|
โดย ส.ธ. สารบัญ คำปรารภ ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระพินิจอักษรกับวัดท่าซุง อภินิหารพระพินิจอักษร นิทานประวัติศาสตร์ของท่านครูสุวรรณ ความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรี ใครเป็นพ่อท่านโกษาทั้งสอง ประวัติศาสตร์ย่ออยุธยาตอนปลาย ใครฆ่าพระเจ้าตาก (สิน) พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เริ่มการเกิดของพระเจ้าอู่ทอง สมัยอยุธยา บทส่งท้าย เราจะเจอสงครามอาวุธไหม พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑) รายรับ-รายจ่าย ในงานทำบุญถวายพระราชกุศล ขอขอบพระคุณคุณ chaikrit sripaksa ที่ช่วยพิมพ์และส่งไฟล์มาให้ |
ประวัติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
วันนี้เป็นวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐
เริ่มเขียนตามหนังสือที่ พระบริหารเทพธานี เรียบเรียงไว้
ท่านนำมาจากหนังสือ เรื่องมอญที่เกี่ยวกับไทย หน้า ๖๖ ซึ่งรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ
พระราชทานแก่ เซอร์ ยอห์น เบาริง ฯลฯ ในหนังสือนั้นมีเนื้อความดังนี้
(ผู้เขียนขอคัดลอกถ้อยคำตามหนังสือนั้นโดยตรง
ไม่ตัดลัดหรือดัดแปลง แต่ทว่า ตอนใดวรรคใดถ้าอ่านไม่เข้าใจ จะวงเล็บความเห็นไว้
แต่ก็ไม่รับรองเหมือนกันว่า การออกความเห็นนั้นจะถูกต้องเสมอไป
เพราะภาษาหนังสือสมัยเก่ากับความเข้าใจของคนสมัยนี้ มีความรู้สึกไม่ใคร่เหมือนกัน) ต้นพระราชวงศ์จักรี
นับจำเดิมแต่รัชกาล
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปิตรึกะ (มอญ) บรรพบุรุษเป็นชาวหงสาวดี
ราชธานีของแคว้นพะโค ได้รับราชการเป็นทหารในคราวที่พม่ามีชัยแก่กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๑๑๒
ครั้นเมื่อสมัยสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ พ.ศ. ๒๑๒๗ ปิตรึกะ
บรรพบุรุษก็ได้ตามเสด็จเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับ พระยาเกียรติ
พระยาราม และเถรคันฉ่อง ได้ตั้งเคหสถานบ้านเรือนอยู่ในที่ที่พระราชทานให้
คือที่วัดขมิ้นขุนแสน ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอกรุงเก่า (สมัยนี้เขาเรียกอำเภอกรุงเก่า
หรืออำเภอเมืองก็ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ไปเมืองกรุงเก่ามานานแล้ว) สมัยนั้นพวกมอญอพยพสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นสิ่งที่นมัสการ
ใกล้กับที่อยู่ของปฐมวงศ์นั้น พระพุทธรูปองค์นั้นยังมีอยู่ถึงทุกวันนี้ (สมัยที่ท่านเขียนหนังสือนี้) ต่อจากรัชกาล
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของพระราชวงศ์ จนถึงสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จึงปรากฏผู้สืบต่อราชวงศ์คือ เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) เจ้าพระยาโกษา
(ปาน) บุตร
เจ้าแม่วัดดุสิต เจ้าแม่วัดดุสิต
เจ้าแม่วัดดุสิตนั้นมีพระนามเดิมว่า
"บัว" ท่านเป็นราชนิกูล
