ องค์
บอกขอให้เห็นทุกอย่างชัด คำว่าเห็นนี่ต้องรู้สึกทางจิตนะ อย่าเอาลูกตาไม่ได้
การรับสัมผัสก็เหมือนกัน อย่านึกว่าเราเอาหูไปด้วย นี่เราไม่ได้เอาไป ไปถึงไหม
?
เปี๊ยก
: เข้าประตูไปแล้วค่ะ
หลวงพ่อ
: มองดูซิสวยไหม
?
เปี๊ยก :