โดย ส.ธ.
สารบัญ
คำปรารภ
ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง
อภินิหารพระพินิจอักษร
นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ
ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี
ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง
ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย
ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน)
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง
สมัยอยุธยา
บทส่งท้าย
เราจะเจอสงครามอาวุธไหม
พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑)
รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล

ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

          .. ๒๓๒๕ วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ ทำพิธียกเสาหลักเมือง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามพระราชวังกรุงธนบุรี

          วันจันทร์ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ทรงเถลิงราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

          .. ๒๓๒๖ โปรดให้ พระยานครสวรรค์ ยกทัพไปเกณฑ์ทัพเขมรไปตีทัพไซง่อน พระยาสวรรค์ตีทัพสะแดกแตกหลายครั้ง จับทหาร และอาวุธของญวนได้เป็นจำนวนมาก แต่คืนให้ญวนไป เพราะเห็นแก่สินบน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงสั่งให้ประหารชีวิตพระยานครสวรรค์กับพวกอีก ๑๒ คน

          .. ๒๓๒๗ ทรงให้ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ยกทัพเรือไปตีไซ่ง่อน แต่แพ้กลับมา

วันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ อาราธนา พระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในวัดพระศรี      รัตนศาสดาราม

          .. ๒๓๒๘ พระเจ้าประดุง กษัตริย์พม่า ยกทัพเข้ามา ๗ ทาง ทัพไทยตีพม่าแยกกลับไป และไทยยึดเมืองไทรบุรี กลันตัน ปัตตานี และตรังกานู อีกด้วย

.. ๒๓๒๙ พม่ายกทัพมา ทัพหลวงตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กษัตริย์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับสมเด็จพระราชวังบวรฯ ทรงยกทัพขึ้นไปทางไทรโยคตีทัพพม่าแตกไป ต่อมาพม่ายกทัพมาตีได้เมืองฝาง และสะสมเสบียงไว้ที่นั่น

.. ๒๓๓๐ พม่าส่งกองทัพมารังควานทางเมืองเหนือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้สมเด็จพระราชวังบวรฯ ยกทัพไปตีพม่าแตกไป ต่อมาทรงยกทัพไปตีทวาย เสบียงขาดจึงต้องยกทัพกลับมาก่อนที่ทวายจะแตก

.. ๒๓๓๑ ทรงโปรดให้ส่งเรือ และกระสุนดินดำไปช่วย องเชียงเสือ ทำศึกที่เมืองญวน องเชียงเสือมีชัยชนะตั้งตัวเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าน่ำก๊ก ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายเป็นประจำ ต่อมาทรงโปรดให้ทำสังคายนาพระไตรปิฏก ที่วัดพระศรีสรรเพชรศาสดาราม

.. ๒๓๓๔ การสังคายนาพระไตรปิฏกเสร็จเรียบร้อยทรงโปรดให้ พระยากลาโหม ยกทัพเรือไปปราบกบฏที่ปัตตานี

.. ๒๓๓๕ แขกเมืองเซี๊ยะยกทัพมาตีเมืองสงขลาได้ แต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ตีทัพแขกแตกหนีไป ต่อมาเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี ถวายความสวามิศักดิ์

.. ๒๓๓๖ พม่าจะมาตีทวาย ทวายเป็นกบฏต่อสู้ไทย กองทัพไทยถูกตีแตกกลับมา (ไม่รู้ว่าใครเป็นแม่ทัพ)

.. ๒๓๓๗ โปรดให้ นักองเอง (ซึ่งทรงชุบเลี้ยงมา) ออกไปเป็นกษัตริย์เขมร แต่ขอเมืองพระตะบอง และเสียมราฐ มาเป็นของไทย

