โดย ส.ธ.
สารบัญ
คำปรารภ
ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง
อภินิหารพระพินิจอักษร
นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ
ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี
ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง
ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย
ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน)
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง
สมัยอยุธยา
บทส่งท้าย
เราจะเจอสงครามอาวุธไหม
พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑)
รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล

ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้

ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง

เรื่องนี้ท่านครูสุวรรณท่านวินิจฉัยว่า พ่อท่านโกษาทั้งสอง คือโกษา (เหล็ก) โกษา (ปาน) ท่านบอกว่า เป็นลูกพระเจ้าปราสาททอง ท่านบอกว่าเรื่องสามีท่านบัวนี้หนังสือทุกเล่มอ้อมแอ้ม พูดไม่เต็มปาก มีเล่มหนึ่งเขียนแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า ท่านบัวมีภัสดา (สามี) เรียกสามีก็ไม่เรียก ใครเป็นสามีท่านบัวบอกไม่ได้ ใช้กล้อมแกล้มกลืนเอาเฉย ๆ ว่า ท่านบัว ท่านเรียก เจ้าครอกบัว เจ้าครอกอำภัย หลานพระเจ้าปราสาททองทำราชการในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองทั้งสองคนทำราชการอะไรก็ไม่บอก แต่คำว่า เจ้าครอก เขานิยมเรียกกันเฉพาะสนมเอกในสมัยนั้น เมื่อท่านทั้งสองถูกเรียกว่า เจ้าครอก ถ้าท่านไม่ใช่สนมเอกจะว่าท่านเป็นอะไร ถ้าเป็นสนมเอกเป็นสนมเอกของใคร ในเมื่อ พระเจ้าปราสาททอง เป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์เดียว

ทั้งหมดนี้เป็นคำปรารภของท่านครูสุวรรณ เมื่อท่านเล่านิทานประวัติศาสตร์ และท่านก็บอกต่อไปว่า เจ้าครอกอำภัย นี้เป็นวงศ์กษัตริย์วงศ์เดียวกับ ท่านบัว เพราะสืบเชื้อสายมาจาก พระนเรศวร พระเอกาทศรถ เหมือนกัน และท่านอำภัยก็ยังเป็นสนมเอก เป็นมารดา พระนารายณ์มหาราช ท่านครูสุวรรณท่านว่ามาอย่างนี้ ถูกหรือผิดผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ เรื่องความคิดเห็นสุดแล้วแต่ท่านจะคิด แต่ก็น่าจะคิดอย่างท่านครูสุวรรณท่านว่า พระมารดาพระนารายณ์ก็ไม่เคยเห็นใครพูดถึงว่าชื่อไร เรื่องนี้ยุติกันไว้เพียงเท่านี้ก่อน

 

พระนารายณ์มหาราช

เมื่อท่านบัวมีบุตรีเป็นคนที่สองรองจาก ท่านเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) บุตรีคนนี้คลอดก่อนพระนารายณ์ ๒ เดือน ต่อจากนั้นพระนารายณ์ก็คลอดจากครรภ์มารดาซึ่งเป็นสนมเอกที่หนังสือประวัติปกปิดเป็นพิเศษไม่ยอมบอกชื่อว่ามารดาเป็นใคร ท่านครูสุวรรณท่านแน่ใจว่ามารดาพระนารายณ์ก็คือท่านเจ้าครอกอำภัย เมื่อคลอดบุตรได้ ๙ วัน ท่านอำภัยก็ตาย พระเจ้าปราสาททอง จึงเอาพระนารายณ์มาให้ท่านบัวเลี้ยง เรียกท่านบัวว่า พระนม เพราะคลอดบุตรได้เพียง ๒ เดือน น้ำนมยังมีบริบูรณ์ เป็นคนวงศ์เดียวกัน ท่านบัวก็เลี้ยงและรักเหมือนลูก

