|
โดย ส.ธ. สารบัญ คำปรารภ ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง อภินิหารพระพินิจอักษร นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน) พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง สมัยอยุธยา บทส่งท้าย เราจะเจอสงครามอาวุธไหม พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑) รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้ |
สมัยอยุธยา
นิทานประวัติศาสตร์ตอนนี้
ตอนใดที่บอกเหตุการณ์ต่าง ๆ มี พ.ศ. ด้วยนั้น ผู้เขียนเอามาจากหนังสือความรู้รอบตัวของกองวิชาการ
สำนักพิมพ์เกษมบรรณกิจ ส่วนนอกเหนือจากนั้นเช่นบอกว่าจากวงศ์ใด
และคำอธิบายบางประการนั้นเอามาจากหลายสถานที่
นิทานตอนนี้จะต้องมีอักษรย่อ
เพื่อสะดวกแก่การเขียนและบันทึก เพราะเป็นวงศ์กษัตริย์
แม้จะเป็นวงศ์ต้นจากวงศ์เดียวกัน คือ วงศ์สิงหลวัติ
หรือตอนปลายสมัยเรียกกันว่า วงศ์พระเจ้าพัง คราช หรือ วงศ์เชียงแสน ก็ตาม
แต่มาตอนหลังคนในวงศ์เดียวกันเกิดแยกกลุ่มกันขึ้น
จึงจำเป็นต้องบอกว่ามาจากกลุ่มหรือวงศ์ไหน วงศ์ที่จะกล่าวถึงมี ๕ วงศ์ด้วยกันคือ ๑. วงศ์ชัยบุรี
มีท่าน ทุกขิตตะ เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชบ. ๒. วงศ์ชัยปราการ
มี พระเจ้าพรหมมหาราช เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชก. ๓. วงศ์ชัยนารายณ์
มี ท่านพระยาเรือนแก้ว เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชร. ๔. วงศ์เวียงพังคำ
มีพระญาติ
ที่พระเจ้าพังคราชไว้วางใจแต่ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า พค. ๕. วงศ์บ้านพลูหลวง
มี พระเพทราชา เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า พล. ต่อไปนี้ขอเริ่มเรื่องตามที่ท่านเขียนมา
แต่ทว่าหนังสือนิทานประวัติศาสตร์ตอนนี้ เป็นเนื้อความย่อสั้นเพื่อจำง่าย
และค้นสะดวกแต่ก็ไม่ครบถ้วน และอาจจะมีการคลาดเคลื่อนอยู่ ถ้าหากท่านครูบาอาจารย์ท่านใดจะเอาไปแนะนำเด็ก
ขอให้ตรวจสอบกับประวัติศาสตร์ที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองแล้วเสียก่อน
ถ้าเห็นว่าตรงกันจึงควรเอาไปแนะนำเด็กให้ใช้ รัชกาลที่
๑ พระเจ้าอู่ทอง (ชก.) พ.ศ. ๑๘๙๐
พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาสร้างกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓
ทรงสร้างพระนคร คือ กรุงศรีอยุธยาเสร็จและเสด็จมาประทับที่เมืองใหม่ คือ
พระนครศรีอยุธยา
ในขณะที่สร้างกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้นพระองค์ประทับอยู่ที่เวียงเล็กหรือในที่บางแห่งเรียกว่า
