ปัญหาการบริโภคเนื้อสัตว์

ผู้ถาม เรื่องการถวายอาหารพระนะครับหลวงพ่อ เวลาอุบาสิกนำอาหารไปถวายพระ แล้วก็เอา อาหารพวกเนื้อสัตว์ ไปถวาย จะบาปไหมครับ.......?
หลวงพ่อ  ถ้าไม่ละเอียดนี่ อาตมาตอบไม่บาปเลยก็ได้ คือเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้วและไปซื้อมา เราไปบังคับให้เขาฆ่าเมื่อไรล่ะ ใช่ไหม............?
ผู้ถาม ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่า
หลวงพ่อ  ถ้าเขาไม่ฆ่าเราก็ไม่ซื้อ เราไม่ซื้อเขาก็ฆ่า เราไม่ซื้อ คนอื่นซื้อ เขาก็ซื้อ ถ้าเราสั่งให้เขาฆ่าซิ วันนี้ไก่ ๓ ตัวนะ" วันนี้ขอหมูให้ฉัน ๑ ขานะ" "พรุ่งนี้จะแต่งลูกสาว เอาวัว ๓ ตัว หมู ๓ ตัวนะ" อย่างนี้บาป ตั้งแต่เริ่มสั่ง 
พญายมบันทึกแล้ว บันทึกตั้งแต่สั่งแล้ว ถ้าตายไปก่อนรับวัวรับหมูนะ ลงเลย
ผู้ถาม ก็หมายความว่าบาปเฉพาะ คนสั่งฆ่า กับ คนฆ่า
หลวงพ่อ  คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่งคนนั่นก็มาขาย กินเท่าไรเราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาปพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่าเป็นปกติอยู่แล้ว" 

คำว่า บาป นี้แปลว่า ชั่ว, บุญ แปลว่า ี ทำชั่วแปลว่าทำบาป ทำดีเรียกว่า บุญ ทีนี้ชีวิตเขามี อยู่เราไปฆ่าเขา ชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเขาฆ่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราก็เป็นคนชั่ว ฉะนั้นถ้าเขาไปฆ่ามาแล้ว เราไปซื้อกิน อันนี้ไม่ชั่วเพราะไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า แต่ว่าถ้าเอาเนื้อมา แล้วบอก"เฮ้ย พรุ่งนี้เพิ่มหน่อยซิเว้ย" ทีนี้เอาแน่ ต้องว่ากันอย่างนี้นะ"

ผู้ถาม มีคนเขาบอกว่า การฆ่าสัตว์ คนฆ่าไม่บาปเท่าไร แต่คนกินบาป และเขายังบอกอีกว่า ถ้าไม่ กินแล้วใครจะฆ่า
หลวงพ่อ  คิดเอาเองมากกว่า คนกินเขาไม่ได้สั่งให้ฆ่า นี่เขาฆ่าขาย ถ้ามีขายเขาก็ซื้อกิน จะไปโทษคนกิน เขาไม่ได้หรอก ถ้าคนกินสั่งให้เขาฆ่าอันนี้จึงบาป ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงจะห้ามพระฉันเนื้อสัตว์ นี่เขาว่ากันเอาเองไม่ถูกหลักเกณฑ์อะไรหรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ" เจตนาแปลว่าตั้งใจ ถ้าตั้งใจคิดจะฆ่าแล้วลงมือฆ่าอันนี้บาปแน่
ผู้ถาม ถ้ารับประทาน อาหารมังสวิรัติ จะตัดกิเลสได้ หรือเปล่าคะ......?
หลวงพ่อ  ถ้าตัดได้จริง พระพุทธเจ้าคงยอมตามที่ พระเทวทัตขอพร แล้วฉันลองมา ๓ ปี เมื่อบวชใหม่ ๆ ฉันไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย แล้วฉันหนเดียวด้วย และฉันไม่บอกชาวบ้านด้วย ถ้าบอกชาวบ้านก็ต้องทำอาหารลำบาก 
ก็ไปบิณบาตรธรรมดาแต่เนื้อสัตว์เราไม่กิน บางวันไม่มีอะไรมาให้เลย ก็กินเกลือกับหัวหอมกินผักเป็นอาหาร ลองมา ๓ ปี ไม่เห็นกิเลศมันลดเลย แต่ว่าถ้าไม่กินได้นี่ดีนะ ฉันสรรเสริญถ้าเป็นฆราวาสนะ เพราะว่าจะได้ไม่ กังวลเรื่องเนื้อสัตว์ จิตของเราก็ตัดบาปไปจุดหนึ่ง ใช่ไหม...... 