ท่านกล่าวว่าพระนารายณ์มหาราชมีความเคารพท่านบัวเหมือนมารดา ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เมื่อพระนารายณ์เสวยราชสมบัติ ได้แต่งตั้งให้ท่านบัวเป็นพระองค์เจ้าที่เป็นมาแล้ว เมื่อต่างวงศ์กันก็ไม่ยอมรับนับถือว่าเป็นเจ้า เพราะล้มวงศ์ไปแล้วจึงต้องตั้งกันใหม่ และสร้างตำหนักให้ท่านบัวอยู่ที่ใกล้วัดดุสิตตารามทรงตรัสเรียกส่า เจ้าแม่วัดดุสิต

 

ภาระของเจ้าแม่วัดดุสิต (ท่านบัว)

เจ้าแม่วัดดุสิต มีบุตร ธิดา รวม ๓ คน คือ . ท่านเหล็ก (เจ้าพระยาโกษาธิบดี เหล็ก) . หญิงแจ่ม (ท้าวจุฬาลักษณ์) . ท่านปาน (เจ้าพระยาโกษาธิบดี ปาน) ท่านโกษาเหล็กแก่กว่าพระนารายณ์มหาราช ๒ ปี ท่านแจ่ม (ท้าวจุฬาลักษณ์) แก่กว่าพระนารายณ์ ๒ เดือน ท่านโกษาปานอ่อนกว่าพระนารายณ์ ๒ ปี

เป็นอันว่า เจ้าแม่วัดดุสิต (ท่านบัว) ต้องเลี้ยงเด็ก ๔ คน เป็นเด็กสำคัญพิเศษ ที่รับเลี้ยงคือ พระนารายณ์ หนึ่งองค์ การรับเลี้ยงลูกคนอื่นนี้ต้องระมัดระวังมากกว่าลูกตนเอง ถ้าลงโทษในฐานะที่ควรลงโทษเพราะทำผิด อาจจะถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งหรือริษยาก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น จึงรู้สึกหนักใจแทนท่านบัว

 

ลูกติดแม่

ตอนนี้มาเข้าเรื่องยุ่งอีก เกิดมีลูกติดแม่มาให้รับภาระอีกนั่นคือมีหญิงคนหนึ่ง ตามที่ท่านครูสุวรรณท่านเล่าให้ฟังว่าหญิงคนนี้เป็นลูกเจ๊ก เด็กของจีน หมายความว่าพ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นจีน ลูกออกมาก็เป็นเด็กเกิดในเมืองไทยร้อยเปอร์เซ็นต์อายุ ๒๐ ปี มีบุตรชายเล็ก ๆ ๑ คน สามีตาย สามีเป็นพระยา ซึ่งเป็นเพื่อนรักสนิทกันมากกับ พระยากลาโหม (พระยาสุริยวงศ์) เมื่อพระยากลาโหมยึดอำนาจก็ร่วมมือกันทำ ต่อมาก่อนที่ท่านพระยาคนนี้จะตาย ก็ฝากลูกฝากเมียกับอดีตท่านพระยากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง) ท่านก็รับภาระด้วยดี

เมื่อสามีตายแล้วท่านก็เมตตานำมาชุบเลี้ยงอย่างดี แต่ลูกชายที่ติดแม่มานั้นเป็นภาระธุระของ เจ้าแม่วัดดุสิต (ท่านบัว) ควบคุมดูแล เด็กชายคนนี้ต่อมามีนามว่า พระเพทราชา สำหรับแม่ของเด็ก อดีตท่านพระยากลาโหม (พระสุริยวงศ์) ก็เมตตาสงเคราะห์มิให้หงอยเหงา เพราะมีลูกหญิงแก้เหงา ๑ คน ชื่อว่า ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นสนมเอกของพระนารายณ์

 

พระเพทราชา

เมื่อพูดสั้น ๆ ก็คือ พระเพทราชา เป็นลูกของเพื่อนพระเจ้าปราสาททอง เพื่อนที่ร่วมยึดอำนาจ ก่อนตายขอให้พระเจ้าปราสาททองเลี้ยงดูอุปการะด้วย ท่านก็เมตตาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอันว่า พระเพทราชา เคยร่วมในความอุปการะของท่านเจ้าแม่วัดดุสิต ร่วมมากับ พระนารายณ์มหาราช และท่านโกษา (เหล็ก) โกษา (ปาน) เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ต่อมาพระเพทราชาก็กลายเป็นพี่เมีย (พระสนมเอก) ของพระนารายณ์ด้วยที่หากันไม่พบว่าพระเพทราชามาจากไหน ท่านครูสุวรรณท่านว่า มาตามนี้