.. ๒๓๓๘ พม่ายกทัพมาตีเชียงใหม่ กรมพระราชวังบวรฯ ยกทัพไปตีพม่าแตกกลับไป

.. ๒๓๓๙ เจ้ากรุงกัมพูชาตาย ทรงโปรดให้ เจ้าฟ้าทะละหะ รักษาราชการไว้

.. ๒๓๔๕ พระเจ้าน่ำก๊ก (องเชียงเสือ) ตีเมืองแว้ละตังเกี๋ยได้ ได้กราบบังคับทูลให้ทรงทราบ ต่อมาพม่ายกทัพ ๗ ทัพมาตีหัวเมืองต่าง ๆ ทางเหนือ สมเด็จพระราชวังบวรฯ ยกทัพขึ้นไปปราบ แต่เมื่อเดินทางไปยังไม่ถึงก็ทรงประชวรระหว่างระหว่างทางกรมพระราชวังหลังขึ้นไปแทนตีทัพพม่าแตกยับเยินไป

.. ๒๓๔๘ โปรดให้ทัพไทยหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยกไปตีหัวเมืองตะวันออกของแม่น้ำโขงได้ทั้งหมด ๕๒ เมือง

.. ๒๓๔๙ สมเด็จเจ้าฟ้าทะละหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองกัมพูชากราบถวายบังคับลาออกจากตำแหน่ง จึงโปรดให้ นักองจัน เป็น สมเด็จพระอุทัยราชาธิราช ครองกัมพูชา

.. ๒๓๕๑ มีข่าวว่าแขกสลัดจะตีสงขลาจึงโปรดให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุญนาก) ไปช่วยราชการที่สงขลา

.. ๒๓๕๒ สมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลก สวรรคต พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสวยราชสมบัติสืบต่อมา

 

รัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ราชโอรส)

พม่าเข้าตีเมืองภูเก็ตแล้วเผาเมือง ทัพเมืองหลวงไปช่วยไม่ทัน

.. ๒๓๖๒ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคต พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชสมบัติสืบต่อมา

 

รัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

.. ๒๓๗๒ เวียงจันทน์เข้มแข็ง ทัพไทยไปปราบสำเร็จ

.. ๒๓๙๔ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา) ครองราชสมบัติสืบมา

.. ๒๓๙๕ ทรงโปรดให้ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ยกทัพไปตีเชียงตุง แต่กองทัพกลับมาเพราะป่วยไข้และขาดเสบียงอาหาร

.. ๒๔๑๑ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ราชโอรส) ครองราชสมบัติสืบต่อมา

.. ๒๔๒๗ ทรงโปรดให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม) ยกทัพไปปราบจีนฮ่อที่รังควานหัวเมืองฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง

.. ๒๔๓๖ เกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส (ฝรั่งเศสโกง) ไทยต้องเสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทย แคว้นหัวพันทั้งห้าและทั้งหก ตลอดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด

.. ๒๔๕๓ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ราชโอรส) ครองราชสมบัติสืบต่อมา

.. ๒๔๖๐ ไทยร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑

.. ๒๔๖๘ สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา) ครองราชสมบัติสืบมา

.. ๒๔๗๕ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ (ทหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนจาก ราชาธิปไตย เป็น ประชาธิปไตย)

การปฏิวัติครั้งนั้นร่วมกันทำทั้งทหารและข้าราชการพลเรือน แต่เอาชื่อทหารออกหน้า หัวหน้าใหญ่ฝ่ายทหารที่ออกประกาศนามก็คือ ๑. ..พระยาพหลพลพยุหเสนา ๒. ..พระยาฤทธิอาคเนย์         . ..พระยาทรงสุรเดช ๔. ..พระประศาสตร์พิทยาพุทธ์

          .. ๒๔๗๖ เกิดกบฏ พระองค์เจ้าวรเดช ยกทัพมาจากนครราชสีมา รบกันไม่กี่วัน พลเอกพระองค์เจ้าวรเดช ก็ยกทัพกลับ และไปอินโดจีนของฝรั่งเศส

          .. ๒๔๗๗ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติ ขณะนั้นพระองค์ประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ พระราชนัดดา ทรงพระนามว่า อานันทมหิดล ครองราชสมบัติสืบต่อมา ตามคำทูลเชิญของคณะราษฎร์มี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า