เวียงเหล็ก ต่อมาราชบัณฑิตขนานพระนามพระองค์ใหม่มีพระนามว่า พระรามาธิบดีที่ ๑ พ.ศ. ๑๘๙๕
ยกทัพไปตีนครราชสีมา จันทบุรี และได้เขมร เป็นเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก พ.ศ. ๑๙๑๒
พระรามาธิบดีที่ ๑ คือ พระเจ้าอู่ทองสวรรคตพระองค์ครองราชย์ที่อยุธยา ๒๒ ปี รัชกาลที่
๒ พระราเมศวร (ชก.) พ.ศ. ๑๙๑๒
เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต พระราเมศวร พระราชโอรสเสวยราชย์แทน พ.ศ. ๑๙๑๓
พระรามเศวร ถวายราชสมบัติให้ ขุนหลวงพะงั่ว (ลุงซึ่งเป็นพี่ชายของพระราชมารดา) รัชกาลที่
๓ ขุนหลวงพะงั่ว หรือ พระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ชร.) พ.ศ. ๑๙๑๓
ขุนหลวงพะงั่ว เสวยราชสมบัติ ต่อมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่
๑ เรื่องเกี่ยวแก่
ขุนหลวงพะงั่ว ที่พระราเมศวรถวายราชสมบัตินี้
มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา แต่ละท่านก็ว่ากันไปคนละทิศคนละทาง
สำหรับผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่พระรา
เมศวรจะถวายราชสมบัติให้ขุนหลวงพะงั่วเสวยราชย์แทนนั้น คิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องชิงราชสมบัติตามปกติที่มีมา
เพราะตามปกติถ้ามีการชิงราชสมบัติ เมื่อชิงได้แล้วจะต้องฆ่าผู้ครองราชย์คนเดิม
ถือเป็นธรรมเนียมกันตลอดมา
แต่เรื่องนี้เมื่อขุนหลวงพะงั่วครองราชย์แล้วพระราเมศรวรยังอยู่เป็นปกติ
และต่อมาก็ได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ดังนั้นเรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าคงมีการตกลงกันเป็นการภายในโดยเฉพาะแล้ว เพราะคิดว่า ๑. ข้าราชการในเมืองอยุธยา
ที่คิดว่าตนเองมีความสามารถเป็นกษัตริย์ได้คงมีอยู่
และอาจจะมีกำลังคุมเชิงอยู่แล้ว สำหรับพระราเมศรวรนั้นคงจะมีคนสนับสนุนน้อย
แต่สำหรับขุนหลวง
พะงั่วเคยคุมกำลัง และรบมาโชกโชน ข้าราชการที่คิดจะล้มล้างอาจจะเกรงบารมี
จึงมีการมอบราชสมบัติกันได้ไม่ยากนัก และอาจจะมีการตกลงกันไว้ว่า
ถ้าลุงตายหลานก็ครองต่อไปก็แล้วกันอย่างนี้ก็ได้ ๒. เมืองต่าง
ๆ ที่เป็นเมืองขึ้น ธรรมดาเมื่อเปลี่ยนกษัตริย์เขาก็ต้องแข็งเมือง
ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจอย่างเดิม อาการอย่างนี้เป็นอาการปกติ ในเมื่อเห็นพระราเมศรวรอ่อนหัดก็จะแข็งเมือง
และก็อาจจะไม่แข็งทื่ออยู่เฉย ๆ ดีไม่ดีอาจจะยกทัพมาตียึดเมืองเสียเลย
อย่างมีตัวอย่างมาแล้วมากมาย และเมื่อพระเจ้าอู่ทองท่านอยู่เมืองนครราชสีมา
