ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ

ผู้ถาม บางคนเขาก็มาปรารภว่า มาครั้งแรกทำไมจึงฝึกไมได้...?
หลวงพ่อ  พวกที่ไม่ได้มันยัง ตั้งอารมณ์ไม่ถูก เขามีสิทธิ์ได้มาถึงปุ๊บเดียวจะให้มันได้ ความเข้าใจมันยังไม่ดี

ที่เรียกว่ายังไม่เข้าใจ บางคนก็ใช้ตาดูบ้าง บางคนก็ใช้ฌานหนักเกินไป มันก็ไม่ถูกจุด สูงเกินไปนิด ต่ำเกินไปนิด ก็ไม่ได้ ต้องพอดี ๆ คือว่า ตอนจับทีแรกมันต้งออยู่แค่อมรมณ์อุปจารสมาธิ เพราะอันนี้เป็นวิชชาสาม พอจับภาพได้

ปุ๊บ บังเกิดความมั่นใจ จิตเป็นฌาน

ผู้ถาม ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ เวลามีครูมาสอบถาม ว่าเห็นอะไรบ้างหรือยัง ก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลย ตอบก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เห็นอะไร ไม่เจออะไร ไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี
หลวงพ่อ  อันนี้มันเป็นอย่างนี้โยม มันเป็นอามรณืที่ไม่ชินนะ ทีนี้ที่เห็นนั้นเราไม่ใช้ตา มันเป็นกำลังของทิพจักขุญาณ ทิพจักขุยาณเบื้องต้นมันมัวเต็มที แล้วเราก็เห็นว่าเราจะต้องเห็นทางตา คำว่า ทิพจักขุญาณ แปลว่า มีความรู้คล้ายตาทิพย ์มันเกิดเฉพาะความรู้สึก ไม่ใช่ลูกตาเห็น นั่นมันเป้นอันดับก่อนที่จะก้าวขึ้น ถ้าตอนนี้เราจับอารมณ์นั้นได้ เมื่อเราจับได้แล้วครูเขาสนับสนุนโดยการพิจารณาตัดขันธ์ ๕ บ้างนึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้าบ้าง และทำความรู้สึกเข้าหากพระจุฬามณี ตอนนี้จิตมันจะเริ่มเป็นฌาน ความรู้สึกที่ว่าเห็นมันจะมีความใสขึ้น ดีขึ้น ยิ่งกว่าเดิมหน่อยหนึ่ง หรือบางคนก็ดีมาก

ทีนี้ถ้หากว่าความรู้สึกว่าเห็น ที่เราเรียกว่า ทิพจักขุญาณ จะดีมากดีน้อยขนาดไหน มันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ ของจิตในเวลานั้น ถ้าในเวลานั้นความรู้สึกของจิตมันล้างกิเลสไปได้มากเทียบเท่ากับพระสกิทาคามี หรือพระอนาคามี เฉพาะในเวลานั้นนะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเสียจริง ๆ เลยนะ คือเวลานั้นจิตมันสะอาดเทียบเท่ากับพระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ความรู้สึกที่เห็นมันชัดมาก การเคลื่อนไหวเร็วมาก"

ถ้าฝึกใหม่ ๆ ก็อย่างเห็นชัดอย่างนี้ละ อีกคนหนึ่งอยากเห็นชัดเหมือนกัน ถามว่า

ผู้ถาม "ที่หนูทำอยู่เวลานี้ก็พอจะเห็นบ้างแต่ว่ายังไม่ชัด หนูอยากจะไปเห็นชัด ๆ ค่ะ จะทำอย่างไรคะ...?
หลวงพ่อ "ถ้าอยากไปก็แสดงว่าไม่อยากไป ถ้าอยากไปมันเป็นนิวรณ์ คืออุทธัจจะกุกกุจจะมันคอยตัด อย่างอยากไปนะให้ทำแบบสบาย ๆ เราพอใจในผลที่เราได้มาแล้วในตอนก่อนจะได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้ารักษาอารมณ์ให้สว่างอย่างนี้มีผล อย่าลืมว่าอภิญญาจริง ๆ มันยังมีเวลาอีก ๑๙ ปี กำลังอภิญญาจึงจะเข้ามาถึง ตอนนี้ อภิญญาเล็ก ๆ แล้วก็พยายามฝึกไปเรื่อย ๆ นะ