 

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.. ๒๕๓๐

 

ลำดับตระกูล

เรื่องแทรกผ่านไปแล้ว ตอนนี้มาคุยกันถึงการเกิดของท่านพระอักษรสุนทร ต่อไป ท่านกล่าวว่า สมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ นายขุนทอง บุตรชายคนใหญ่ของเจ้าพระยาโกษาปาน (ในที่นี้ท่านครูสุวรรณท่านบอกว่าน่าจะเป็นเจ้าพระยาโกษาเหล็กมากกว่า แต่ทว่าท่านก็เล่ากันต่อ ๆ มาว่า เป็นบุตรชายท่านเจ้าพระยาโกษาปาน ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะให้ถือว่า สืบเนื่องมาจากท่านบัว (เจ้าแม่วัดดุสิต) และเป็นเชื้อสายมาจาก สมเด็จพระเอกกาทศรถก็เป็นอันใช้ได้ ไม่ควรจะมาทะเลากันเรื่องลูกของท่านโกษาใด)

 

นายขุนทอง

          บุตรชายของท่านพระยาโกษาธิบดี (ปาน) คนใหญ่ชื่อ นายขุนทอง เป็น พระยาวรวงศาธิราชสนิท มีบุตรชายคนใหญ่ชื่อ ทองคำ ต่อมานายทองคำได้เป็น จมื่นมหาสนิท รับราชการมานานพอสมควร

 

ย้ายมาอยู่บ้านสะแกตรัง (กรัง)

        พอถึงสมัยรัชกาล พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ วงศ์ตระกูลนี้ได้ย้ายสถานที่อยู่จากเมืองอยุธยามาตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกับหมู่ญาติที่บ้านสะแกตรัง จังหวัดอุทัยธานี ต่อมา ท่านจมื่นมหาสนิท (ทองคำ) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาราชนิกูล ท่านพระยาราชนิกูล มีบุตรชายคนใหญ่ชื่อ ทองดี ซึ่งเกิดที่บ้านสะแกตรัง คุณครูสุวรรณท่านบอกว่า ท่านทองดีนี้เกิดในเรือ ขณะนั้นเรือจอดอยู่ตรงหน้าบ้าน ท่านว่าท่านแม่ของท่านทองดีไปธุระ คือไปซื้ออาหารมาทำประจำวัน เวลานั้นไปเรือสะดวกกว่าเดินไปทางบก และท่านกำลังมีครรภ์แก่ใกล้จะคลอด เมื่อเรือจอดท่า คนรับใช้กำลังขนของที่ซื้อมาจะนำขึ้นบ้าน ท่านก็ปวดท้องจะคลอด เป็นการบังเอิญที่เด็กในครรภ์คลอดง่าย ท่านไม่ทันจะขึ้นบ้านเด็กก็คลอด เมื่อคลอดแล้วก็พาท่านขึ้นบนบ้าน เรือที่ท่านคลอดเป็นเรือประเภทขุด แต่มีความกว้างมาก ไม่ใช่เรือมาด หัวเรือเป็นประเภทเรือพายม้า

 

ท่านทองดีไปอยู่อยุธยา

เมื่อท่านทองดีเจริญวัย คือ โตเป็นหนุ่มและมีความรู้พอที่จะรับราชการได้ ท่านได้ย้ายตัวท่านเองเข้าไปอยู่พระนครศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกำแพงเมือง ที่ตำบลป่าตอง ใกล้วัดบรมพุทธาราม (วัดกระเบื้องเคลือบ) ซึ่งเป็นวัดของสมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างขึ้นที่บ้านเดิม

 

