โดย ส.ธ.
สารบัญ
คำปรารภ
ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง
อภินิหารพระพินิจอักษร
นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ
ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี
ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง
ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย
ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน)
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง
สมัยอยุธยา
บทส่งท้าย
เราจะเจอสงครามอาวุธไหม
พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑)
รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล

ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้

สมัยอยุธยา

      

นิทานประวัติศาสตร์ตอนนี้ ตอนใดที่บอกเหตุการณ์ต่าง ๆ มี พ.. ด้วยนั้น ผู้เขียนเอามาจากหนังสือความรู้รอบตัวของกองวิชาการ สำนักพิมพ์เกษมบรรณกิจ ส่วนนอกเหนือจากนั้นเช่นบอกว่าจากวงศ์ใด และคำอธิบายบางประการนั้นเอามาจากหลายสถานที่

          นิทานตอนนี้จะต้องมีอักษรย่อ เพื่อสะดวกแก่การเขียนและบันทึก เพราะเป็นวงศ์กษัตริย์ แม้จะเป็นวงศ์ต้นจากวงศ์เดียวกัน คือ วงศ์สิงหลวัติ หรือตอนปลายสมัยเรียกกันว่า วงศ์พระเจ้าพัง คราช หรือ วงศ์เชียงแสน ก็ตาม แต่มาตอนหลังคนในวงศ์เดียวกันเกิดแยกกลุ่มกันขึ้น จึงจำเป็นต้องบอกว่ามาจากกลุ่มหรือวงศ์ไหน วงศ์ที่จะกล่าวถึงมี ๕ วงศ์ด้วยกันคือ

          . วงศ์ชัยบุรี มีท่าน ทุกขิตตะ เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชบ.

          . วงศ์ชัยปราการ มี พระเจ้าพรหมมหาราช เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชก.

          . วงศ์ชัยนารายณ์ มี ท่านพระยาเรือนแก้ว เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า ชร.

          . วงศ์เวียงพังคำ มีพระญาติ ที่พระเจ้าพังคราชไว้วางใจแต่ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า พค.

          . วงศ์บ้านพลูหลวง มี พระเพทราชา เป็นต้นวงศ์ใช้อักษรย่อว่า พล.

          ต่อไปนี้ขอเริ่มเรื่องตามที่ท่านเขียนมา แต่ทว่าหนังสือนิทานประวัติศาสตร์ตอนนี้ เป็นเนื้อความย่อสั้นเพื่อจำง่าย และค้นสะดวกแต่ก็ไม่ครบถ้วน และอาจจะมีการคลาดเคลื่อนอยู่ ถ้าหากท่านครูบาอาจารย์ท่านใดจะเอาไปแนะนำเด็ก ขอให้ตรวจสอบกับประวัติศาสตร์ที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองแล้วเสียก่อน ถ้าเห็นว่าตรงกันจึงควรเอาไปแนะนำเด็กให้ใช้

 

รัชกาลที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง (ชก.)

          .. ๑๘๙๐ พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาสร้างกรุงศรีอยุธยา

          .. ๑๘๙๓ ทรงสร้างพระนคร คือ กรุงศรีอยุธยาเสร็จและเสด็จมาประทับที่เมืองใหม่ คือ พระนครศรีอยุธยา ในขณะที่สร้างกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้นพระองค์ประทับอยู่ที่เวียงเล็กหรือในที่บางแห่งเรียกว่า เวียงเหล็ก ต่อมาราชบัณฑิตขนานพระนามพระองค์ใหม่มีพระนามว่า พระรามาธิบดีที่ ๑

          .. ๑๘๙๕ ยกทัพไปตีนครราชสีมา จันทบุรี และได้เขมร เป็นเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก

          .. ๑๙๑๒ พระรามาธิบดีที่ ๑ คือ พระเจ้าอู่ทองสวรรคตพระองค์ครองราชย์ที่อยุธยา ๒๒ ปี

 

รัชกาลที่ ๒ พระราเมศวร (ชก.)