(คือราชวงศ์) เห็นในรัชกาล
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เกิด พ.ศ.ใด มีบรรดาศักดิ์ว่าอย่างไรไม่ปรากฏ และสามีท่านเป็นขุนนาง
ส่วน
ก.ร.ส.กุหลาบ
บอกว่า สมเด็จพระปรมานุชิโนรส รับสั่งว่า พระวันรัต (ฉิม) ปธ.๙
ประโยคเล่าว่า เจ้าฟ้ารัศมี (หญิง) กับ เจ้าฟ้าจีก
(ชาย) ได้เล่าให้ท่านฟังว่า
สมเด็จพระเอกาทศรถ มีพระราชธิดาซึ่งเกิดจากหลานสาวพระยาเกียรติ คนหนึ่ง
ชื่อ เจ้าครอกบัว เจ้าครอกบัวมีภัสดา (ภัสดา แปลว่า สามี) เจ้าครอกอำภัย
หลานพระเจ้าปราสาททอง ทำราชการทั้งสองในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง (เป็นอันว่า
ตอนนี้เข้าใจยากเหมือนกัน ผู้คัดลอกคือผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
ท่านเจ้าครอกทั้งสองท่านเป็นอะไรกัน และใครเป็นภัสดาของเจ้าครอกบัว
อ่านของท่านไม่เข้าใจ) เจ้าครอกบัว
เป็นพระสนมเอก พระนารายณ์ ราชโอรสของท่าน (ตอนนี้เฝือมาก และสับสนมาก
เพราะตามความเป็นมาแล้ว เจ้าครอกบัวเป็นพระนมของพระนารายณ์
และเป็นพระพี่เลี้ยงด้วย แต่ตอนนี้ย่องมายกขึ้นเป็นพระสนมเอก ดู ๆ
แล้วคิดว่าพระนารายณ์ท่านมีพระสนมแก่มากไปหน่อย) ท่านกล่าวต่อไปว่า
พระนารายณ์ ทรงแต่งตั้งให้ ท่านเจ้าครอกบัว เป็น พระองค์เจ้า
ในแผ่นดินของพระองค์ ทรงรับสั่งเรียกว่า "เจ้าแม่วัดดุสิต" มีบุตร
และธิดารวมกัน ๓ คน คือ ๑. เจ้าพระยากโกษา
(เหล็ก) ๒. ท้าวจุฬาลักษณ์
(แจ่ม) ๓. เจ้าพระยาโกษา
(ปาน) (เรื่องบุตร
และธิดาของท่านเจ้าครอกบัวนี้มีการสับสนมาก เพราะที่ทราบกันมาท่านมีบุตรเพียง ๒ คน
คือ ท่านโกษา (เหล็ก) และท่านโกษา (ปาน) แต่ในหนังสือของท่านมี ท่านจุฬาลักษณ์
เข้ามาอีกคน สงสัยว่าอาจจะเขียนเกินไปนิดหนึ่งก็ได้ เพราะท่านจุฬาลักษณ์นี้ไปซ้ำกับ
ท่านศรีจุฬาลักษณ์ ตอนนี้ต้องคิดมาหน่อย) สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ทรงพระราชทานให้ ท่านเจ้าแม่วัดดุสิต "บัว" เป็นพระนมสมเด็จพระนารายณ์
เพราะพระราชชนนีของสมเด็จพระนารายณ์
สิ้นพระชนม์เสียตั้งแต่พระนารายณ์มีพระชนมายุเพียง ๙ วัน (เป็นอันว่าตอนนี้กับตอนต้นขัดกันอย่างไม่เลี้ยงเลย
ให้ถือเอาตอนนี้ว่าถูกต้อง) เจ้าแม่วัดดุสิต
จึงได้เป็นพระนมและพระพี่เลี้ยง ตลอดมาจนพระนารายณ์มหาราชครองราชสมบัติ
เมื่อพระนารายณ์ครองราชสมบัติแล้ว จึงยกพระพี่เลี้ยงคือ เจ้าแม่วัดดุสิต
เป็นพระองค์เจ้าใน พ.ศ. ๒๑๙๙ ให้สร้างตำหนักขึ้นที่วัดดุสิตตาราม มีพระนามเรียกกันว่า
เจ้าแม่วัดดุสิต ตั้งแต่นั้นมา บุตรเจ้าแม่วัดดุสิต
(หนังสือหน้าเดียวกันขัดคอกัน
เพราะตอนที่ผ่านมาท่านบอกว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร และธิดารวม ๓ คน
แต่มาตอนนี้ท่านบอกว่ามี ๒ คน เอาตอนนี้เป็นตอนถูกต้องก็แล้วกัน) บุตรชายเจ้าแม่วัดดุสิตมี
๒ คน คือ เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) กับเจ้าพระยาโกษา
(ปาน) ท่านเขียนไว้ว่า