เป็นพระอักษรสุนทร

ต่อมา ท่านทองดี ก็แต่งงานกับ ท่านดาวเรือง สาวตระกูลจีนเศรษฐีที่บ้านจีน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาท่านย้ายไปอยู่ที่ตำบลหลังป้อมเพชรไพโรจน์ สมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ถึงรัชกาลสมเด็จพระสุริยาศน์อัมรินทร์ ในระหว่างนี้ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระอักษรสุนทรตลอดมา งานของท่านคุณพระอักษรสุนทรมักคุ้นกับฝ่ายเหนือดีมาก เพราะต้องติดต่อประสานงานกันเป็นปกติ

บุตรและธิดาของท่านคุณพระอักษรสุนทร

คุณพระอักษรสุนทรมีบุตรและธิดากับท่านดาวเรือง ๕ คน เป็นหญิง ๓ คน ชาย ๒ คน คือ

          คนที่หนึ่งเป็นหญิง ชื่อ สา ต่อมาได้เป็น กรมพระเทพสุดาวดี (ตำหนักเขียว)

คนที่สองเป็นชาย ไม่ปรากฏชื่อ ต่อมาเป็น รามณรงค์ (ตั้งชื่อแต่ไม่มีตัวตน) เพราะมรณะตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา

          คนที่สามเป็นหญิง ชื่อ แก้ว ได้เป็น กรมพระศรีสุดารักษ์ (ตำหนักแดง)

          คนที่สี่เป็นชาย ชื่อ ด้วง หรือ ทองด้วง คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

          คนที่ห้าเป็นชาย ชื่อ บุญมา เป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

          ครั้นเมื่อท่านดาวเรืองมรณภาพแล้ว ท่านทองดีก็แต่งงานกับน้องสาวท่านดาวเรือง และก็มีธิดาคือลูกสาวกับภรรยาคนใหม่อีก

          (ท่านครูสุวรรณท่านบอกว่า ความจริงพระอักษรสุนทรนี้มีภรรยาต่อจากน้องสาวท่านดาวเรืองอีกหนึ่งคน แต่คงจะเป็นภรรยาที่ได้กันเมื่อย้ายไปอยู่ทางเหนือ เพราะเป็นธรรมดาของคนที่มีวาสนาบารมีต้องมีภรรยาเพื่อประดับบารมี หรือมิฉะนั้นก็เพราะอาศัยที่มีบารมีจึงมีสตรีมาพึ่งบารมีเลือกพูดเอาตามใจชอบก็แล้วกัน รวมแล้วท่านมีภรรยา ๓ คน เข้ากับคติโบราณพอดี ที่ท่านกล่าวว่า มีเมียสองต้องห้าม ถ้ามีเมียสามดีแล)

 

หนีพม่าไปอยู่เมืองเหนือ

          เมื่อพม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาคราวนั้น ความทุกข์ระทมมีแก่คนทุกคนทั้งใน และนอกตัวเมือง คนที่อยู่ภายนอกก็ต้องหนีซุกซนไปตามแต่จะเห็นว่าปลอดภัย ทหารพม่ามากมายเต็มทุ่งเต็มเมือง พม่าเขาไม่เคยปรานีไทย เพราะพม่าต้องการทำลายไทยทั้งชาติให้เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก (ท่านครูสุวรรณท่านใช้ศัพท์โบราณ) คำว่า สิ้นไร้ไม้ตอก หมายความว่า ไม่ให้มีอะไรเหลือเลย เขาต้องการอะไรต้องได้ ต้องการคนต้องได้คน หญิงโสดหรือหญิงมีสามีแล้วไม่มีความสำคัญ ถ้าฉันต้องการต้องได้ ขัดขืนหรือ? นั่นหมายถึงถูกทรมานอย่างหนักหรือมิฉะนั้นก็ตาย ผู้ชายถ้าฉันต้องการใช้งานอะไรต้องทำได้

          เรื่องความเมตตาปรานีไม่ต้องพูดกัน ใช้เกินกว่าทาสเสียอีก ทรัพย์สินข้าวปลาอาหารพม่ายึดเรียบ ไทยจะมีกินหรือไม่มีกิน พม่าไม่มีทุกข์ ทหารพม่ามาก พม่าต้องทำนาเพื่อเป็นเสบียงกองทัพ คนที่รับใช้ทำนาให้ก็คือ คนไทยที่อยู่ภายนอกกำแพงเมือง คนที่รับใช้ทำนาให้ก็คือ คนไทยที่อยู่ภายนอกกำแพงเมือง ใครมีช้างมีม้าเขาก็เอามาเพื่อใช้ในสงคราม ใครมีวัวควายเขาก็เอามาเป็นอาหาร ผู้หญิงมีภัยมาก เมื่อเขาเห็นหญิงดูเหมือนเห็นอาหารอันโอชะ ข่มนี่ข่มขืนเอาตามความพอใจ