          .. ๑๙๑๒ เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต พระราเมศวร พระราชโอรสเสวยราชย์แทน

          .. ๑๙๑๓ พระรามเศวร ถวายราชสมบัติให้ ขุนหลวงพะงั่ว (ลุงซึ่งเป็นพี่ชายของพระราชมารดา)

 

รัชกาลที่ ๓ ขุนหลวงพะงั่ว หรือ พระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ชร.)

          .. ๑๙๑๓ ขุนหลวงพะงั่ว เสวยราชสมบัติ ต่อมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑

          เรื่องเกี่ยวแก่ ขุนหลวงพะงั่ว ที่พระราเมศวรถวายราชสมบัตินี้ มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา แต่ละท่านก็ว่ากันไปคนละทิศคนละทาง สำหรับผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่พระรา       เมศวรจะถวายราชสมบัติให้ขุนหลวงพะงั่วเสวยราชย์แทนนั้น คิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องชิงราชสมบัติตามปกติที่มีมา เพราะตามปกติถ้ามีการชิงราชสมบัติ เมื่อชิงได้แล้วจะต้องฆ่าผู้ครองราชย์คนเดิม ถือเป็นธรรมเนียมกันตลอดมา แต่เรื่องนี้เมื่อขุนหลวงพะงั่วครองราชย์แล้วพระราเมศรวรยังอยู่เป็นปกติ และต่อมาก็ได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าคงมีการตกลงกันเป็นการภายในโดยเฉพาะแล้ว เพราะคิดว่า

          . ข้าราชการในเมืองอยุธยา ที่คิดว่าตนเองมีความสามารถเป็นกษัตริย์ได้คงมีอยู่ และอาจจะมีกำลังคุมเชิงอยู่แล้ว สำหรับพระราเมศรวรนั้นคงจะมีคนสนับสนุนน้อย แต่สำหรับขุนหลวง      พะงั่วเคยคุมกำลัง และรบมาโชกโชน ข้าราชการที่คิดจะล้มล้างอาจจะเกรงบารมี จึงมีการมอบราชสมบัติกันได้ไม่ยากนัก และอาจจะมีการตกลงกันไว้ว่า ถ้าลุงตายหลานก็ครองต่อไปก็แล้วกันอย่างนี้ก็ได้

          . เมืองต่าง ๆ ที่เป็นเมืองขึ้น ธรรมดาเมื่อเปลี่ยนกษัตริย์เขาก็ต้องแข็งเมือง ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจอย่างเดิม อาการอย่างนี้เป็นอาการปกติ ในเมื่อเห็นพระราเมศรวรอ่อนหัดก็จะแข็งเมือง และก็อาจจะไม่แข็งทื่ออยู่เฉย ๆ ดีไม่ดีอาจจะยกทัพมาตียึดเมืองเสียเลย อย่างมีตัวอย่างมาแล้วมากมาย และเมื่อพระเจ้าอู่ทองท่านอยู่เมืองนครราชสีมา เมืองจันทบุรี เมืองเขมรก็เป็นเมืองขึ้นอยู่ แต่พอพระเจ้าอู่ทองสวรรคต เขาอาจจะต้องเอาอยุธยาเป็นเมืองขึ้นของเขาบ้างก็ได้ สำหรับขุนหลวงพะงั่วเคยคุมทัพปราบเมืองเหล่านี้มาแล้ว จึงเห็นควรถวายพระราชสมบัติให้เสวยราชย์เป็นการป้องกันไว้ก่อนก็ได้

          รวมความว่าถ้าท่านดำริอย่างนี้จริง ท่านก็ทำงานเพื่อชาติ โดยที่ยอมเสียชื่อแต่ไม่ยอมเสียชาติ คือพระราเมศวรเสียชื่อเพราะเขาจะหาว่าอ่อนแอเกินไป สำหรับขุนหลวงพะงั่วก็เสียชื่อโดยถูกกล่าวหาว่า ละเมิดกฎมณเฑียรบาลหรือแย่งสมบัติหลาน สุดแล้วแต่ท่านจะพูดกัน แต่สำหรับทั้งสองท่านนั้นทำไปเพื่อความปลอดภัยและชาติอยู่รอดเท่านั้น "ยอมเสียชื่อ ดีกว่าเสียชาติ"