มีบุตรติดมารดา แล้วหญิงคนนั้นมาได้กับสามีของท่านเจ้าแม่คนหนึ่ง (ตอนนี้เห็นจะเป็นหญิงหม้ายที่เป็นหม้าย
สามีไม่ได้อยู่ด้วยกัน มีลูกคนหนึ่งคือ พระเพทราชา มาได้เสียเป็นภรรยาของสามีท่านเจ้าแม่วัดดุสิต) พูดตามท่านต่อไป
ท่านว่ามีหญิงหม้ายมีลูกติดเป็นชายา ๑ คน ลูกคนนั้นต่อมาเป็นพระราชามีพระนามว่า พระเพทราชา
หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยาของสามี เจ้าแม่วัดดุสิต ต่อมาหญิงคนนั้น
ก็มีธิดาซึ่งเกิดจากสามีของท่านเจ้าแม่วัดดุสิตอีกคนหนึ่งเป็นหญิง ชื่อว่า ท้าวศรีจุฬาลักษณ์
(ตอนนี้ชักยุ่งเพราะไปชนกับท่านจุฬาลักษณ์แจ่มเข้าเลย
ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร) ท้าวศรีจุฬาลักษณ์นี้เป็นพระสนมเอกของพระนารายณ์มหาราช
ท่านว่าพระนารายณ์มหาราชทรงเคารพเจ้าแม่วัดดุสิตมาก
ท่านเคารพเสมือนว่าเป็นพระราชชนนีของท่าน (ความจริงคนสมัยนั้นท่านดีมีความกตัญญูมาก
ที่ท่านเคารพอย่างนั้นน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีของอนุชนทุกชั้น
เพราะท่านเจ้าแม่วัดดุสิต ท่านเลี้ยงมาตั้งแต่อายุ ๙ วัน ก็น่าจะเคารพอย่างนั้น) บิดาท่านทองดี
ท่านกล่าวไว้ในหนังสือว่า
เมื่อถึงรัชกาล สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงตั้งให้ นายขุนทอง
บุตรชายคนใหญ่ของเจ้าพระยาโกษา (ปาน) (ตอนนี้
ครูสุวรรณท่านว่าเป็นบุตรชายของ เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) ให้ถือว่าเป็นบุตรท่าน เจ้าพระยาโกษา
(ปาน) ก็แล้วกัน
เพราะตามที่ท่านค้นคว้ามาอาจจะมีหลักฐานดีกว่า) เป็น พระยาวรวงศาธิราชสนิท
และท่านพระยาวรวงศาธิราชสนิท มีบุตรชายคนใหญ่ชื่อ ทองคำ ได้เป็น จมื่นมหาสนิท มาอยู่บ้านสะแกตรัง
สมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
ราชวงศ์นี้ได้ย้ายเคหสถานมาอยู่บ้านสะแกตรังจังหวัดอุทัยธานี (ตามที่ครูสุวรรณท่านเล่าให้ฟัง
ท่านบอกว่าตระกูลนี้มีพวกพ้องอยู่ที่บ้านสะแกตรังมาตั้งแต่ก่อนเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) เกิด
เป็นที่ตั้งดั้งเดิมของคนกลุ่มนี้บางส่วนอยู่ที่อยุธยา
แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองอุทัย เพราะถิ่นนั้นเป็นถิ่นมอญ
เมื่อผู้เขียนมาอยู่ที่วัดท่าซุงนี้ในระยะต้น เมื่อถึงเวลาสงกรานต์จะมีญาติโยม มี โยมห้อย
บุญญาน้อย เป็นหัวหน้าเอาธงแบบมอญมาขึ้นเป็นประจำ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมอญ
ยังมีอยู่ เช่น เจดีย์ เป็นต้น เจดีย์เป็นสัญลักษณ์แบบมอญ ต่อมาทรงเลื่อนให้
จมื่นมหาสนิท เป็น พระยาราชนิกูล ท่านพระยาราชนิกูลมีบุตรชายคนใหญ่
ชื่อ ทองดี เกิดที่บ้านสะแกตรัง (ท่านครูสุวรรณท่านเล่าให้ฟังว่า
ท่านทองดีคลอดในเรือ สถานที่ปัจจุบันอยู่เยื้องโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยาไปทางด้านเหนือไม่มาก
อยู่ทางฝั่งตะวันออกโรงเรียนนี้) เมื่อท่านทองดีเจริญวันแล้วจึงได้ย้ายที่อยู่จากบ้านสะแกตรังเข้าไปรับราชการที่พระนครศรีอยุธยาตั้งบ้านเรือนอยู่ในกำแพงพระนคร