          สมัยนั้นหญิงเขาไว้ผมยาวประบ่า บางพวกก็เกล้าผมมวยเสื้อนิยมใช้น้อยนิยมใช้ผ้าแถบห่มกลางตัวบ้าง ถ้าเป็นคนมีสามีและมีบุตรแล้วนิยมห่มผ้าแถบไขว้สองบ่า เมื่อภัยจากพม่ามีมากขึ้น เพื่อให้ภัยจากพม่าลดน้อยลงหญิงจึงเอาผมไว้เหมือนชาย สมัยนั้นชายนิยมผมหลักแจว และทรงดอกกระทุ่ม หญิงจึงเอาไว้ผมเหมือนชาย เสื้อที่ใส่นิยมเสื้อคอกลม ส่วนชายนอกเมืองไม่ใคร่นิยมใส่เสื้อ ใช้ผ้าขาวม้าติดตัว คาดพุงบ้าง โพกศีรษะบ้าง แต่ที่ใส่เสื้อก็มีสุดแล้วแต่ความพอใจ เสื้อที่นิยมใส่สมัยสงครามติดเมือง ชายชอบใส่เสื้อคอกลมเพราะตัดเย็บง่าย

สมัยนั้นหาผ้ายากส่วนใหญ่หญิงจะทอผ้าใช้เอง ชายก็ใช้ผ้าที่แม่บ้านทอให้ ผ้านุ่งนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนหญิงนุ่งผ้าถุง เมื่อภัยมีมากเพราะพม่าข่มเหงรังแก หญิงก็แต่งเหมือนชายเอาไว้ผมเหมือนชาย ต่างคนต่างก็พยายามหนีให้พ้นจากสายตาที่พม่าจะเห็นตัว ทรัพย์สินที่จะนำติดตัวก็เอาไปได้ยากได้รับความลำบากสุดแสนที่จะพรรณนา

 

พวกที่อยู่นอกกำแพงเมือง

          เมื่อกองทัพพม่าเคลื่อนเข้ามา ทางราชการก็ให้เกณฑ์คนเข้ามาอยู่ในเมือง นำทรัพย์สินข้าวปลาอาหารที่มีอยู่ทั้งหมดเอามาด้วย มารวมกันอยู่ในเมือง ชายที่มีวัยพอจะทำสงครามได้ก็ฝึกวิชาทหาร คนที่รบไม่ไหวก็ช่วยงานอย่างอื่น ส่วนใหญ่เป็นพวกพลาธิการหาอาหารและทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ข้าวปลาอาหารทางราชการมีไว้เพียงพอ คนทั้งหมดกินได้ประมาณหนึ่งปีเศษ ถ้าข้าศึกล้อมเมืองเพียงหนึ่งปีมีข้าวพอกินได้ พม่าล้อมเมืองสองปีเศษข้าวไม่พอกิน สำหรับทหารต้องอิ่มเพราะต้องรบ ชาวบ้านหิวหน้าเหลืองไปตาม ๆ กัน

แต่กับข้าวนี่สิเอาอะไรกินกัน คนนับหมื่นนับพันมาอยู่รวมกันในที่เดียวที่ทำมาหากินภายนอกตัวเมืองก็ออกไปหากินยาก เพราะพม่าคอยรังควาน (รบกวน) หาปลาได้มา พม่าเห็นเข้าพม่าก็เอาไปดีไม่ดีทำร้ายร่างกายเอาเสียด้วย เขาทำร้ายคนไทยได้ตามแต่เขาจะเห็นชอบ เรื่องโทษนั้นไม่มี เพราะเจ้านายที่คุมทัพมาต้องการให้ไทยหมดไปจากโลกนี้ ความปรานีจึงไม่ต้องพูดกัน