เมืองจันทบุรี เมืองเขมรก็เป็นเมืองขึ้นอยู่ แต่พอพระเจ้าอู่ทองสวรรคต
เขาอาจจะต้องเอาอยุธยาเป็นเมืองขึ้นของเขาบ้างก็ได้
สำหรับขุนหลวงพะงั่วเคยคุมทัพปราบเมืองเหล่านี้มาแล้ว
จึงเห็นควรถวายพระราชสมบัติให้เสวยราชย์เป็นการป้องกันไว้ก่อนก็ได้ รวมความว่าถ้าท่านดำริอย่างนี้จริง
ท่านก็ทำงานเพื่อชาติ โดยที่ยอมเสียชื่อแต่ไม่ยอมเสียชาติ คือพระราเมศวรเสียชื่อเพราะเขาจะหาว่าอ่อนแอเกินไป
สำหรับขุนหลวงพะงั่วก็เสียชื่อโดยถูกกล่าวหาว่า
ละเมิดกฎมณเฑียรบาลหรือแย่งสมบัติหลาน สุดแล้วแต่ท่านจะพูดกัน
แต่สำหรับทั้งสองท่านนั้นทำไปเพื่อความปลอดภัยและชาติอยู่รอดเท่านั้น "ยอมเสียชื่อ
ดีกว่าเสียชาติ" พ.ศ. ๑๙๑๔
ขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพไปตีภาคเหนือได้รับชัยชนะ และยึดได้ทั้งหมด พ.ศ. ๑๙๑๕
ทรงยกทัพไปตีพังคา และแซงเซา พ.ศ. ๑๙๑๖
เมืองชากังราว (กำแพงเพชร) แข็งเมืองทรงยกทัพไปปราบได้ราบคาบ
ชนะ พ.ศ. ๑๙๑๘
ยกทัพไปตีเมืองพิษณุโลกมีชัยชนะ หมายถึงได้พิษณุโลกมาเป็นเมืองขึ้น พ.ศ. ๑๙๑๙
ยกทัพไปตีซากังราวอีกมีชัยชนะ เมืองซากังราวนี้แข็งเมืองเมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต
ถูกตีแพ้มาคราวหนึ่งแล้ว ต่อมาเพียง ๓ ปี
ก็แข็งเมืองอีกต้องตีกันอีกเป็นอันว่าต้องรบกันเหนื่อยมีแต่ทุกข์
ผู้ที่ทุกข์มากคือพลเมืองที่ถูกเกณฑ์ให้รบ เพราะตัณหาของพ่อเมืองคนเดียว พ.ศ. ๑๙๒๑
ยกทัพไปตีซากังราวอีก เพราะแข็งเมืองอีกทรงรบชนะ พระมหาธรรมราชา ที่ ๒ (ชบ.) สุโขทัย พ.ศ. ๑๙๒๓
ยกทัพไปตีเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางยอมเป็นเมืองขึ้น พ.ศ. ๑๙๓๑
ยกทัพไปตีเชียงใหม่อีก แต่ทรงประชวรและสวรรคตในระหว่างทาง
มีท่านผู้รู้บอกว่าสวรรคตที่เกยชัย ขุนหลวงพะงั่ว
เสวยราชสมบัติรวม ๑๘ ปี ในขณะที่ดำรงพระชนม์อยู่เกือบไม่มีเวลาว่างเว้นจากสงคราม
รบชนะแล้วผู้แพ้ก็แข็งเมืองสู้ใหม่ต้องรบกันใหม่ไม่จบสิ้นในการรบ
แสดงว่าความเป็นกษัตริย์ไม่ได้นอนเป็นสุขอย่างที่พวกเราคิด
เพราะกษัตริย์ต้องคิดรักษาเมืองรักษาคนให้มีความสงบสุข และพยายามความมีชัยชนะจากข้าศึกให้ได้
แต่ท่านที่พระมหากษัตริย์ทุกองค์ต้องยอมทุกอย่างให้แก่ท่าน คือ ท่านพระยาพยาธิ
พระยาชรา พระยามัจจุราช ทั้งสามพระยานี้ใครก็เอาชนะท่านไม่ได้
รวมความแล้วโลกนี้ขัดข้องโลกนี้วุ่นวายไม่น่ากลับมาเกิดอีกเลย รัชกาลที่
๔ พระเจ้าทองลั่น (ชร.) พ.ศ. ๑๙๓๑
เมื่อข่าว พระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) สวรรคตในระหว่างเดินทางไปทำสงคราม