ในปฐมบัญญัติ ของสิกขาบท สังฆาทิเสส ข้อที่ ๑๐ มีเรื่องเล่าว่า พระเทวทัต เข้าไปหา พระโกกาลิกะ โอ้โฮ..... นี่อยู่อเวจีทั้งคู่ ใครไปอเวจีไปมอง ๆ ดูนะ พระเทวทัตยืนกางแขนกางขาโกลากิกะนั่ง ชันเข่า หอกเสียบสบาย ๆ แล้ว ก็ พระกฏโมรกติสสกสะ พระที่เป็นบุตรของนางขัณฑเวที และ พระสมุทททัต ชักชวนให้พระสงฆ์แตกกันใครบ้างล่ะ... พระเทวทัตเป็นหัวหน้าโจก โกกาลิกะรองประธาน พระกฏโมรกติสสกสะ และ พระสมุทททัต ชักชวนให้พระสงฆ์แตกกัน พร้อมทั้งบอกแผนการที่จะเสนอแผนการให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น มี ๕ ข้อ ซึ่งเข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไม่อนุญาต และตนจะนำข้อเสนอขึ้นประกาศแก่มหาชน 

ข้อเสนอ ๕ ข้อนั้นคือ อันนี้ฟังให้ดีนะ ข้อนี้ดีมาก เวลานี้คนที่ปฏิบัติผิดมีเยอะ ไปหลดผิด ว่าไอ้ที่เราทำนี่ดีนี่หว่า ข้อเสนอของพระเทวทัต ๕ ข้อ เวลานี้พระสาวกของพระเทวทัตก็มีเยอะเหมือนกัน ถือว่า ๕ ข้อ ที่พระเทวทัตขออนุญาตนี้ นึกว่าเป็นของดีกันนัก สงสารชาวบ้าน ข้อเสนอของเทวทัต ๕ ข้อคือ 

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้าน ต้องมีโทษ หมายความว่า พระทุกองค์ที่บวชแล้ว ห้ามเข้าหมู่บ้านโดยเด็ดขาดต้องอยู่เฉพาะในป่า ห้ามโผล่หน้าเข้ามาในบ้าน

๒. ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต เป็นวัตรหมายถึงปฏิบัติ ต้องบิณฑบาตรตลอด ชีวิต ผู้ใดรับนิมนต์ไปฉันตามบ้านต้องมีโทษ นี้เป็นความต้องการของพระเทวทัต รู้แล้วว่าทำไม่ได้ แต่แกล้งขอ

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล หมายความว่า ผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะบ้าง ตาม ที่ต่าง ๆ บ้าง ตามที่เขาพันผีไว้บ้าง นำมาซัก นำมาย้อม มาปะติดปะต่อเป็นจีวรจนตลอดชีวิต ผู้ใดรับจีวรที่ ชาวบ้านถวาย 
ต้องมีโทษ

๔. ภิกษุพึงอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ผู้ใดเข้าที่มุงที่บังที่มีหลังคาต้องมีโทษ

๕. ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสัตว์ ผู้ใดฉันต้องมีโทษ

เห็นไหม...การขอนี่เขาขอเพื่อเป็นการลบล้าง ไม่ใช่ทำได้ ภิกษุเหล่านั้นเห็นมีทางชนะร่วมด้วยว่า พระพุทธเจ้าแพ้แหง ๆ พระเทวทัตต้องชนะการเสนอญัติแบบนี้ พระเทวทัตจึงได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลข้อเสนอ ๕ ประการ นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า 

"ดูก่อน เทวทัต ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ป่า ก็จงอยู่ป่า ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ในละแวกบ้าน ก็จงอยู่ในละแวกบ้าน ผู้ใดปรารถนาจะเที่ยวบิณฑบาต ก็จงเที่ยวบิณฑบาต ผู้ใดปรารถนาจะรับนิมนต์ ก็จงรับนิมนต์ ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าบังสุกุล ก็จงใช้ผ้าบังสุกุล ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าไตรจีวรจากฆราวาสถวาย ก็จงรับได้ 

เราอนุญาต ที่นอนที่นั่ง ณ โคนไม้ตลอด ๘ เดือน หมายความว่าที่ไม่ใช่ฤดูฝน เป็นฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง ถ้าจะไปยังงั้นก็ได้ เราอนุญาติเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์ โดย ๓ ส่วน คือ

๑.ไม่ได้เห็นเขาฆ่า

๒.ไม่ได้ยินเขาฆ่าเพื่อถวายพระ

๓.ไม่ได้รังเกียจคิดว่าเนื้อสัตว์ที่น่ากลัวเขาฆ่าเพื่อเราเช่นเขาฆ่าเจาะจงเพื่อจะให้ภิกษุบริโภค"

พระเทวทัตดีใจที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยอมรับสมเจตนาจึงได้เที่ยวประกาศให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ยอมอนุญาตข้อเสนอที่ดีของตน ทำให้คนที่มีปัญญาทราม คนไร้ปัญญาบางคนเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก 

