ท่านเมณฑกเศรษฐี

ผู้ถาม คนที่นำข้าวสารหรือาหารต่างๆ มาถวาย อยากจะเรียนถามว่า ได้อานิสงส์เป็นประการใดครับ..?
หลวงพ่อ  อานิสงส์เหมือนกับ ท่านเมณฑกเศรษฐี
ผู้ถาม  เรื่องเป็นอย่างไรครับ…?
หลวงพ่อ

มีสมัยหนึ่งท่านเมณฑกเศรษฐี ท่านเกิดมาเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ตอนเช้าเวลาจะเฝ้าพระราชา ท่านก็เจอะปุโรหิต ถามว่า

“ท่านปุโรหิต ท่านดูบ้างหรือเปล่าว่า บ้านเมืองจะเป็นเช่นไร..?” ท่านปุโรหิตก็เลยบอกว่า

“เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเรา เราต้องดูทุกวัน”

ถามว่า “ต่อไปบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร” ท่านบอกว่า

“ตั้งแต่ ๓ ปีนี้เป็นต้นไป ประชาชนจะเป็นโรคชนิดหนึ่ง คือ โรคหิว หมายความว่าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์จะทำไม่ได้”

ท่านทราบแล้วก็กลับมาบ้าน จัดการทำนาเป็นการใหญ่ เงินมีซื้อข้าวใส่ฉางหมด ข้าวล้นฉางก็ใส่ตุ่ม ข้าวล้นตุ่มก็ผสมกับดินเหนียวทาฝา ทีนี้บ้านเศรษฐีมีคนมันมาก กินไปกินมาไม่ถึง ๓ ปี ข้าวก็หมด ท่านก็เลยปล่อยทาสทั้งหลายเป็นอิสระ ไปไหนก็ได้ ไปหากินตามลำพัง ขืนอยู่ก็อดตาย

ท่านจึงเหลืออยู่ด้วยกัน ๕ คน มีทาส ๑ คนไม่ยอมไปคือนายบุญ ที่บ้านก็มีตัวท่านและภรรยา แล้วก็ลุกสะใภ้คนหนึ่งเป็น ๕ คนด้วยกัน มีข้าวเหลือทะนานเดียว วันนั้นท่านไปเฝ้าพระราชากลับมาก็ถามแม่บ้านว่า

“ยาย มีข้าวไหม…?”

ยายก็บอกว่า “มี ๑ ทะนานเจ้าค่ะ”

ท่านก็บอกว่า “ฉันหิว”

ยายก็บอกว่า “จะหุงหรือต้ม เพราะข้าวกินเวลาเดียวหมด ๕ คน แต่ต้มข้าวต้มเรากินได้ ๒ เวลา”

ท่านก็บอกว่า “หุงก็แล้วกัน กินเวลาเดียว ตายก่อนตายหลัง มันก็ไม่ช้าเท่าใดนัก”

พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด

หลวงพ่อ 

พอหุงข้าวเสร็จ พอเริ่มทำท่าจะกิน เวลานั้นเป็นเวลาพอดีที่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ ร่างกายที่อยู่ในนิโรธสมาบัติมันไม่หิว มันไม่ต้องการอาหาร พอเลิกแล้วร่างกายต้องการอาหาร

ท่านก็ใช้ทิพจักขุญานดูว่า วันนี้ใคนจะสงเคราะห์เราบ้าง ก็ทราบว่า บ้านเศรษฐีเวลานี้มีข้าวอยู่ ๑ ทะนาน หุงเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไปที่บ้านนั้นเราจะได้อาหาร ท่านก็เหาะมาแล้วยืนรอบิณฑบาตร

มหาเศรษฐีทราบ ท่านก็วิ่งไปนิมนต์ ก็ตัดสินใจว่า เพราะการเป็นเศรษฐีของเรามันไม่คุ้มครองตัว ถึงอดอยากจะไม่มีข้าวกิน มื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย หมดแล้วเราก็จะตาย ถ้าเราตายต้องตายอย่างประเภทไม่ผิดความหวัง คือชาติหน้าเราจะต้องไม่จนอีก ก็เลยนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ยืนอยู่ก่อน แล้วกลับมาเอาข้าวไปทั้งหม้อเลย ให้คดหมดหม้อ ตั้งใจไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าหมด

พอใส่บาตรไปครึ่งหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เอามือปิดบาตร บอกว่า

“พอแล้วโยม ครึ่งหนึ่งจะได้กินกัน เพราะว่ามันมีทะนานเดียว มันหมดเท่านี้” ท่านรู้ ท่านมหาเศรษฐีก็เลยบอกว่า “ขอพระคุณเจ้าโปรดผมเถอะครับ ที่มันยากจนไม่มีกินเวลานี้ เพราะชาติก่อนทำทานไม่ดี บกพร่องในทาน ผมขอตายในชาตินี้ชาติหน้าขอรวย”

พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็เปิดมือ เศรษฐีก็เลยใส่บาตรหมดท่านอธิษฐานว่า

“ต่อไปชาติหน้า คำว่ายากจน ขัดสน จะต้องการอะไร ไม่มี ขออย่าไปปรากฏ ให้มีทุกอย่าง”

ลูกก็ดี ลูกสะใภ้ก็ดีต้องการเหมือนกัน แต่แม่บ้านต้องการต่างจากเขา คืออธิษฐานว่า

“ต่อไปเบื้องหน้า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าทำมีข้าวในหม้อขอให้ข้าวสุกเต็มอยู่เสมอ ถ้าตักลงไปจะแจกคนเท่าไรก็ตามที ข้าวให้แหว่งแค่ทัพพีเดียว” ขอให้เต็มปกติน่ะ

สำหรับทาสนายบุญแกมีหน้าที่ไถนาก็อธิษฐานว่า “ผลบุญนี้เวลาผมไถนาไปรอยกลางรอยเดียว ให้มีรอยข้างซ้าย ๓ รอยด้วย ข้างขวา ๓ รอย รวมเป็น ๗ รอย ให้ปรากฏ”

ก็เป็นอันว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าฟังคำอธิษฐานแล้วก็ให้พรว่า “เอวัง โหตุ” แปลว่า “เจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนา”

หลังจากนั้นท่านก็คิดว่า เราก็ควรจะแสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฎ ท่านลากลับแล้วก็เหาะไป คนส่วนมากเห็นท่านเหาะไปถึงยอดเขาคันธมาทน์ และมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณสามหมื่นรูป แล้วท่านก็เอาข้าวทะนานเดียวนั่นแหละ ไปแจกพระปัจเจกพุทธเจ้าสามหมื่นรูปเต็มบาตรหมด

อานิสงส์ของท่าน

หลวงพ่อ 

 “เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างองค์ต่างฉัน ฉันไม่หมดก็ต้องเทกอง ชาวบ้าน ๕ คนเห็นก็ชื่นใจว่าข้าวของเราทะนานเดียว สามารถเลี้ยงพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ถึงสามหมื่นรูป จากนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็คลายฤทธิ์ เขาไม่เห็นอีก

ต่อมาพอไม่เห็น ท่านมหาเศรษฐีก็หิวใหม่ ถามใหม่ว่า “ยาย ข้าวตังกันหม้อมีไหม..?” คราวก่อนยอมตายใช่ไหม..”ถ้าข้าวตังก้นหม้อมี เอาน้ำใส่ก้นหม้อกลั้วๆ ให้ฉันดื่มหน่อยเถอะ” ท่านยายก็เปิดหม้อบอก “มีจ๊ะ..ข้าวตัง”

พอเปิดหม้อข้าวปั๊บปรากฎว่าไม่ใช่ข้าวตังน่ะซิ มันเป็นข้าวสุกร้อนเต็มหม้อเลย ก็เลยเรียกท่านตามา เรียกลูกชาย ลูกสะใภ้ ทาส ต่างคนต่างกินกัน กินเท่าไรก็ตาม ข้าวแหว่งแค่ทัพพีเดียว อัศจรรย์ไหม..แล้วต่อมาท่านก็ประกาศว่า “ใครอดจงมาที่นี่” มันอดกันทั้งเมืองใชไหม…ยายก็เลยตักกันวันยังค่ำ ข้าวก็เต็มและร้อนเป็นปกติ แหว่งแค่ทัพพีเดียวตลอดเวลา

เพราะผลบุญอันนี้เกิดมาในชาติหลัง(ชาติปัจจุบันสุดท้ายนี้นะ)ท่านเกิดใหม่จากเทวดามาเป็นคน ก็เกิดมาเข้าท้องแม่ลูกคนจนในป่า หน่อไม้รอบบ้านเป็นทองคำหมด พอคลอดจากครรภ์มารดา ไอ้พวกแพะโตเท่าช้าง เป็นพันๆตัวยืนรอบบ้าน แล้วก็มีสายไหมในปาก ใครต้องการขนมดึงขนมออก ใครต้องการไอสครีมๆออก ใครต้องการผ้าผ่อนท่อนสไบ ต้องการแก้วแหวนเงินทองออก ก็เลยดึงกันใหญ่

แล้วเวลนั้นเขาก็อธิษฐานว่า ถ้าเกิดชาติใหม่ ภรรยาเป็นภรรยาคนเดิม ลูกเป็นลูกคนเดิม เป็นลูกสะใภ้ก็เป็นลูกสะใภ้ตามเดิม นายบุญก็อธิษฐานเป็นทาสตามเดิม เป็นอันว่าทั้ง ๕ท่าน เป็นมหาเศรษฐีหมด และเป็นมหาเศรษฐีที่มีกำลังใหญ่มาก ท่านเมณฑกเศรษฐีก็คือปู่ของนางวิสาขานั่นเอง

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 4