|
โดย ส.ธ. สารบัญ คำปรารภ ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง อภินิหารพระพินิจอักษร นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน) พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง สมัยอยุธยา บทส่งท้าย เราจะเจอสงครามอาวุธไหม พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑) รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้ |
อภินิหารพระพินิจอักษร
เป็นธรรมดาของผู้เขียน
เมื่อคุยกับผี จะเป็นผีระดับไหนก็ตาม ผีมีหลายระดับคือ นรก เปรต อสุรกาย สัมภเวสี
ภูมิเทวดา อากาศเทวดา พรหม ทั้งหมดนี้เรายกยอดเรียกผีเหมือนกันหมด
เพราะไม่สามารถเห็นเขาได้ตามปกติ เมื่อเขาต้องการให้เห็นเราจึงเห็น
สำหรับท่านทองดีนี้ท่านบอกว่าท่านเป็นพรหมชั้นที่เจ็ด ผิดหรือถูกเป็นเรื่องของท่าน
ท่านว่ามายังไงก็พูดไปตามนั้น เมื่อท่านจะกลับก็ได้ถามท่านว่า
ท่านมาอย่างนี้ และขอร้องตามนี้ผู้เขียนไม่ขัดข้อง แต่อยากจะขอเหตุผลสักหน่อยว่า
ถ้าท่านเป็นทองดีจริง
ขออะไรสักอย่างหนึ่งที่ท่านจะบอกหรือแสดงก็ได้เป็นหลักฐานควรเชื่อถือได้ ท่านถามว่า
ไม่ไว้ใจท่านหรือ ก็เรียนท่านว่า
ไว้ใจ
แต่ขอไว้เพื่อความมั่นใจ ท่านบอกว่า
วันพรุ่งนี้บ้านทางโน้น
(ท่านชี้ไปทางที่ท่านบอกว่าบ้านท่านเคยตั้งที่นั่น) เขาจะรื้อบ้าน
เขาจะได้เงินกลม ถ้าเขาได้เงินกลมจริง ก็เป็นการยอมรับว่าผมคือ ทองดี จริง อีกข้อหนึ่งที่ท่านบอก
คือ ต่อจากนี้ไปไม่เกิน
๑ เดือน ทองคำที่ตระกูลผมฝังไว้ใกล้พระอุโบสถจะเลื่อนเข้ามาใต้กุฏิที่คุณอยู่
จะมีเสียงดังจากทองเลื่อนมาได้ยินชัดเจนมาก
ถ้ามีเสียงทองเลื่อนจริงก็เป็นเครื่องยอมรับว่าผมคือ ทองดี จริง วันรุ่งขึ้นก็มีคนนำเงินกลมาให้
๑๐ กว่าอัน ผู้ให้บอกว่า เจ้าของบ้านเขารื้อบ้านเขาขุดดินลงไปเพื่อเอาเรือนขึ้น
เมื่อนำเสาขึ้นมาแล้ว พบเงินกลมหนึ่งไห เจ้าของให้นำมาถวาย เมื่อรับเงินกลม
และฟังคำบอกเล่าก็นึกในใจว่า ท่านที่พบตอนกลางคืนคือ ท่านทองดี แน่
รู้สึกเคารพในความดีของท่าน และการได้เงินกลมเป็นการยอมรับถ้อยคำที่ท่านบอกเล่าไว้ทั้งหมดว่าเป็นความจริง ต่อมาอีกไม่ถึงครึ่งเดือน
คืนวันนั้นมีคนมาร่วมเจริญกรรมฐานกันมากเต็มสถานที่
เมื่อทุกคนกำลังเจริญกรรมฐานก็ได้ยินเสียงครืดใต้ดิน ได้ยินถนัดมาก
เสียงนั้นเลื่อนใกล้เข้ามา พอถึงกลางตึกเสียงก็เงียบ เมื่อเลิกกรรมฐานแล้วต่างคนต่างก็ไปดูสถานที่ที่เริ่มมีเสียงก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ
พระท่านถามผู้เขียนว่าเสียงอะไรครับ ก็ไม่กล้าตอบท่าน เพียงแต่ยิ้มเฉย ๆ รุ่งเช้า
นายดาบตระกูล เปาริก เธอออกไปดูอีก เห็นดินยุบลงนิดหน่อย แต่เป็นบริเวณกว้าง
เธอเอาเหล็กแทงลงไป ปรากฏว่าจมเส้นเหล็กแล้วยังไม่ถึงก้นหลุม ทั้งหมดนี้จัดเป็นอภินิหารของท่านได้
ต่อมาเมื่อสร้างอาคารคือโรงพยาบาลแม่และเด็กแล้ว จึงสร้างรูปท่านตามที่เห็นภาพ
ปรากฏว่าอภินิหารรูปของท่านก็คือ
คนไข้ที่รักษาโรคมาจากที่อื่นแล้วไม่หายก็รักษาหายได้
ถ้าคนไข้คนไหนไปจุดธูปบูชาท่าน ขณะที่มารักษาคนไข้คนนั้นโรคหายเร็วมาก
เป็นที่ยอมรับนับถือจากคนไข้เป็นอันมาก จะสร้างโรงเรียนให้ท่าน
ก่อนที่จะสร้างโรงพยาบาล
ตั้งใจจะสร้างโรงเรียนให้ท่านตามที่ท่านขอไว้
ติดต่อทางผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดสมัยนั้นเรื่องก็เงียบหายไป
จึงสร้างโรงพยาบาลแทน โรงเรียนพระพินิจอักษร
เมื่อหาทางสร้างโรงเรียนไม่ได้
ก็สร้างศาลาการเปรียญแทน ให้ชื่อว่า โรงเรียนพระพินิจอักษร