          .. ๑๙๑๔ ขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพไปตีภาคเหนือได้รับชัยชนะ และยึดได้ทั้งหมด

          .. ๑๙๑๕ ทรงยกทัพไปตีพังคา และแซงเซา

          .. ๑๙๑๖ เมืองชากังราว (กำแพงเพชร) แข็งเมืองทรงยกทัพไปปราบได้ราบคาบ ชนะ

          .. ๑๙๑๘ ยกทัพไปตีเมืองพิษณุโลกมีชัยชนะ หมายถึงได้พิษณุโลกมาเป็นเมืองขึ้น

          .. ๑๙๑๙ ยกทัพไปตีซากังราวอีกมีชัยชนะ

          เมืองซากังราวนี้แข็งเมืองเมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต ถูกตีแพ้มาคราวหนึ่งแล้ว ต่อมาเพียง ๓ ปี ก็แข็งเมืองอีกต้องตีกันอีกเป็นอันว่าต้องรบกันเหนื่อยมีแต่ทุกข์ ผู้ที่ทุกข์มากคือพลเมืองที่ถูกเกณฑ์ให้รบ เพราะตัณหาของพ่อเมืองคนเดียว

          .. ๑๙๒๑ ยกทัพไปตีซากังราวอีก เพราะแข็งเมืองอีกทรงรบชนะ พระมหาธรรมราชา ที่ ๒ (ชบ.) สุโขทัย

          .. ๑๙๒๓ ยกทัพไปตีเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปางยอมเป็นเมืองขึ้น

          .. ๑๙๓๑ ยกทัพไปตีเชียงใหม่อีก แต่ทรงประชวรและสวรรคตในระหว่างทาง มีท่านผู้รู้บอกว่าสวรรคตที่เกยชัย

          ขุนหลวงพะงั่ว เสวยราชสมบัติรวม ๑๘ ปี ในขณะที่ดำรงพระชนม์อยู่เกือบไม่มีเวลาว่างเว้นจากสงคราม รบชนะแล้วผู้แพ้ก็แข็งเมืองสู้ใหม่ต้องรบกันใหม่ไม่จบสิ้นในการรบ แสดงว่าความเป็นกษัตริย์ไม่ได้นอนเป็นสุขอย่างที่พวกเราคิด เพราะกษัตริย์ต้องคิดรักษาเมืองรักษาคนให้มีความสงบสุข และพยายามความมีชัยชนะจากข้าศึกให้ได้ แต่ท่านที่พระมหากษัตริย์ทุกองค์ต้องยอมทุกอย่างให้แก่ท่าน คือ ท่านพระยาพยาธิ พระยาชรา พระยามัจจุราช ทั้งสามพระยานี้ใครก็เอาชนะท่านไม่ได้ รวมความแล้วโลกนี้ขัดข้องโลกนี้วุ่นวายไม่น่ากลับมาเกิดอีกเลย

 

รัชกาลที่ ๔ พระเจ้าทองลั่น (ชร.)

.. ๑๙๓๑ เมื่อข่าว พระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) สวรรคตในระหว่างเดินทางไปทำสงคราม ทางอยุธยาทราบความเข้าก็จัดแจงสถาปนาให้พระเจ้าทองลั่นขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระราชบิดา แต่ทว่าพระบารมีของพระเจ้าทองลั่นยังเต็มไม่พอ เสวยราชย์ได้เพียง ๗ วัน ก็ถูกพระราเมศวรปลงพระชนม์แล้วเสวยราชย์แทน (ขอคืนเถอะจ้ะ ฉันให้ครองแทนฉัน แต่พ่อเท่านั้นนะ ลูกฉันไม่ให้นะจ๊ะ) ท่านราเมศวรท่านอาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้

          เป็นอันว่า พระราเมศวร ท่านทำถูกระเบียบเพราะเมื่อแย่งกัน และยึดได้ก็ต้องฆ่า จะเอาไว้เป็นหอกข้างแคร่นั้นไม่ควร

 