ทางอยุธยาทราบความเข้าก็จัดแจงสถาปนาให้พระเจ้าทองลั่นขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระราชบิดา
แต่ทว่าพระบารมีของพระเจ้าทองลั่นยังเต็มไม่พอ เสวยราชย์ได้เพียง ๗ วัน
ก็ถูกพระราเมศวรปลงพระชนม์แล้วเสวยราชย์แทน (ขอคืนเถอะจ้ะ ฉันให้ครองแทนฉัน
แต่พ่อเท่านั้นนะ ลูกฉันไม่ให้นะจ๊ะ) ท่านราเมศวรท่านอาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้ เป็นอันว่า
พระราเมศวร ท่านทำถูกระเบียบเพราะเมื่อแย่งกัน และยึดได้ก็ต้องฆ่า
จะเอาไว้เป็นหอกข้างแคร่นั้นไม่ควร รัชกาลที่ ๕
(ชก.) พระราเมศวร
เสวยราชสมบัติเป็นวาระที่ ๒
พ.ศ.๑๙๓๑
เมื่อราเมศวรปลงพระชนม์พระเจ้าทองลั่นแล้วก็ขึ้นเสวยราชสมบัติตามประเพณี (สังเกตดูให้ดีสมัยเชียงแสนก็ดี
สุโขทัยก็ดี เขาไม่เคยแย่งกันเป็นกษัตริย์ ถึงวาระของใครคนนั้นก็เป็นพระมหากษัตริย์
แต่พอมาถึงสมัยอยุธยานี้ เพราะต้นวงศ์เป็นองค์เดียวกันคือ พระเจ้าพังคราช
แต่กิ่งวงศ์แบ่งออกเป็น ๔ กิ่ง คือ ๔ เวียง และต่อมาก็ก้านบานออกมาก
ฉะนั้นบรรดาท่านวงศ์ชัยฯ ทั้งหลาย เมื่อไม่มีใครมารบท่าน ท่านก็ชัย (ไช) กันเองแย่งกันไปฆ่ากันมา
ที่ยุ่งมากก็ ๒ ชัย คือ ชัยนารายณ์ กับ ชัยปราการ ในระยะต้น
ต่อไปก็ ชัยนารายณ์ กับ ชัยบุรี
เรื่องมันยุ่งอย่างนี้โลกนี้จึงไม่น่าอยู่ พ.ศ.๑๙๓๒
เมื่อพระราเมศวรเสวยราชสมบัติแล้ว
ก็ยกทัพไปตีเชียงใหม่ตามที่พระเจ้าลุงทรงทำแต่ยังไม่ทันทำก็มาสวรรคตเสียก่อน
ทรงกวาดต้อนผู้คนส่งไปนครศรีธรรมราช และจันทบุรี พ.ศ.๑๙๓๖
พระยากัมพูชา ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนเมืองชลบุรี และเมืองจันทบุรีไปประมาณ ๗๐๐
คน พ.ศ.๑๙๓๗
พระราเมศวร ทรงยกทัพไปตีเมืองกัมพูชาได้
แต่ภายหลังกัมพูชาก็แข็งเมืองอีก (สันดานเขมรเป็นอย่างนั้นมีสภาพเหมือชาติที่ถูกสาปคบกับใครไม่ได้นาน
เพราะขาดความซื่อตรง จึงต้องมีฐานะคล้ายทาสอยู่จนทุกวันนี้
และต่อไปก็ยากที่จะปกครองตนเองได้เป็นอิสระ) พ.ศ.๑๙๔๐
พระราเมศวร สวรรคต รัชกาลที่
๖ พระยารามหรือพระรามาธิราช ราชโอรส (ชก.) พ.ศ.๑๙๔๐
เมื่อพระราเมศวรสวรรคตแล้ว พระยาราม หรือพระรามาธิราช
พระราชโอรสของพระราเมศวรครองราชสมบัติสืบต่อมา
แต่คงครองราชย์อยู่ไม่ได้นานวงศ์ชัยปราการก็หมดยุค รัชกาลที่ ๗
สมเด็จพระอินทราธิราช (ชร.) พระอนุชาขุนหลวงพะงั่ว
พ.ศ.๑๙๕๒
สมเด็จพระอินทราธิราช ก็ถอดพระยารามหรือพระรามาธิราช
แล้วส่งพระรามาธิราชไปครองเมืองประทาคูจาม (พระอินทราธิราชนี้เป็นน้องชายขุนหลวงพะงั่วเดิม
ชื่อ เจ้านครอินทร์) พ.ศ.๑๙๖๘
สมเด็จพระอินทราธิราช สวรรคต รัชกาลที่