ทั้งนี้ก็เพราะว่าศาลาก็คือโรงเรียน คำว่า เปรียญ แปลว่า
รู้รอบ หรือรู้ทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม
ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าโรงเรียน ซึ่งสอนเฉพาะความรู้ปกติธรรมดา ส่วนศีลธรรมนั้นปัจจุบันนี้จืดจางมากเหลือเกิน
ทดลองตั้งโรงเรียนแล้ว ตั้งระเบียบศีลธรรมขั้นต่ำให้ครูปฏิบัติ
และนักเรียนก็ต้องปฏิบัติตามด้วย ปรากฏว่านักเรียนสนใจศีลธรรมดีกว่าครู
จึงทราบว่าโรงเรียนสมัยปัจจุบันทันสมัยมากเกินไปจนไม่สนใจศีลธรรม
หรือจะสนใจพอเป็นทางพอกินพอใช้เท่านั้น
จึงมีความเห็นว่าศาลาการเปรียญมีความสำคัญมาก หมายเหตุ
ที่กล่าวว่า ศีลธรรมที่ให้ครู และนักเรียนปฏิบัติที่โรงเรียนตั้งขึ้นมานั้น
นักเรียนปฏิบัติได้มากกว่าครูนั้น หมายถึงคณะครูที่เลิกไปแล้ว
ครูที่ปฏิบัติได้ตามระเบียบยังอยู่ครบทุกคน เรื่องภาพที่ปรากฏเป็นภาพของ ท่านทองดี
หรือ เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ หรือ คุณพระพินิจอักษร บรรดาศักดิ์นี้เป็นบรรดาศักดิ์ที่ทางพิษณุโลกตั้งให้
จึงไม่มีใครสนใจในบรรดาศักดิ์นี้ ที่สนใจจริง ๆ ก็คือ คุณพระอักษรสุนทร
เป็นบรรดาศักดิ์ที่ทางกรุงศรีอยุธยาตั้งให้ ฉะนั้นในประวัติของท่านจึงมีชื่อเพียง พระอักษรสุนทร ตระกูลของท่านอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร
ต้นประโยคเป็นคำถามเมื่อท่านจะลากลับ
ท่านบอกว่า ตระกูของท่านมีถิ่นฐานอยู่สองสถานที่ คือ
คนส่วนใหญ่อยู่ที่อุทัยธานีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ สะแกตรัง (สะแกกรัง) อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ที่อำเภอกรุงเก่า แต่ที่อยู่ที่สะแกตรังนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยต้นที่อพยพมา (สมัยพระนเรศวรมหาราช) แยกกันอยู่สองที่ตามที่กล่าวมาแล้ว ปั้นรูปท่านมีปาฏิหาริย์
เมื่อสร้างอาคารสถานที่แล้วก็คิดอยากจะสร้างรูปท่านไว้เป็นอนุสรณ์
ในฐานะที่ท่านเมตตามาถึงสถานที่นอน แต่ตอนที่จะทำใบหน้าท่านนี่สิ
ทำอย่างไรถึงจะบอกช่างได้ถูก อันดับแรกนึกถึงรูปทางร่างกายก่อน
นึกไม่ออกว่าจะบอกช่างว่าอย่างไรถูก พอดี คุณประดับวงศ์ นั่งอยู่ด้วย
เมื่อบอกว่าท่านเป็นคนร่างเนื้อเต็ม คุณประดับวงศ์ก็บอกว่า หุ่น ร.๖
ใช่ไหม เท่านั้นเอง ก็นึกได้ ก็ให้ช่างปั้นเหมือนร่าง ร.๖
เพราะทรงท่านเหมือนร่าง ร.๖ จริง ๆ ต่อไปก็ด้านหน้า
บอกช่างว่าเธออย่าฝืนมือก็แล้วกัน ถ้ามือจะปั้นรูปไหนให้ปั้นไปตามนั้น
ต่อมาก็นึกถึงท่านขอให้ท่านช่วยให้ช่างทำให้คล้ายคลึงท่าน
เมื่อช่างปั้นรูปหน้าท่านด้วยดินเหนียว เขามาบอกว่าให้ไปดูว่าจะเอาอย่างไร
ก็นึกในใจว่า เราก็มองท่านไม่ใคร่ชัด จะเหมือนหรือไม่เหมือนก็ติยาก จึงนึกถึงท่าน
ปรากฏว่าเห็นท่านมา ถามท่านว่า รูปวงหน้าที่เขาปั้นมีตรงไหนที่ควรแก้ไข ท่านบอกว่า
อย่างอื่นใช้ได้
แต่ต้องแก้ที่ผม เพราะทรงผมนั้นปกติผมเอาไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม เวลานี้ช่างปั้นเขาทำดินข้างหูหนามากไป
ให้ช่างเขาปาดลงมา
(ถามช่าง ช่างก็ยอมรับจริงตามนั้น) ในที่สุดก็ไปที่รูป ท่านก็ช่วยติ แต่ง
จนเป็นที่พอใจของท่านช่างที่ปั้นรูปเป็นดินเหนียวก่อนมีขนาดเล็ก คือ คุณยุพดี
จักษุรักษ์ (แอ๊) และช่างที่ปั้นรูปใหญ่ที่ประดิษฐานที่โรงพยาบาลทุกวันนี้ชื่อ
นายช่างประเสริฐ แก้วมณี จบ ป.๔ เรื่องของท่านก็ควรจบกันไว้เพียงเท่านี้
เพราะจะคุยกันไปก็นานจบ เพราะคุยกันตั้งแต่ ๒๒ นาฬิกาเศษ จนถึง ๐๕.๓๐
น. เรื่องคงมากพอดู
ขอจบแต่เพียงเท่านี้ |