รัชกาลที่ ๕ (ชก.) พระราเมศวร เสวยราชสมบัติเป็นวาระที่ ๒

          ..๑๙๓๑ เมื่อราเมศวรปลงพระชนม์พระเจ้าทองลั่นแล้วก็ขึ้นเสวยราชสมบัติตามประเพณี (สังเกตดูให้ดีสมัยเชียงแสนก็ดี สุโขทัยก็ดี เขาไม่เคยแย่งกันเป็นกษัตริย์ ถึงวาระของใครคนนั้นก็เป็นพระมหากษัตริย์ แต่พอมาถึงสมัยอยุธยานี้ เพราะต้นวงศ์เป็นองค์เดียวกันคือ พระเจ้าพังคราช แต่กิ่งวงศ์แบ่งออกเป็น ๔ กิ่ง คือ ๔ เวียง และต่อมาก็ก้านบานออกมาก ฉะนั้นบรรดาท่านวงศ์ชัยฯ ทั้งหลาย เมื่อไม่มีใครมารบท่าน ท่านก็ชัย (ไช) กันเองแย่งกันไปฆ่ากันมา ที่ยุ่งมากก็ ๒ ชัย คือ ชัยนารายณ์ กับ ชัยปราการ ในระยะต้น ต่อไปก็ ชัยนารายณ์ กับ ชัยบุรี เรื่องมันยุ่งอย่างนี้โลกนี้จึงไม่น่าอยู่

          ..๑๙๓๒ เมื่อพระราเมศวรเสวยราชสมบัติแล้ว ก็ยกทัพไปตีเชียงใหม่ตามที่พระเจ้าลุงทรงทำแต่ยังไม่ทันทำก็มาสวรรคตเสียก่อน ทรงกวาดต้อนผู้คนส่งไปนครศรีธรรมราช และจันทบุรี

          ..๑๙๓๖ พระยากัมพูชา ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนเมืองชลบุรี และเมืองจันทบุรีไปประมาณ ๗๐๐ คน

          ..๑๙๓๗ พระราเมศวร ทรงยกทัพไปตีเมืองกัมพูชาได้ แต่ภายหลังกัมพูชาก็แข็งเมืองอีก (สันดานเขมรเป็นอย่างนั้นมีสภาพเหมือชาติที่ถูกสาปคบกับใครไม่ได้นาน เพราะขาดความซื่อตรง จึงต้องมีฐานะคล้ายทาสอยู่จนทุกวันนี้ และต่อไปก็ยากที่จะปกครองตนเองได้เป็นอิสระ)

          ..๑๙๔๐ พระราเมศวร สวรรคต

 

รัชกาลที่ ๖ พระยารามหรือพระรามาธิราช ราชโอรส (ชก.)

          ..๑๙๔๐ เมื่อพระราเมศวรสวรรคตแล้ว พระยาราม หรือพระรามาธิราช พระราชโอรสของพระราเมศวรครองราชสมบัติสืบต่อมา แต่คงครองราชย์อยู่ไม่ได้นานวงศ์ชัยปราการก็หมดยุค

 

รัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระอินทราธิราช (ชร.) พระอนุชาขุนหลวงพะงั่ว

          ..๑๙๕๒ สมเด็จพระอินทราธิราช ก็ถอดพระยารามหรือพระรามาธิราช แล้วส่งพระรามาธิราชไปครองเมืองประทาคูจาม (พระอินทราธิราชนี้เป็นน้องชายขุนหลวงพะงั่วเดิม ชื่อ เจ้านครอินทร์)

          ..๑๙๖๘ สมเด็จพระอินทราธิราช สวรรคต

 

รัชกาลที่ ๘ พระบรมราชาที่ ๒ ชร. (พระเจ้าสามพระยา)