          .. ๒๔๘๓ ไทยรบกับฝรั่งเศสดินแดนด้านอินโดจีน ขณะนั้นฝรั่งเศสถูกเยอรมันยึดประเทศเพราะรบแพ้เยอรมัน กำลังพลที่จะส่งมาช่วยรบที่อินโดจีนส่งมาหนุนได้ยาก ไทยเห็นว่าฝรั่งเศสเขี้ยวหลุดเล็บหายคือไม่มีกำลัง จึงตั้งท่าขอดินแดนที่เสียไปสมัยรัชกาลที่ ๕ คืน ฝรั่งเศสเกี่ยงจะให้เกาะกลางแม่น้ำโขงแทนไทยไม่ยอมเลยต้องรบกัน รบกันไม่นานไทยรุกได้เล็กน้อย ต่อมาญี่ปุ่นยกกำลังขึ้นยึดญวนแล้วยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย ในที่สุดไทยได้ดินแดนคืนเล็กน้อย แต่พอสงครามเอเชียบูรพาเลิก ไทยก็ต้องคืนดินแดนให้ฝรั่งเศสใหม่ เพราะไทยร่วมรบกับญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้ไทยก็ต้องแพ้ด้วย

          .. ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทยหลายจุด เพื่อตีมลายูและพม่า เพราะเป็นอาณานิคมเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และอังกฤษ

          .. ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปีนั้นไทยต้องคืนดินแดนที่ยึดได้จากฝรั่งเศสให้ฝรั่งเศสตามเดิม และยังคุยโก้ได้ว่าไทยเคยชนะฝรั่งเศส แม้แต่เพียงสองสามวันก็ถือว่าชนะ

          .. ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ถูกลอบปลงพระชนม์ที่พระที่นั่งบรมพิมาน สมเด็จพระอนุชาทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ครองราชสมบัติสืบต่อมา

          เรื่องบันทึกย่อก็ขอจบเพียงเท่านี้ ที่เขียนมาในที่นี้เพราะเห็นว่าย่อเป็นหัวข้อสั้น ๆ สะดวกแก่การจำ แต่ถ้ามีผิดพลาดที่ใดขอท่านครูบาอาจารย์ผู้สอนทั้งหลายจงช่วยกันแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนด้วยเพื่อเป็นประโยชน์แก่เด็กเล็ก ๆ ผู้เขียนขอขอบคุณท่านผู้รวบรวมมาลงพิมพ์ไว้ในหนังสือความรู้รอบตัว สำนักพิมพ์เกษมบรรณกิจ ขอท่านผู้รวบรวมทั้งหลายจงได้รับความขอบคุณจากผู้เขียนหนังสือนี้ทุกท่าน

เชื่อมรอยต่อสามสมัย

          . สมัยเชียงแสนต่อร่วมสุโขทัย

          . สมัยอู่ทองต่อร่วมสุโขทัย

          . สมัยอู่ทองต่อร่วมอยุธยา

          เขียนลงในเล่มนี้ท่านจะได้อ่านต่อไปทุกอย่างย่อสั้นทั้งหมด เอาเพียงพอรู้ได้ว่าเป็นมาอย่างไร พอคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ มีผู้เขียนให้อ่านกันอยู่แล้ว

..

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๐

 

นิทานประวัติศาสตร์

ตอน เชื่อม สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา

 

วันที่ ๑ ธันวาคม พ.. ๒๕๓๐

          วันนี้อาการทางร่างกายไม่ปกติเพราะป่วยมาแรมปีไม่รู้จะทำอะไรดี เลยเอาเรื่องนิทานโบราณมาเล่าเป็นนิทานแก้เด็กกลุ้มที่ต้องบอกวันที่ เดือน พ.. ไว้ก็เพราะว่า บางวันพอมีแรงเขียนได้ บางวันเขียนไม่ไหว จะได้จำไว้เป็น ไตรลักษณณญาณ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

          เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้เอาเป็นเรื่องที่แน่นอนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่คุยกันต่อ ๆ กันมาบ้าง ลอกจากหนังสือที่ พระบริหารเทพธานี เขียนไว้บ้าง และเอาตามความเห็นของผู้เขียนบ้างคงสะเปะสะปะน่าดู ตอนนี้ว่ากันตามหนังสือที่ท่านพระบริหารเทพธานีเขียนก่อน ท่านเขียนไว้ดังนี้ (ขอเอาช่วงที่ติดต่อกันเลย)

          เมื่อกษัตริย์เมืองสองพันบุรีสวรรคตลง (เมืองสองพันคือเมืองสุพรรณ) ขาดคนครองราชย์ จะเป็นเพราะหาคนสืบต่อไม่ได้หรือขัดข้องประการใดไม่มีใครทราบ (ตามหนังสือท่านว่า) ข่าวการว่างกษัตริย์ของเมืองสองพันบุรีเกิดรู้ไปถึง พระยาสร้อยหล้า ราชวงศ์กษัตริย์เชียงแสน วงศ์ชัยบุรี (ตอนนี้ขอแทรกนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจ กษัตริย์เมืองเชียงแสนนี้เดิมทีเดียวก็มีวงศ์เดียวคือ ท่านสิงหลวัติ์ ต่อมามีการสืบต่อการเป็นกษัตริย์ประมาณ ๓๔ รัชกาล จำนวนรัชกาลนี้อาจจำผิดพลาดได้เพราะไม่มีหนังสืออ่าน ความจำอาจเลอะเลือนไปก็ได้)

          รัชกาลสุดท้ายที่เป็นคนคนเดียวก็คือ พระเจ้าพังคราช ตอนแรก ต่อมาเมื่อขอมตีเชียงแสนได้ และพระเจ้าพรหมมหาราช นำกำลังกำจัดขอมได้แล้ว ได้ถวายประเทศแก่พระราชบิดา คือ พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพังคราชจึงตั้งเมืองขึ้นสี่เมืองเป็นเมืองเอกขนาดลูกหลวง แต่ละเมืองมีกำลังทหารเพื่อเอาไว้ช่วยเหลือกัน เมื่อมีศึกสงครามมารบกวน ฉะนั้นต่อมาก็กลายเป็น ราชวงศ์ แต่ละ     เวียง เวียงต่าง ๆ ที่พระเจ้าพังคราชตั้งขึ้น ๔ เมือง คือ

          . เมืองชัยบุรี ที่พระองค์ทรงประทับ และพระเจ้าทุกขิตต พระราชโอรสองค์ใหญ่ประทับอยู่ด้วย เวียงนี้ขอใช้อักษรย่อว่า ชบ. เพราะต่อไปเรื่องราชวงศ์นี้มีเรื่องราวที่ต้องการกล่าวถึงกันมาและมีถึง ๔ วงศ์ ต้องใช้อักษรย่อเพื่อความสะดวกในการเขียนหรือจดบันทึก

          . เวียงชัยปราการ เมืองนี้ พระเจ้าพรหมมหาราช ประทับอยู่ เวียงนี้ขอใช้อักษรย่อว่า ชก.

          . เวียงชัยนารายณ์ เมืองนี้พระเจ้าพังคราชให้พระญาติที่ไว้วางพระราชหฤทัยครองคือ พระยาเรือนแก้ว ตามที่พูด ๆ กัน มาท่านบอกว่า พระยาเรือนแก้ว เป็นน้อง พระเจ้าพังคราช เวียงนี้ใช้อักษรย่อว่า ชร.