ถ้าต้องการจะให้เห็นแจ่มใส ให้หมั่นจับภาพพระให้ไสเป็นประกายแก้วอยู่เสมอ วันหนึ่งสักครั้งหนึ่ง ให้เป็นประจำ ก่อนหลับก็ได้ ถ้าทำอย่างนี้ละก็ ท่านบอกว่าถ้าถึงวาระอีก ๗ วันตาย ตอนนั้นจะพบพระหรือเทวดาเป็นประกายใสปลอดโปร่ง และจิตใจจะจับอยู่ในภาพนั้น และวาระนั้น นั่นแหละจิตใจจะตัดในที่สุด คือจิตจะตัดเข้าอรหัตผล ตายแล้วไปนิพพานทุกคน"

ถ้าอยากเห็นชัดละก็ ตายแล้วไปถึงนิพพานชัดแจ๋วทุกคน

ผู้ถาม หลวงพ่อคะ การนึกปั๊บเห็นปั๊บแต่เป็นภาพเดิม อย่างนี้เป็นสัญญาใช่ไหมคะ....?
หลวงพ่อ ไม่ใช่ เป็นสัญญาไม่ได้ คือว่าคนที่เขาชำนาญเขาไม่นั่งป๋อหลอหรอก อย่างฉันนึกปั๊บได้เลย

บางทีไม่ทันจะนึกละ ไปแล้ว

ผู้ถาม ขึ้นไปถึงเลยหรือคะ..?
หลวงพ่อ ไปถึงเลย คือมันจะเป็นสัญญาไม่ได้ สัญญามันได้แต่นั่งนึกเอา สัญญาก็นั่งจำแต่ภาพ เราเคยเห็นพระพุทธเจ้าในลักษณะไหน เราเคยเห็นวิมานของท่านในลักษณะไหนบ้าง วิมานของเราในลักษณะไหนบ้างเรานั่งนึก อันนี้เป็นสัญญา พอเรารวบรวมกำลังใจปั๊บแล้ว ไป อันนี้เป็นอภิญญา มันไม่ใช่สัญญา
ผู้ถาม หลวงพ่อคะ หนูนั่งทีไรเห็นไม่เต็มองค์ เห็นแค่เศียร เวลาขึ้นไปข้างบนเห็นวิมานมีหลังคาสูง ๆ แต่เข้าไม่ได้ค่ะ ทำยังไงหนูจะเข้าไปได้คะ......?
หลวงพ่อ  ตัดสินใจให้มันแน่นอน อารมณ์ไม่เด็ดขาดจริง ยังห่วงขันธ์ ๕ อยู่ ยังห่วงร่างกาย ยังห่วงลูกยังห่วงฝาละมี(สามี) อะไรพวกนี้ ยังห่วงอย่างนี้เข้าไม่ได้หรอก ถ้าก่อนที่จะขึ้นต้องตัดสินใจให้มันเด็ดขาด การเห็นภาพไม่ชัดมันบอกได้เลยว่า เราตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่ต้องไปเปิดตำราที่ไหน นี่เป็นเครื่องวัด"
ผู้ถาม แต่ฝึกครั้งแรกขึ้นไปเห็นชัดมากค่ะ...
หลวงพ่อ  วันแรกเขาสอนเราไปตามเขา พอเขาทิ้งก็ชักห่วงหน้าห่วงหลัง พอออกไปหน่อย เอ... ไอ้โอ๋ไปไหนหว่า อยู่กับใคร...ก็ยังถือว่าดี ควรจะตัดสินใจให้มันเด็ดขาด ตอนเช้ามืดควรจะตัดสินใจไปเลยว่า ชีวิตนี้มันทรงตัวอยุ่ขนาดไหนก็ช่างมันเถอะ ถ้าตายเมื่อไหร่ขอไปนิพพาน เอาให้แน่นอน ถ้าตั้งอารมณ์ดีจริง ๆ ถ้าตั้งใจแบบนั้น ทีหลังเห็นเต็มองค์ไม่ยาก"
ผู้ถาม หลวงพ่อคะ เวลาฝึกมโนมยิทธิบางวันก็อารมณ์ดี ขึ้นไปก็เห็นแจ่มใส แต่มันดีเป็นพัก ๆ ค่ะ
หลวงพ่อ อารมณ์ดีเป็นพัก ๆ นี่ถูก คือว่าที่เป็นพัก ๆ เพราะว่าร่างกายมันยังเกาะขันธ์ ๕ ถ้าเหนื่อยเกินไปเพลียเกินไป อันนี้อารมณ์จะมัวได้