๘ พระบรมราชาที่ ๒ ชร. (พระเจ้าสามพระยา) พ.ศ. ๑๙๖๘
พระอินทราธิราชสวรรคตแล้ว พระเจ้าสามพระยา พระราชโอรสเสวยราชสมบัติสืบต่อมา สำหรับ
พระเจ้าสามพระยานี้มีพระเชษฐา ๒ องค์ คือ เจ้าอ้าย กับเจ้ายี่
ท่านเจ้าอ้ายเป็นเจ้าเมืองด่านที่สุพรรณบุรี
ท่านเจ้ายี่เป็นเจ้าเมืองด่านที่เมืองสวรรคบุรี
เมื่อทราบว่าพระราชบิดาป่วยก็เคลื่อนทัพเจ้าไปเพื่อเยี่ยมพระราชบิดา
บังเอิญพระราชบิดาสวรรคตเกิดตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นกษัตริย์
ในที่สุดก็ชนช้างกัน (ช้างชนกันด้วยคนบนคอช้างก็ฟันพร้อมกันด้วย) ในที่สุดก็ตายด้วยกันแต่ช้างไม่ตาย
พระเจ้าสามพระยาผู้เป็นคนที่ไม่ได้คิดว่าจะได้ครองสมบัติเพราะเป็นน้องคนสุดท้อง
แต่เมื่อพระเจ้าพี่ทั้งสองมีความสามัคคีตายพร้อมกัน ก็เลยต้องเป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลคือกฎหมายสำหรับการครองราชย์มีอยู่ เรื่องการเป็นพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของง่ายต้องมีบุญบารมีพอ
ที่ผ่านมาแล้วเป็นตัวอย่างถ้าบุญบารมีไม่พอ
แม้ว่าได้นั่งแป้นแล้วก็ยังถูกพวกยกลงจากแป้นบางรายก็ส่งไปเมืองผีเลย พระเจ้าสามพระยา
ครองราชสมบัติแล้ว มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ พ.ศ.๑๙๗๔
พระบรมราชาที่ ๒ ยกทัพไปตีเขมรได้ให้พระราชโอรสครองราชย์ที่เขมร
ซึ่งต่อมาถูกวางยาพิษสวรรคตเขมรกลับแข็งเมืองใหม่
ย้ายเมืองหลวงจากนครธมไปตั้งเมืองหลวงที่พนมเปญ พ.ศ.๑๙๘๑
ทรงเลิกล้มวงศ์พระร่วงสุโขทัย รวมเมืองต่าง ๆ ทางฝ่ายเหนือเข้ามาเป็นอาณาจักรเดียวกัน พ.ศ.๑๙๘๕
ยกทัพไปตีเชียงใหม่ แต่ต้องเสด็จกลับเพราะทรงประชวรระหว่างทาง พ.ศ.๑๙๘๗
ยกทัพไปตีเชียงใหม่อีกกวาดต้อนผู้คนได้แล้วยกทัพกลับ พ.ศ.๑๙๙๙
พระบรมราชาธิราชที่ ๒ (พระเจ้าสามพระยา) สวรรคต รัชกาลที่
๙ พระบรมไตรโลกนารถ (ชร.) พ.ศ.๑๙๙๙
เมื่อพระบรมราชาที่ ๒ (พระเจ้าสามพระยา) สวรรคตแล้ว พระราชโอรสมีพระนามว่า
ราเมศวร เสวยราชสมบัติสืบต่อมามีพระนามว่า พระบรมไตรโลกนารถ (พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ ที่มีพระนามว่า ราเมศวร มี ๓ รัชกาล ๒ องค์
ถ้าถามว่ารัชกาลที่เท่าไรบ้างก็ต้องตอบว่า รัชกาลที่ ๒, ๕
และ ๙) พ.ศ.๒๐๐๑
พระเจ้าเชียงใหม่ ตีซากังราวแต่ไม่สำเร็จ พ.ศ.๒๐๐๓๓
เมืองมะละกาแข็งเมือง พระบรมไตรโลกนารถส่องกองทัพไปปราบแต่ปราบไม่ได้ พ.ศ.๒๐๐๔
เจ้าเมืองชะเลียง (เมืองศรีสัชนาลัย) หนีไปอยู่กับพระเจ้าเชียงใหม่แล้วตีสุโขทัยได้
พระบรมไตรโลกนารถจึงยกทัพไปตีเอาสุโขทัยกลับคืนมา พ.ศ.๒๐๑๖
ยกทัพไปตีเชียงใหม่ พระอินทราชา