          . เวียงพังคำ หรือเวียงสีทวง (เดิม) หรือเวียงที่พวกลิ้นอ่อนอย่างผู้เขียนชอบเรียกว่า เวียงสีทอง ตามแต่ลิ้นใครจะถนัดเรียกว่าอย่างไรก็แล้วกัน เวียงนี้ขอใช้อักษรย่อว่า พค. เวียงนี้ พระเจ้าพังคราชให้พระญาติที่ไว้วางใจได้มาครอง ลืมชื่อนึกไม่ออกว่าชื่ออะไร เล่าเรื่องกันตามหนังสือต่อไป

          เมื่อ พระยาสร้อยหล้า ทราบข่าวว่ากษัตริย์สองพันบุรีว่างลงพระยาสร้อยหล้าวงศ์กษัตริย์แห่งเวียงชัยนารายณ์กับพระเชษฐาราชโอรส พระเจ้าชัยศิริ แห่งเวียงชัยปราการซึ่งว่างงาน คือยังหางานในตำแหน่งกษัตริย์หรือหัวหน้าแคว้นทำไม่ได้ ท่านว่างงานจริง ๆ

          ตอนนี้ขอแทรกอีกนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจ เมื่อ พระเจ้าชัยศิริ แห่งเชียงแสนราชวงศ์ พระเจ้าพรหมมหาราช แห่งเวียงชัยปราการถูกข้าศึกตีหนีมา คงจะพาญาติและประชาชนมามาก เพราะข้าศึกเข้าครอบครองแล้วก็ไม่มีความสุข เมื่อมาก็มาพักที่ศรีสัชนาลัยก่อน เพราะเป็นเมืองของ พระนางประทุมเทวี อัครมเหสีของ พระเจ้าพรหมมหาราช ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองนี้จะเรียกว่าเมืองของแม่ก็ไม่ผิด เมื่อมาพักอยู่บ้านเมืองนี้เป็นบ้านมีเจ้าของ ก็ต้องอยู่เฉย ๆ ยุ่งนักไม่ควร ต่อมาพวกชัยบุรีมี ขุนบางกลางท่าว เป็นหัวหน้าสายที่หนึ่งและมี พ่อขุนผาเมือง สงสัยจะเป็นสายเวียงชัยบุรีเหมือนกันเป็นหัวหน้าสายที่สองร่วมกันสู้ขอม เมื่อขอมแพ้ก็ครองเมืองได้ ส่วนชัยนารายณ์ และชัยปราการยังหางานคือเมืองครองไม่ได้ก็อยู่ที่เมืองลูกหลวงก่อน

พอได้รับข่าวว่าจะมีงานทำก็เตรียมการเคลื่อนย้ายมาแบบขุนนางโจรคือมาในรูปสันติแต่มีกำลังพร้อมรบ ทหารแต่งในรูปพลเรือนแต่มีอาวุธพร้อม เป็นกำลังมากพอที่จะยึดเมืองใดเมืองหนึ่งได้เลยเคลื่อนกำลังขุนนางที่มีอาวุธพร้อมแต่พรางไว้ไม่ให้เห็น จัดขบวนแบบขบวนแห่ออกจากศรี สัชนาลัยมาเรื่อย ๆ แต่เร็ว เช้าตั้งกำลังพลที่เมืองสองพันบุรี เมื่อเห็นว่าภายในเมืองสงบไม่มีการเตรียมรับหรือเตรียมรุก เขาอยู่กันสบายอย่างเป็นสุข เหมือนไม่มีกองทัพมาติดเมือง แต่ที่แท้แล้วทัพที่มาก็ไม่มีรูปแบบเป็นกองทัพ เขาเห็นว่ามาตั้งโรงกางเต้นท์เฉย ๆ ก็ไม่มีใครสนใจ เมื่อเห็นว่าเขาสงบดีก็ลองขยับเข้าใกล้อีกหน่อย ย่องมาตั้งพลับพลาขึ้นที่ท้ายเมืองฝั่งใต้

          เมื่อชาวเมืองเห็นทาทางเป็นขุนนางสงบเรียบร้อยมีจริยาน่าเคารพ คิดว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ความจริงเขาก็คิดไม่ผิดเพราะทั้งสองท่านเป็นกษัตริย์พลัดบังลังก์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประชุมหารือกันลงมติเป็นเอกฉันท์ (ฉันท แปลว่า พอใจ) เมื่อพอใจกันทุกคนก็อัญเชิญท่านเป็นกษัตริย์ครองเมืองสองพันบุรี