 

ปันส่วนอาหาร

เรื่องอาหารของทหารมีความจำเป็นมาก ทหารถ้าหิวก็รบไม่ไหว ฉะนั้นทหารต้องอิ่มเป็นปกติ ข้าวนั้นอิ่มแน่ แต่กับข้าวห้ามเลือก ของแห้งของเค็มมีเป็นปกติธรรมดา สำหรับพลเรือนต้องปันส่วนข้าว กินเพียงแต่พอเดินไหว ไม่มีใครบ่นว่าใคร เพราะทราบอยู่แก่ใจว่าพม่าล้อมเมือง ทุกคนคิดอย่างเดียวว่าถ้าพม่าเข้าเมืองได้เมื่อไร ก็คงตายเมื่อนั้น

 

มีทหารบาดเจ็บให้ดูทุกวัน

สงครามไม่มีคำว่าเมตตาปรานี การปะทะกันด้วยอาวุธสั้นคือมีด หอก แหลน หลาว มีให้เห็นเลือดทุกวัน และศพทหารที่ตายให้ดูก็ดี คนที่ป่วยตายให้ดูก็ดี มีเป็นปกติ หยูกยาก็หายากป่วยไข้ไม่สบายรักษากันตามยถากรรม แต่คนที่ไม่มีความเมตตาก็มี เอารัดเอาเปรียบกันมีมาก น่าเวทนา ทหารหรือชาวบ้านข้าราชการหรือพลเรือนที่ไม่ได้ออกรบ อยู่กับบ้านหรือที่พักตายฟรีก็มีมาก นั่นคือลูกกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึกที่ยิงถล่มเข้ามาในกรุง ความทุกข์ความระทมพรรณนาเท่าไรก็ไม่ครบ ท่านครูสุวรรณท่านพูดเหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์นั้นท่านพูดไปน้ำตาท่านก็ซึมไปท่านบอกว่าเวลานั้นพ่อแม่พี่น้องต้องพลัดพรากกัน มันทุกข์ระทมแสนที่จะพรรณนาได้

ท่านเล่าต่อไปว่า ท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ท่านคุณพระอักษรสุนทร เมื่อพม่าเข้ากรุงได้พม่าเผาดะไม่ว่าอะไร ฆ่าปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน ชาววัด พระราชวัง ตามชอบใจ ท่านก็พาลูกเล็กหนีภัยซุกซ่อนตามสุมทุมพุ่มไม้ และในที่ที่พอจะเห็นว่าปลอดภัย ต่อมาพบเรือมาดขนาดย่อมลำหนึ่งมีประทุนมีพายสองเล่มท่านจึงชวนภรรยาลงเรือ เอาลูกชายคนเล็กอายุ ๗ ปี ไปด้วยหนึ่งคน ส่วนลูกคนโตนอกนั้นหนีไปอยู่ที่วัดอัมพวาหมดแล้ว ท่านภรรยาและบุตรชายคนเล็กอายุ ๗ ปีเท่านั้นที่อยู่อยุธยา

เมื่อได้เรือก็พายเรือออกจากท่า ภายในไม่มีสมบัติ ท่านพายเรือไปในที่ที่คิดว่าปลอดภัยจากพม่า ทหารพม่าเห็นว่าเป็นคนแก่ และไม่มีทรัพย์สินจึงปล่อยให้ไปสะดวก เมื่ออาหารที่เป็นทุนไม่มีมาก็ต้องใช้ผักที่พอจะกินได้หุงต้มเอาตามภาษายากต้องหาปลาหาหอย หาหอยง่ายกว่าปลา เพราะว่าหอยไม่ว่ายน้ำหนีกินพอประทังชีวิต พายเรือไปอย่างไม่มีความหมายไปไหนถ้ามีใครถามอย่างนี้ก็ต้องตอบว่า “ไม่รู้” พักแรมร่อนแร่มาหลายวันก็ถึงเมืองชัยนาท ในที่สุดก็แวะเข้าบ้านเดิมคือบ้านสะแกตรัง