แล้วก็ประการที่ ๒ ถ้ามันป่วยขึ้นมามันจะทำให้ประสาทสั่นคลอนนิดหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว อันนี้มัวได้

แล้วก็ประการที่ ๓ รวบรวมกำลังใจยังไม่เต็มที่ก็ขึ้นเลยอันนี้มัวได้

การใช้กำลังอภิญญานี่เราจะถือความสว่างมากสว่างน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่ากำลังจิตของเราเข้าถึงจุดหมายปลายทางไหมเขาถือตัวนี้เป็นตัวสำคัญนะ

เพราะว่าถ้าเรายังมีขันธ์ ๕ อยู่ เราจะให้ทรงตัวอยู่เป็นปกติมันไม่ได้แน่ พระอรหันต์ยังไม่ได้เลย

บางคนก็มาบ่นให้ฟัง "ฝึกได้แล้วพอกลับไปบ้านก็มืดไปมัวไป" ก็ต้องไปดูว่ามันมืดเพราะอะไร มืดเพราะศีลบกพร่องหรือเปล่า ถ้าศีลบกพร่องเราเข้าพระจุฬามณีไม่ได้

ถ้าบอกว่ามืดเพราะสมาธิต่ำไม่ใช่ ถ้าสมาธิต่ำมันไม่แสดงอาการของการมืด แต่การเคลื่อนของจิตมันจะช้าลง การมืดหรือสว่างมันอยู่ที่วิปัสสนาญาณ

ศีล เป็นภาคพื้น

สมาธิ เป็นกำลังเดินทาง

วิปัสสนาญาณ เป็นคบเพลิงสำหรับส่องทาง

ทั้ง ๓ อย่างนี้ต้องขนานกัน แต่ว่าบางทีศีลดี สมาธิดี วิปัสสนาญาณดี แต่ว่าร่างกายไม่ดีอันนี้ก็มืดเหมือนกัน 

แต่หลวงพ่อไม่งั้นนะ ถ้าร่างกายไม่ดียิ่งสว่าง เพราะว่าถ้าร่างกายไม่ดีจิตมันจะดีทันที พอเริ่มป่วยนี่จะป่วยมากน้อยก็ตาม จิตมันจะรวมตัวทันที พร้อมใส่กระเป๋าเตรียมตัวเดินทางใช่ไหม..........

จำไว้นะ ไม่ใช่พอป่วยร้อง อ๋อย ๆ คือว่าร่างกายมันจะครางมันจะร้อง มันจะเจ็บ มันจะปวด มันเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกายไม่ใช่ว่าถือธรรมดา แล้วร่างกายจะไม่เจ็บไม่ปวด อันนั้นไม่ถูก แม้แต่พระอรหันต์ทุกองค์ท่านก็เจ็บ ท่านก็รู้ว่าร่างกายเจ็บ ร่างกายหนาว ร่างกายร้อนท่านก็รู้ ร่ายกายป่วยไข้ไม่สบายท่านรู้ แต่ว่าท่านไม่ได้ทุกข์ จิตท่านไม่กังวล ท่านก็รักษาพยาบาล ท่านหิวท่านก็กิน ท่านร้อนท่านก็หาเครื่องเย็น ท่านหนาวท่านก็หาเครื่องอุ่น หาได้แค่ไหนพอใจแค่นั้น ถ้าหาไม่ได้ก็แค่นั้นแหละ แค่นี้เอง" 

เอาละ คงจะพอเข้าใจแล้วนะ ต่อไปนี้เป็นปัญหาของผู้ฝึกได้แล้ว

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 2