          เมื่อพระยาสร้อยหล้า ได้เป็นกษัตริย์ครองเมืองสองพันบุรีแล้ว ต่อมาพระองค์เสด็จย้ายไปประทับที่เมืองอู่ทอง ยกเมืองอู่ทองขึ้นเป็นราชธานีจึงได้นามตามพงศาวดารว่า พระเจ้าอู่ทอง หรือพระยาอู่ทอง เป็นต้นราชวงศ์ชัยนารายณ์ ครองพระนครศรีอยุธยา เรื่องเมืองอยุธยานี้ สามวงศ์นี้ว่ากันสนุก คือ วงศ์เวียงชัยบุรี ชัยปราการ เวียงพังคำมีเฉพาะผู้หญิงเลยไม่ยุ่ง สามเวียง ถ้าเรียกเป็น ชัย ได้สามชัย คือ ชัยบุรี ชัยปราการ ชัยนารายณ์ สามชัยนี้เมื่อไม่มีข้าศึกมารบท่านก็ชัยกันเอง มึงชัยกู กูชัยมึง ฆ่าฟันกันเป็นปกติ โลกนี้เป็น อนิจจัง ไม่มีอะไรเที่ยง ทุกขัง ทุกข์ทุกวัน อนัตตา ในที่สุดก็ตายกันเรียบร้อย สำหรับชัยบุรีหรือชัยนารายณ์นี้ต้องคิดมาก เพราะอาจจะมีเชื้อสายอยู่ในปัจจุบันบ้างก็ได้ สำหรับชัยปราการนั้นถูกชัยเรียบไปในระยะตอนต้นอยุธยาไม่มีที่ชัยต่อไปอีก

          เมื่อ พระเจ้าอู่ทอง (สร้อยหล้า) เป็นราชวงศ์แห่งชัยนารายณ์มาเป็นกษัตริย์เมืองอู่ทองแล้ว ก็เปลี่ยนวงศ์ใหม่ตามความเหมาะสมเรียกว่า วงศ์สุพรรณ หรือ วงศ์สุพรรณภูมิ หรือ สุวรรณภูมิ พระเจ้าอู่ทอง (สร้อยหล้า) จึงยกพระเชษฐาองค์นี้ต่อไปมีพระนามว่า พระพนมทะเลศรีบวรเชษฐา เมื่อครองเมืองเพชรบุรีแล้ว

 

คณะเวียงพังคำ

          คราวที่พระเจ้าอู่ทอง (สร้อยหล้า) กับพระเชษฐา ทรงยกทัพมาที่เมืองสองพันบุรีนั้น กษัตริย์เวียงพังคำไม่ทราบว่าชื่ออะไร เพราะหาชื่อไม่พบ ซึ่งเป็นวงศ์ พระเจ้าพังคราช เหมือนกัน ทั้งสี่เวียงนี้เป็นวงศ์พระเจ้าพังคราชทั้งหมด ท่านได้ยกไพร่พลของท่านลงมาจากทางเหนือมาอยู่ภาคกลางปัจจุบัน แต่สมัยนั้นยังไม่เรียกว่าภาคกลางเรียกชื่อของสถานที่ สถานที่ที่ท่านมาอยู่นั้น ท่านเข้ามาพักกำลังพลอยู่ที่เมืองไตรตรึง เขตแคว้นสุวรรณภูมิ แคว้นเดียวกับเมืองเพชรบุรี (เมืองไตรตรึงนั้น ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันนี้ และในเขตอำเภอสวรรค์บุรีนี้ก็มีตำบลบ้านชื่อ แพรกศรีราชา และบ้านไตรตรึง)

เมืองเพชรบุรีมีอาณาเขตคลุมมาถึงสถานที่คณะเวียงพังคำมาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่นั่น สมัยนั้นที่ดินกว้างเพราะมีคนน้อยหาที่ตั้งเมืองกันสะดวก พระพนมทะเลศรีบวรเชษฐาครองมาถึงที่นี่ แต่เมื่อมีพระญาติมาตั้งเมืองที่ตรงนั้นก็อนุมัติให้เป็นเมืองอิสระไปเลยถือว่าเป็นเมืองหรือประเทศอีกประเทศหนึ่ง