พอถึงบ้าน เพื่อนบ้านเดิมจำไม่ได้ เธอถามคำแรกว่า ลุงมาจากไหน เมื่อท่านอธิบายให้ฟังก็เข้าใจกัน ที่เขาต้องถามก็เพราะตรากตรำมาอย่างนั้น ข้าวปลาก็อดไม่กินตามเวลาห่วงแต่ลูกว่ามีความสำคัญมากกว่า เกรงว่าลูกจะตายเพราะความหิว ความรักในลูกของพ่อแม่ท่านรักลูกมากกว่าตัวเองอย่างนี้

 

บุญช่วย

มาอยู่ที่บ้านเดิมไม่นานนัก ก็ปรากฏว่า ท่านเรือง (พระฝาง) ยึดการปกครองฝ่ายเหนือ คุมกำลังมายึดพิษณุโลก และมีการส่งคนมายึดชัยนาท ตอนนั้นเขาก็หาคนที่มีวิชาความรู้ เมื่อเขาทราบว่าท่านคุณพระอักษรสุนทรอดีตเป็นข้าราชการเป็นเสมียนตรา จึงชักชวนให้ไปรับราชการอยู่ด้วยกัน ท่านคุณพระพร้อมด้วยญาติตอนนี้ก็ลืมตาอ้าปากได้ เมื่อรับราชการอยู่ไม่นานไม่เกินสามเดือน ท่านพระฝางก็ให้บรรดาศักดิ์เป็นที่ พระพินิจอักษร เพราะท่านมีหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือราชการแก่ข้าราชการ

เวลาล่วงมาประมาณปีเศษ อาศัยที่คุณพระพินิจอักษรเป็นคนฉลาดมีความสามารถ พระยาพิษณุโลก (คือท่านเรืองพระฝาง) ท่านก็ให้บรรดาศักดิ์สูงสุดเป็น เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ต่อมาเมื่อพระเจ้าตากสิน และสองลูกรักยกทัพไปปราบสถานที่ต่าง ๆ พระเจ้าตากสินก็สามารถปราบพระฝางลงได้ เมื่อเจ้านายหมดวาสนาบารมี ท่านก็พาภรรยา และบุตรธิดาไปอยู่ข้างเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือ อยู่อย่างคนแก่ชอบสงบ จะเข้าไปกรุงธนบุรีในฐานะที่ท่านเป็นข้าราชการฝ่ายเหนือก็เกรงลูกจะลำบากใจ จึงอยู่ในที่สงัด ไม่นานนักท่านก็มรณภาพเพราะไข้ เมื่อภรรยาและบุตรทำฌาปนกิจศพแล้วก็พาลูกที่มีอยู่ไปให้พี่ ๆ ที่กรุงธนบุรี เรื่องของท่านผู้เป็นต้นวงศ์จักรีก็หมดเพียงเท่านี้ ต่อไปก็ขอต่อหัวข้อสั้น ๆ ควรจำของธนบุรี และกรุงเทพฯ เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแต่จะนึกออก

 

บุตรและหลานท่านเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์

ก่อนจะละจากตอนนี้ ขอย้อนถอยหลังมาหาเรื่องความเป็นมาในครอบครัว ของท่านเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สักเล็กน้อย จะได้ทราบว่าภรรยาท่านจริง ๆ มีกี่คน บุตรกี่คน หลานกี่คน ทั้งบุตร และหลานมีบุญวาสนามีขนาดไหนมีความดีเพื่อชาติอย่างไร ขอกล่าวพอเป็นเค้าเพื่อพิจารณา

 

บุตรและธิดา

บุตรของท่านมีห้าคน เป็นชายสองเป็นหญิงสาม (ขอเอามารวมไว้ในที่นี้เพื่อสะดวกในการจำ)

คนที่หนึ่งชื่อ สา ต่อมาได้เป็น กรมพระเทพสุดาวดี (ตำหนักเขียว) สมรสกับพระอินทรักษา (เสน) บุตรพระยากลาโหมราชเสนา มีบุตรด้วยกัน ๔ คน คนที่หนึ่งชื่อ ทองอิน ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น กรมพระราชวังหลัง ในรัชกาลที่ ๑  คนที่สองชื่อ บุญเมือง ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น กรมหลวงธิเบศร์บดินทร์ คนที่สาม ชื่อ ทองจีน (เป็นชาย คนนี้ต้องบอกเพศเพราะชื่อคล้ายหญิง) ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น กรมหลวงนรินทร์รณเรศ คนที่สี่ชื่อ ทองคำ เป็น หญิง ต่อมาได้เป็น เจ้าฟ้าทองคำ