พระราชโอรสสวรรคตในการสู้รบที่ลำปางจึงเสด็จกลับมาที่พิษณุโลก พ.ศ.๒๐๑๗
ยกทัพไปตีเมืองเชียงชื่น มีชัยชนะ พ.ศ.๒๐๑๘
กรุงศรีอยุธยากับลานนา มีไมตรีต่อกัน พ.ศ.๒๐๑๙
เกิดศึกราชสมบัติในเมืองแยกกันเป็นสามพวก มีพระธรรมราชาพวกหนึ่ง
และพระธรรมราชาขอให้ไทยไปช่วย พอกองทัพไทยไปถึงศึกสามพวกก็สงบ
จึงตั้งให้พระธรรมราชาเป็นกษัตริย์ พ.ศ.๒๐๒๐
สร้างเมืองนครไทย พ.ศ.๒๐๒๓
สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถสวรรคต พระบรมราชา ราชโอรส เสวยราชสมบัติสืบต่อมา พระบรมราชาที่
๓ (ชร.) พ.ศ.๒๐๓๒
พระบรมราชา เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดาทรงพระนามว่า พระบรมราชาที่ ๓ พ.ศ.๒๐๓๒
มอญตีเอาเมืองทวายไป จึงยกทัพไปตีทวายกลับคืนมา พ.ศ.๒๐๓๔
สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ สวรรคต พระอนุชาต่างพระมารดาครองราชสมบัติสืบต่อมา
ทรงพระนามว่า พระรามาธิบดีที่ ๒ พระรามาธิบดีที่
๒ (ชร.) พ.ศ.๒๐๓๔
พระรามาธิบดีเสวยราชสมบัติ (องค์นี้สงสัยว่าพระมารดาจะเป็นพระญาติพระเจ้าอู่ทอง
จึงมีพระนามเหมือนพระเจ้าอู่ทอง) พ.ศ.๒๐๔๓
หล่อพระศรีสรรเพชร พ.ศ.๒๐๕๐
พระยอดเมืองแก้ว เชียงใหม่ ยกทัพมารบกวนหัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ.๒๐๕๑
เจ้าพระยาจันทราชา เมืองเขมรมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พ.ศ.๒๐๕๒
พระยากลาโหม นำทัพไปตีลานนาได้แพร่ และน่าน พ.ศ.๒๐๕๓
โปรตุเกสตีเมืองมะลาะกาได้ เมื่อทราบว่าอยู่ในความปกครองของไทย
แม่ทัพจึงส่งทูตนำของมาถวายก็โปรดให้รับทูตเป็นอันดี พ.ศ.๒๐๕๕
เจ้าพระยายศราชา โอรสพระศรีสุคนธบาท
กษัตริย์เขมรหนีกบฏมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พ.ศ.๒๐๕๘
ลานายกทัพมารุกรานสุโขทัย และกำแพงเพชรถึง ๒ ครั้ง จึงยกทัพไปตีลานนา
ตีเมืองลำปางได้แล้วก็กลับตั้ง พระอาทิตย์วงศ์ เป็นพระบรมราชาปกครองพิษณุโลก พ.ศ.๒๐๕๙
เจ้าพระยายศราชา และเจ้าพระยาจันทราชา
ยกทัพไปตีเขมรมีชัยชนะ เจ้าพระยาจันทรราชา ยกทัพไปตีเขมรมีชัยชนะ
เจ้าพระยาจันทราชาจึงยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์เขมรที่เมืองโพธิสัตว์ พ.ศ.๒๐๖๑
พระเจ้ามานูเอ็ล
กษัตริย์เมืองโปรตุเกสส่งราชทูตมาเจริญราชไมตรี พ.ศ.๒๐๗๒
สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ สวรรคต รัชกาลที่
๑๒ พระบรมราชาที่ ๔ (อาทิตย์วงศ์) ชร.บวกชก. พ.ศ.๒๐๗๒
พระอาทิตย์วงศ์
ราชโอรสเสวยราชสมบัติสืบต่อมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ พ.ศ.๒๐๗๖
สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ เป็นไข้ทรพิษสวรรคต รัชกาล
๑๓ พระรัษฎากุมาร (ชร.) พ.ศ.๒๐๗๖
พระรัษฎากร อายุ ๔ พรรษา (พรรษา
คือ ปี) ครองราชสมบัติตามกฎมณเฑียรบาล รัชกาลที่
๑๔ พระชัยราชาธิราช (ชร.บวก ชก.) คำว่า
บวก หมายถึง มารดาเป็นคนวงศ์นั้น พ.ศ.๒๐๗๗
พระชัยราชา อนุชาสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ ปลดพระรัษฎากุมาร
หลังจากครองสมบัติได้ ๕ เดือน แล้วขึ้นครองราชย์เองทรงพระนามว่า พระชัยราชาธิราช พ.ศ.๒๐๘๑
พระเจ้าตะเบงชเวตี้ และ บุเรงนอง ตีเมืองเชียงตราน (ชาวบ้านเรียกว่าเมืองเชียงกราน) ได้
พระชัยราชาธิราชจึงยกทัพไปตีเมืองเชียงตรานกลับคืนมาได้ ชาวโปรตุเกสอาสาออกช่วยรบ ๑๒๐
คน พ.ศ.๒๐๘๓
เจ้าพระยาจันทราชา ครองเขมรทั้งประเทศได้แล้ว ได้ช้างเผือก
๑ เชือก ทางไทยเตือนไปแล้วไม่ยอมนำมาถวาย พระชัยราชาธิราช
จึงยกทัพไปตีแต่ทว่าแพ้เขมร เขมรเลยไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย (ใครเขาจะมาเป็นเมืองขึ้นได้เล่า
เพราะเป็นคนขี้แพ้อย่างนั้น และสงครามนี้ก็หาเหตุผลไม่ได้
เขาได้ช้างก็ควรเป็นของเขา กลับมีหนังสือไปขู่จะเอา เมื่อเขาไม่ให้ ก็ยกทัพไปปล้น
ใครเขาจะเคารพนับถือต่อไปอีก
การแพ้สงครามคราวนี้ควรจะเรียกว่าแพ้เพราะสัตว์เดียรัจฉาน
สงครามแย่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สมศักดิ์ศรี) พ.ศ.๒๐๘๘
พระชัยราชาธิราช ยกทัพไปตีเชียงใหม่
เชียงใหม่ยอมอ่อนน้อมด้วยแต่ภายหลังจากนั้น ๒-๓ เดือน เชียงใหม่ก็แข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับไทย
จึงยกทัพไปตีอีก คราวนี้เชียงใหม่ไม่แพ้แล้วรักษาเมืองไว้ได้ แต่เชียงใหม่ก็ไม่ชนะ
เพราะเพียงแต่รักษาเมืองไม่ให้แตกเท่านั้น
ทัพอยุธยาเห็นว่าเวลาเนิ่นช้าเกินไปเสบียงอาหารจะไม่พอก็ถอนกำลังกลับ
แต่ในระหว่างทาง แวะเข้าชมสาวงามคือเมืองลำพูน ตีเมืองลำพูนได้
และยึดเอาเป็นเมืองขึ้น พ.ศ.๒๐๘๙
พระชัยราชาธิราชสวรรคต รัชกาลที่ ๑๕
พระแก้วฟ้า (ชร.) ครองราชสมบัติ
พ.ศ.๒๐๘๙
เมื่อพระชัยราชาธิราชสวรรคตแล้ว พระแก้วฟ้า พระราชโอรสอายุ ๑๑ พรรษา
ครองราชสมบัติสืบมา (เอาองค์อายุน้อย ๆ ครองราชย์คราวใดก็เสร็จคราวนั้น
คราวนี้ก็เสร็จอีกละครแบบนี้ไม่น่าจะทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่ทว่าถ้าไม่มีก็เกรงคนจะนินทา
ก็ช่างท่านเถอะ) พ.ศ.๒๐๙๑
ขุนวรวงศาธิราช สามีท้าวศรีสุดาจันทร์ มารดาพระแก้วฟ้า
(พระแก้วฟ้านี้เคยอ่านหนังสือพบว่าบางทีท่านชอบเรียก
พระยอดฟ้า) คบคิดกันปลงพระชนม์พระแก้วฟ้า รัชกาลที่ ๑๑
ขุนวรวงศาธิราช
พ.ศ.๒๐๙๑ ขุนวรวงศาธิราช |