 

พระพนมทะเลศรีขอลูกสาว

          ขออนุญาตกล่าวย้อนสักนิดหนึ่งคือว่า พระพนมทะเลศรีบวรเชษฐา นี้เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าศิริชัย ซึ่งเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าพรหมมหาราช เรียกว่า วงศ์เวียงชัยปราการ สำหรับท่านที่ยกกำลังพลมาเป็นวงศ์เวียงพังคำ วงศ์ท่านพังคราชเหมือนกัน

          เมื่อมาอยู่อย่างเป็นสุขในฐานะญาติสนิท และมีลูกสาวสวยพอที่จะเป็นลูกสะใภ้ได้ ท่านพนมทะเลศรีฯ ก็ขอลูกสาวท่านเวียงพังคำมาให้ลูกชายคือ พระพนมวัง ลูกสาวเจ้าเมืองใหม่นี้ชื่อ พระนางสะเดียง เมื่อลูกชายลูกสะใภ้แต่งงานกันพอมีความสุขตามประสงค์แล้ว ท่านพนมทะเลศรีฯ ก็ส่งลูกชายลูกสะใภ้ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช

         

เมืองอู่ทองถูกบีบ

          เมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองไตรตรึง มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะท่านเจ้าเมืองไตรตรึงมีแต่ลูกสาวและมีคนเดียวย่อมมีสิทธิ์ในการปกครองเมืองไตรตรึง เมื่อมาเป็นเกี่ยวดองกับเมืองเพชรบุรี และนครศรีธรรมราชก็เป็นเมืองลูกเขย ความสนิทสนมแน่นแฟ้นกันก็เกิดขึ้น เมืองเพชรบุรีและนครศรีธรรมราช อยู่ทางใต้ส่วนเมืองไตรตรึงหรือสรรค์บุรีอยู่เหนือ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเมืองเหมือนกับบีบเมืองอู่ทองให้เพลียลงและก็เพลียจริง ๆ อำนาจ และความรุ่งเรืองของเมืองอู่ทองซบเซาลงร่อยหรอลงทุกวัน แต่ก็เป็นพวกเดียวกันจึงไม่มีการรุกล้ำอาณาเขตหรือยกทัพรบราฆ่าฟันกันมีความเป็นอยู่อย่างสงบ

          ต่อมากษัตริย์เมืองไตรตรึง (คือแพรกศรีราชา) รัชกาลที่สองไม่มีลูกชายอีก มีแต่ลูกสาวเป็นเมืองดีมีเสน่ห์ มีลูกสาวสามารถเรียกลูกชายคนอื่นเอามาใช้งานได้ ได้คนเพิ่ม พระราชธิดาของกษัตริย์เมืองไตรตรึงหรือเมืองแพรกศรีราชานั้นชื่อ พระนางใส้สน ต่อมาพระนางใส้สนได้อภิเษกสมรสกับพระราชโอรสของพระพนมวัง มีพระนามว่า เจ้าศรีราชา เมื่อเป็นอย่างนี้พ่อกับแม่ก็เป็นคนเพชรบุรีและแพรกศรีราชา (ไตรตรึง) มารุ่นลูกก็ทับรูปเดิมแต่งงานในที่ที่เดียวกัน อย่างนี้เป็นญาติสนิทชิดแน่นปึ๋งเลย

 