คนที่สองบุตรชายท่านเจ้าพระยาคนนี้ไม่ปรากฏพระนามแน่นอน เพราะมรณภาพเสียตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังทรงตั้งให้เป็น รามณรงค์ และทำงานรามณรงค์มีบุตรชายคนหนึ่งต่อมาได้เป็น พระองค์เจ้าจำปี

คนที่สามเป็นหญิง ชื่อ แก้ว ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น กรมพระศรีสุดารักษ์ (ตำหนักแดง) สมรสกับ ท่านเจ้าขลัวเงิน เจ้าขลัวเงิน เป็นบุตรจีนเศรษฐี อยู่ริมวัดพะแนงเชิง (โบราณแท้ท่านเรียกวัดนี้ว่า วัดพระนางเชิญ) มีบุตรด้วยกัน ๖ คน คือ คนที่หนึ่งชื่อ ต้น ได้เป็น กรมหลวงเทพหริรักษ์ คนที่สองเป็นหญิงชื่อไม่ปรากฏ แต่ชอบเรียกกันว่า เจ้าฟ้าเสียจริต (เขียนตามหนังสือพระบริหารเทพธานี) คนที่สามชื่อ แดง ตายแต่ยังเล็ก คนที่สี่เป็นหญิงชื่อ บุญรอด ได้เป็น เจ้าฟ้าบุญรอด คนที่ห้าชื่อ จุ้ย ได้เป็น กรมหลวงพิทักษ์มนตรี คนที่หก ชื่อ เกษม ได้เป็น กรมขุนอิศรานุรักษ์

คนที่สี่เป็นชาย ชื่อ ด้วง หรือ ทองด้วง คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

          คนที่ห้า ชื่อ บุญมา คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

          ตามหนังสือท่านบอกว่าหมดบุตร และธิดาจากภรรยาคนที่หนึ่ง ต่อไปก็เป็นบุตรเกิดจากภรรยาคนที่สอง คือน้องสาวท่านดาวเรือง ในหนังสือท่านไม่บอกชื่อ ในที่นี้เลยไม่บอกเหมือนท่าน เพราะไม่รู้ว่าชื่ออะไรเหมือนกัน ภรรยาของท่านเจ้าพระยาคนที่สองนี้มีบุตรคนเดียว ชื่อ กุ ไม่รู้เป็นหญิงหรือชาย น่ากลัวจะเป็นหญิง เพราะพระนามท่านในฐานะเจ้าต่างกรมอย่างนี้ คือ กรมหลวงนรินทร์เทวี

          หมายเหตุ ภรรยาท่านเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ที่สองนี้ หนังบางเล่มท่านบอกว่าชื่อ สุวรรณ บุตรเกิดจากภรรยาคนที่สามมีหนึ่งคนชื่อ ลา เป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา พระมารดาชื่อ บุญมา

          หมายเหตุ ความเป็นมาเนื่องจากท่านทองดีมีมาตามหนังสือ และความเห็นหลายท่านเอาเข้ามารวมกันไว้ในที่นี้ ก็ขอยุติไว้ เพียงเท่านี้

          ต่อไปนี้ก็เป็นการนำเอาประวัติย่อสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์มาเขียนสั้น ๆ ตามแบบฉบับนักเรียนจดบันทึกจำมาเขียนไว้ เพื่อสะดวกแก่ท่านที่สนใจแต่ไม่ขอยืนยันว่าถูกต้องทั้งหมด เพราะเอาจากบันทึกของแต่ละท่านมารวมกันอีก อาจจะผิดก็ได้ ขอบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายถ้าเห็นว่าขาด เกิน ผิด ตก ตรงไหน โปรดช่วยกันแก้ไขให้ถูกต้องด้วย ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์