          .. ๑๙๖๘ พระอินทราธิราชสวรรคตแล้ว พระเจ้าสามพระยา พระราชโอรสเสวยราชสมบัติสืบต่อมา

          สำหรับ พระเจ้าสามพระยานี้มีพระเชษฐา ๒ องค์ คือ เจ้าอ้าย กับเจ้ายี่ ท่านเจ้าอ้ายเป็นเจ้าเมืองด่านที่สุพรรณบุรี ท่านเจ้ายี่เป็นเจ้าเมืองด่านที่เมืองสวรรคบุรี เมื่อทราบว่าพระราชบิดาป่วยก็เคลื่อนทัพเจ้าไปเพื่อเยี่ยมพระราชบิดา บังเอิญพระราชบิดาสวรรคตเกิดตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นกษัตริย์ ในที่สุดก็ชนช้างกัน (ช้างชนกันด้วยคนบนคอช้างก็ฟันพร้อมกันด้วย) ในที่สุดก็ตายด้วยกันแต่ช้างไม่ตาย พระเจ้าสามพระยาผู้เป็นคนที่ไม่ได้คิดว่าจะได้ครองสมบัติเพราะเป็นน้องคนสุดท้อง แต่เมื่อพระเจ้าพี่ทั้งสองมีความสามัคคีตายพร้อมกัน ก็เลยต้องเป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลคือกฎหมายสำหรับการครองราชย์มีอยู่

          เรื่องการเป็นพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของง่ายต้องมีบุญบารมีพอ ที่ผ่านมาแล้วเป็นตัวอย่างถ้าบุญบารมีไม่พอ แม้ว่าได้นั่งแป้นแล้วก็ยังถูกพวกยกลงจากแป้นบางรายก็ส่งไปเมืองผีเลย

          พระเจ้าสามพระยา ครองราชสมบัติแล้ว มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒

          ..๑๙๗๔ พระบรมราชาที่ ๒ ยกทัพไปตีเขมรได้ให้พระราชโอรสครองราชย์ที่เขมร ซึ่งต่อมาถูกวางยาพิษสวรรคตเขมรกลับแข็งเมืองใหม่ ย้ายเมืองหลวงจากนครธมไปตั้งเมืองหลวงที่พนมเปญ

          ..๑๙๘๑ ทรงเลิกล้มวงศ์พระร่วงสุโขทัย รวมเมืองต่าง ๆ ทางฝ่ายเหนือเข้ามาเป็นอาณาจักรเดียวกัน

          ..๑๙๘๕ ยกทัพไปตีเชียงใหม่ แต่ต้องเสด็จกลับเพราะทรงประชวรระหว่างทาง

          ..๑๙๘๗ ยกทัพไปตีเชียงใหม่อีกกวาดต้อนผู้คนได้แล้วยกทัพกลับ

          ..๑๙๙๙ พระบรมราชาธิราชที่ ๒ (พระเจ้าสามพระยา) สวรรคต

 

รัชกาลที่ ๙ พระบรมไตรโลกนารถ (ชร.)

          ..๑๙๙๙ เมื่อพระบรมราชาที่ ๒ (พระเจ้าสามพระยา) สวรรคตแล้ว พระราชโอรสมีพระนามว่า ราเมศวร เสวยราชสมบัติสืบต่อมามีพระนามว่า พระบรมไตรโลกนารถ (พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ ที่มีพระนามว่า ราเมศวร มี ๓ รัชกาล ๒ องค์ ถ้าถามว่ารัชกาลที่เท่าไรบ้างก็ต้องตอบว่า รัชกาลที่ ๒, ๕ และ ๙)

          ..๒๐๐๑ พระเจ้าเชียงใหม่ ตีซากังราวแต่ไม่สำเร็จ

          ..๒๐๐๓๓ เมืองมะละกาแข็งเมือง พระบรมไตรโลกนารถส่องกองทัพไปปราบแต่ปราบไม่ได้

          ..๒๐๐๔ เจ้าเมืองชะเลียง (เมืองศรีสัชนาลัย) หนีไปอยู่กับพระเจ้าเชียงใหม่แล้วตีสุโขทัยได้ พระบรมไตรโลกนารถจึงยกทัพไปตีเอาสุโขทัยกลับคืนมา

          ..๒๐๑๖ ยกทัพไปตีเชียงใหม่ พระอินทราชา พระราชโอรสสวรรคตในการสู้รบที่ลำปางจึงเสด็จกลับมาที่พิษณุโลก