รัชกาลที่ ๒ ของเมืองแพรกศรีราชามาครองลพบุรี

          เมื่อลูกสาวแต่งงานไปแล้วมีหน้าตาเสมอกันพ่อก็สบายใจเมื่อเห็นว่าสถานที่เมืองลพบุรีว่างผู้ปกครองด้วยกรณีใดก็ช่างเถอะนิทานไม่จำเป็นต้องค้นหาต้นปลายท่านจึงไปครองเมืองลพบุรี ท่านเสด็จมาครองลพบุรีประมาณ พ.. ๑๘๒๖ (ท่านพระบริหารฯ ท่านเขียนว่าอย่างนั้น) ต่อมาประมาณ พ.. ๑๙๑๖ กษัตริย์เมืองลพบุรี พ่อตาท่านเจ้าศรีราชา พ่อตัวของพระนางใส้สนก็สวรรคต (ตอนต่อไปนี้อ่านพยายามจำให้ดีเพราะจะได้รู้ว่า พระเจ้าอู่ทองอยุธยานั้น ใครทำให้เกิดและมีประวัติย่อมาอย่างไร)

          พระนางใส้สนนั้น เมื่อเป็นภรรยาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหรือในที่บางแห่งท่านเรียกว่า พระยานครศรีธรรมราช คือ เจ้าศรีราชา นั่นเอง เมื่อเป็นภรรยาเจ้าเมืองแล้ว ก็มีชื่อตามที่ตั้งกันตามความนิยม คือ พระนางจันเทวีศรีรัตนฉายา พระเมหสี พระยาศรีธรรมาโศกราช (เจ้าศรีราชา)

 

ใกล้เข้าเมืองอยุธยา

          พระยาศรีธรรมาโศกมหาราชทราบว่าพระพ่อตาสวรรคตจึงยกทัพมาตั้งที่เมืองเทพนครชัย   ศิริ เมื่อ พ.. ๑๘๒๖ ขอย้อนไปถึงแคว้นละโว้นิดหนึ่ง เมื่อท่านผู้ครองนครสวรรคต ลูกชายไม่มี มีแต่ลูกสาวซึ่งเป็นภรรยาพระยาศรีธรรมาโศกราช (เจ้าศรีราชา) พระราชสมบัติคือแผ่นดินก็ตกเป็นสมบัติของลูกสาวคือ พระนางใส้สน หรือพระนางจันเทวีศรีรัตนฉายา เมื่อพระยาศรีธรรมาโศกราชสร้างเมืองแล้ว ก็เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ และก็ครองเมืองละโว้คือลพบุรีด้วย เพื่อความเหมาะสมที่ย้ายสถานที่ใหม่ คำว่า พระยาศรีธรรมาโศกราช ไม่เหมาะแก่สถานที่

ถ้าใช้ชื่อนี้จะปกครองคนยาก เพราะชื่อบอกเฉพาะนครศรีธรรมราช จึงเห็นสมควรตั้งชื่อใหม่ เสนาบดี สมณ ชี พราหมณ์ และประชาชนบางคน ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง เขามักจะชอบอ้างว่าประชาชนต้องการ ความจริงประชาชนหากินตามปกติไม่รู้เรื่องการเมืองเลย แต่ท่านชอบอ้างก็เลยช่วยท่านอ้างนิดหนึ่งว่า การเปลี่ยนชื่อมีประชาชนร่วมด้วย ชื่อใหม่ที่เขาตั้งที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรชื่อ สมเด็จพระเอกาทศรถ (พระราชบิดาพระเจ้าอู่ทอง) แต่ชาวบ้านชอบเรียกว่า เจ้าศิริชัยเชียงแสน ทรงเป็นประมุขไทยแคว้นใต้ ซึ่งปลีกจากอำนาจสุโขทัยตั้งแต่สมัย พระมหาธรรมราชาที่ ๑

          สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทรงสร้างพระพุทธรูปไว้ที่วัดพะแนงเชิง ที่กราบไหว้กันอยู่ทุกวันนี้ ท่านว่าสร้างไว้ตั้งแต่ พ.. ๑๘๖๗ ถูกหรือไม่ถูกสุดแล้วแต่หนังสือจะพาไป ด้านการทหารก็ทรงปรับปรุงฝึกหัดได้เข้มแข็งมาก ในที่สุดท่านก็สามารถยึดเมืองทวาย เมืองตะนาวศรี ซึ่งเป็นดินแดนของเมืองอู่ทองเดิม แต่มอญแย่งไปเอากลับคืนมาได้