ที่ตำบลป่อง ใกล้วัดบรมพุทธาราม คือ วัดกระเบื้องเคลือบ
ซึ่งเป็นวัดของพระเพทราชาทรงสร้างที่บ้านเดิมของพระองค์ ท่านทองดีแต่งงาน
และได้บรรดาศักดิ์
ท่านทองดี
ได้แต่งงานกับ ท่านดาวเรือง ตระกูลจีนเศรษฐีที่บ้านจีน
ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกำแพงด้านตะวันออกเฉียงใต้จึงย้ายมาอยู่กับท่านดาวเรืองที่ตำบลหลังป้อมเพชรไพโรจน์ ในรัชกาล
สมเด็จพระบรมโกศ ถึงรัชกาลของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์
ทรงโปรดให้นายทองดีเป็น อักษรสุนทร แต่ในบางแห่งว่าเป็น พระอักษรสุนทร
ตำแหน่งเสมียนตรามหาดไทย มีหน้าที่ทำท้องตราไปมากับหัวเมืองฝ่ายเหนือ บุตรและธิดาพระอักษรสุนทร
พระอักษรสุนทร
มีบุตร และธิดาซึ่งเป็นต้นราชวงศ์จักรีกับท่านดาวเรือง ๕ คน เป็นชาย ๓ เป็นหญิง ๒ คน
ครั้นท่านดาวเรืองสิ้นชีพแล้ว ท่านได้แต่งงานกับน้องสาวของภรรยาเดิม
และมีธิดากับชายาใหม่อีก (ตามประวัติน่าจะบอกว่ามีชายารวมหมดด้วยกัน ๓ คน จะได้ไม่เฝือ
ท่านผู้คัดลอกอาจจะเผลอไป) พระอักษรสุนทรหนีภัยไปเมืองเหนือ
เมื่อพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา
พระอักษรสุนทร ได้พาภรรยากับบุตรชายคนเล็กอายุ ๗ ปี ขึ้นไปทำราชการอยู่กับ พระยาพิษณุโลก
(คือท่านเรืองพระฝาง
ท่านเรืองท่านตั้งตัวเป็นกษัตริย์รวมผู้คนและหัวเมืองฝ่ายเหนือเอาไว้ในอำนาจ) ท่านเรืองพระฝาง
หรือ พระยาพิษณุโลก ได้ตั้งให้ท่านมีบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็น พระยาจักรีศรีองครักษ์ พระอักษรหนีภัย
เมื่อพระยาพิษณุโลกหมดบุญ
เพราะพระเจ้าตากสินตีพ่าย พระอักษรสุนทร หรือ เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์
ก็หนีภัยออกจากเมืองไปอยู่ในที่สงัดนอกเมืองเล็ก ๆ บั้นปลายชีวิตของท่าน
ท่านเป็นไข้ถึงแก่อนิจกรรม บุตรและภรรยาช่วยกันทำฌาปนกิจศพแล้ว
มารดาก็พาบุตรมาส่งให้บรรดาพี่ที่กรุงธนบุรี บุตรของท่านเจ้าพระยาจักรี
มีดังนี้
๑. บุตรคนที่หนึ่งเป็นหญิง
ชื่อ สา ได้เป็น กรมพระเทพสุดาวดี (ตำหนักเขียว) ๒. บุตรคนที่สองเป็นชาย
ไม่ปรากฏชื่อ ถึงแก่กรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้ชื่อว่า รามณรงค์ ๓. บุตรคนที่สามเป็นหญิง
ชื่อ แก้ว ได้เป็น กรมพระศรีสุดารักษ์ (ตำหนักแดง) ๔. บุตรคนที่สี่เป็นชาย
ชื่อ ด้วง หรือ ทองด้วง คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๕. บุตรคนที่ห้าเป็นชาย
ชื่อ บุญมา เป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หมดท้องที่หนึ่ง บุตรท้องที่สอง
เป็นหญิง ชื่อ กุ เป็น กรมหลวงนรินทรเทวี บุตรท้องที่สาม
ชื่อ ลา เป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา เป็นอันว่า
เรื่องราวความเป็นมาของต้นราชวงศ์จักรีตามหนังสือที่ท่าน คุณพระบริหารเทพธานี
เรียบเรียงคัดลอกมาหมดเท่านี้ ต่อนี้ไปจะเอานิทานอิงประวัติศาสตร์ของ
คุณครูสุวรรณ มาเล่าสู่กันฟัง |