          ..๒๐๑๗ ยกทัพไปตีเมืองเชียงชื่น มีชัยชนะ

          ..๒๐๑๘ กรุงศรีอยุธยากับลานนา มีไมตรีต่อกัน

          ..๒๐๑๙ เกิดศึกราชสมบัติในเมืองแยกกันเป็นสามพวก มีพระธรรมราชาพวกหนึ่ง และพระธรรมราชาขอให้ไทยไปช่วย พอกองทัพไทยไปถึงศึกสามพวกก็สงบ จึงตั้งให้พระธรรมราชาเป็นกษัตริย์

          ..๒๐๒๐ สร้างเมืองนครไทย

          ..๒๐๒๓ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถสวรรคต พระบรมราชา ราชโอรส เสวยราชสมบัติสืบต่อมา

 

พระบรมราชาที่ ๓ (ชร.)

          ..๒๐๓๒ พระบรมราชา เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดาทรงพระนามว่า พระบรมราชาที่ ๓

          ..๒๐๓๒ มอญตีเอาเมืองทวายไป จึงยกทัพไปตีทวายกลับคืนมา

          ..๒๐๓๔ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ สวรรคต พระอนุชาต่างพระมารดาครองราชสมบัติสืบต่อมา ทรงพระนามว่า พระรามาธิบดีที่ ๒

 

พระรามาธิบดีที่ ๒ (ชร.)

          ..๒๐๓๔ พระรามาธิบดีเสวยราชสมบัติ (องค์นี้สงสัยว่าพระมารดาจะเป็นพระญาติพระเจ้าอู่ทอง จึงมีพระนามเหมือนพระเจ้าอู่ทอง)

          ..๒๐๔๓ หล่อพระศรีสรรเพชร

          ..๒๐๕๐ พระยอดเมืองแก้ว เชียงใหม่ ยกทัพมารบกวนหัวเมืองฝ่ายเหนือ

          ..๒๐๕๑ เจ้าพระยาจันทราชา เมืองเขมรมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

          ..๒๐๕๒ พระยากลาโหม นำทัพไปตีลานนาได้แพร่ และน่าน

          ..๒๐๕๓ โปรตุเกสตีเมืองมะลาะกาได้ เมื่อทราบว่าอยู่ในความปกครองของไทย แม่ทัพจึงส่งทูตนำของมาถวายก็โปรดให้รับทูตเป็นอันดี

          ..๒๐๕๕ เจ้าพระยายศราชา โอรสพระศรีสุคนธบาท กษัตริย์เขมรหนีกบฏมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

          ..๒๐๕๘ ลานายกทัพมารุกรานสุโขทัย และกำแพงเพชรถึง ๒ ครั้ง จึงยกทัพไปตีลานนา ตีเมืองลำปางได้แล้วก็กลับตั้ง พระอาทิตย์วงศ์ เป็นพระบรมราชาปกครองพิษณุโลก

          ..๒๐๕๙ เจ้าพระยายศราชา และเจ้าพระยาจันทราชา ยกทัพไปตีเขมรมีชัยชนะ เจ้าพระยาจันทรราชา ยกทัพไปตีเขมรมีชัยชนะ เจ้าพระยาจันทราชาจึงยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์เขมรที่เมืองโพธิสัตว์

          ..๒๐๖๑ พระเจ้ามานูเอ็ล กษัตริย์เมืองโปรตุเกสส่งราชทูตมาเจริญราชไมตรี

          ..๒๐๗๒ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ สวรรคต

 

รัชกาลที่ ๑๒ พระบรมราชาที่ ๔ (อาทิตย์วงศ์) ชร.บวกชก.

          ..๒๐๗๒ พระอาทิตย์วงศ์ ราชโอรสเสวยราชสมบัติสืบต่อมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔

          ..๒๐๗๖ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ เป็นไข้ทรพิษสวรรคต

 

รัชกาล ๑๓ พระรัษฎากุมาร (ชร.)

          ..๒๐๗๖ พระรัษฎากร อายุ ๔ พรรษา (พรรษา คือ ปี) ครองราชสมบัติตามกฎมณเฑียรบาล

 

รัชกาลที่ ๑๔ พระชัยราชาธิราช (ชร.บวก ชก.)

          คำว่า บวก หมายถึง มารดาเป็นคนวงศ์นั้น

..๒๐๗๗ พระชัยราชา อนุชาสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ ปลดพระรัษฎากุมาร หลังจากครองสมบัติได้ ๕ เดือน แล้วขึ้นครองราชย์เองทรงพระนามว่า พระชัยราชาธิราช

..๒๐๘๑ พระเจ้าตะเบงชเวตี้ และ บุเรงนอง ตีเมืองเชียงตราน (ชาวบ้านเรียกว่าเมืองเชียงกราน) ได้ พระชัยราชาธิราชจึงยกทัพไปตีเมืองเชียงตรานกลับคืนมาได้ ชาวโปรตุเกสอาสาออกช่วยรบ ๑๒๐ คน

..๒๐๘๓ เจ้าพระยาจันทราชา ครองเขมรทั้งประเทศได้แล้ว ได้ช้างเผือก ๑ เชือก ทางไทยเตือนไปแล้วไม่ยอมนำมาถวาย พระชัยราชาธิราช จึงยกทัพไปตีแต่ทว่าแพ้เขมร เขมรเลยไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย (ใครเขาจะมาเป็นเมืองขึ้นได้เล่า เพราะเป็นคนขี้แพ้อย่างนั้น และสงครามนี้ก็หาเหตุผลไม่ได้ เขาได้ช้างก็ควรเป็นของเขา กลับมีหนังสือไปขู่จะเอา เมื่อเขาไม่ให้ ก็ยกทัพไปปล้น ใครเขาจะเคารพนับถือต่อไปอีก การแพ้สงครามคราวนี้ควรจะเรียกว่าแพ้เพราะสัตว์เดียรัจฉาน สงครามแย่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สมศักดิ์ศรี)

..๒๐๘๘ พระชัยราชาธิราช ยกทัพไปตีเชียงใหม่ เชียงใหม่ยอมอ่อนน้อมด้วยแต่ภายหลังจากนั้น ๒-๓ เดือน เชียงใหม่ก็แข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับไทย จึงยกทัพไปตีอีก คราวนี้เชียงใหม่ไม่แพ้แล้วรักษาเมืองไว้ได้ แต่เชียงใหม่ก็ไม่ชนะ เพราะเพียงแต่รักษาเมืองไม่ให้แตกเท่านั้น ทัพอยุธยาเห็นว่าเวลาเนิ่นช้าเกินไปเสบียงอาหารจะไม่พอก็ถอนกำลังกลับ แต่ในระหว่างทาง แวะเข้าชมสาวงามคือเมืองลำพูน ตีเมืองลำพูนได้ และยึดเอาเป็นเมืองขึ้น

..๒๐๘๙ พระชัยราชาธิราชสวรรคต

 

รัชกาลที่ ๑๕ พระแก้วฟ้า (ชร.) ครองราชสมบัติ

          ..๒๐๘๙ เมื่อพระชัยราชาธิราชสวรรคตแล้ว พระแก้วฟ้า พระราชโอรสอายุ ๑๑ พรรษา ครองราชสมบัติสืบมา (เอาองค์อายุน้อย ๆ ครองราชย์คราวใดก็เสร็จคราวนั้น คราวนี้ก็เสร็จอีกละครแบบนี้ไม่น่าจะทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่ทว่าถ้าไม่มีก็เกรงคนจะนินทา ก็ช่างท่านเถอะ)

          ..๒๐๙๑ ขุนวรวงศาธิราช สามีท้าวศรีสุดาจันทร์ มารดาพระแก้วฟ้า (พระแก้วฟ้านี้เคยอ่านหนังสือพบว่าบางทีท่านชอบเรียก พระยอดฟ้า) คบคิดกันปลงพระชนม์พระแก้วฟ้า

 

รัชกาลที่ ๑๑ ขุนวรวงศาธิราช

          ..๒๐๙๑ ขุนวรวงศาธิราช