โอโฮ.... ดีจริง ๆ นะ พระผู้มีพระภาคเจ้ามักมากแล้วใครจะมักน้อยอีก แต่คนที่เข้าใจเรื่องดี กลับติเตียนพระเทวทัตเอาแล้วซิ... นี่พระไม่ดีทำให้ชาวบ้านแตกกัน ความทราบถึงพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงได้เรียกประชุมสงฆ์ ไต่สวนพระเทวทัตเป็นสัตย์แล้ว จึงได้ทรงติเตียนและทรง บัญญัติสิกขาบท ว่า

 "ห้ามภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน เมื่อภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง ภิกษุทั้งหลายพึงสวด ประกาศเป็นการสงฆ์ เพื่อเลิกข้อประพฤตินั้นเสีย ถ้าสวดถึง ๓ วาระยังไม่เลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส"
จำไว้ให้ดีนะ นี่บท ๕ ข้อนี้ ทวนเสียอีกทีนะ

๑. ภิกษุพึงอยู่ในป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้านต้องมีโทษ ใครเขาจะทำ

๒. ภิกษุพึงถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต ถูกรับนิมนต์ฉันตามบ้านต้องมีโทษ

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล คือผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขากองทิ้งไว้ หรือผ้าห่อผีห่อคนตายตลอดชีวิต ถ้ารับผ้าที่เขาถวาย ต้องมีโทษ

๔. ภิกษุต้องอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ตลอดฤดูน้ำฤดูฝนไม่รู้ ถ้าเข้าบ้านที่มีหลังคาต้องมีโทษ

ทั้ง ๕ ข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตนะ เมื่อคนเห็นด้วย เมื่อเจอะพระเขาทำอย่างนี้นะละก็ญาติโยมอย่าถือว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดนะ ต้องถือว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดนะ ต้องถือว่าเขาเป็นคนละเมิดพระดำรัสสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน"

ผู้ถาม กระผมเป็นฆราวาส กินอาหารมื้อเดี่ยว ทำอย่างนี้โดยตลอด ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์เป็นไปข้างหน้าอย่างไรครับ...?
หลวงพ่อ  อานิสงส์ปัจจุบัน คือ

1. เปลืองอาหารน้อย เพราะกินเวลาเดียว

2. มีเวลาทำงานมากขึ้น ข้างหน้าต่อไปอานิสงส์ใหญ่ คือตาย.... ก็แค่กินเวลาเดียวยังวัดฐานะอะไรไม่ได้เลย อย่าไปนึกว่ามันดีเด่นกับใครเขานะ กินเวลาเดียว กิน 2 เวลา กิน 3 เวลา มีความหมายเสมอกัน สำคัญว่า "ใจตัดกิเลสได้หรือเปล่า" เขาเอากันตรงนั้น ถ้าถือแค่กินนี่มันเป็น มานะทิฏฐิ เป็นกิเลสหยาบมาก อีกอย่างหนึ่งตายเร็วมาก อย่าไปนึกว่าดีนะ และถ้าคุยว่านี่ฉันกินเวลาเดียว เสร็จเลย โอ้อวด นี่เป็น  มานะกิเลส พังเลย"

ผู้ถาม อย่างนี้แทนที่จะไปดี ก็เลยไป.....
หลวงพ่อ  ก็ไปดี หมายความว่าก่อนจะไปก็เปลืองน้อย เพราะ ฉะนั้นอย่าถือเป็นเรื่องสำคัญนะ ไอ้กินเวลาเดียว 2 เวลา กินเนื้อสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่อย่านะ อย่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ต้องตอบอย่าง หลวงปู่แหวน เคยมีคนมาเล่าให้ฟัง มีคนหนึ่งแกบอกหลวงปู่แหวนว่า "เวลานี้ผมถือมังสวิรัติครับ ไม่กินเนื้อสัตว์" หลวงปู่แหวนท่านบอก "ไอ้วัวควายกินหญ้าตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"

ตอบนำสมัย ไม่ใช่ทันสมัย ถ้าเรื่องเป็นจริงตามนั้น แต่การกินไม่มีความหมายในการปฏิบัติ แต่ปฏิบัติจริงๆมันอยู่กับ

1. เข้าถึงสะเก็ดพระศาสนาแล้วหรือยัง

2. เข้าถึง เปลือก เข้าถึง กระพี้ เข้าถึงแก่น แล้วหรือยัง เข้าถึงแก่นนี่ยังใช้ไม่ได้นะ ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ จะต้องเข้าถึงพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ เขาวัดกันตรงนี้ อย่าไปวัดกันแค่กิน  

ผู้ถาม คนทำบุญให้ทานที่กินเนื้อสัตว์ กับคนทำบุญให้ทานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อันไหนจะได้อานิสงส์มากกว่ากันคะ...?
หลวงพ่อ  อานิสงส์แบบไหนล่ะ อานิสงส์ไปนรก หรืออานิสงส์ไปสวรรค์ อานิสงส์มันมี 2 อย่าง ทำบาปก็มีอานิสงส์ จะลงขุมไหนแน่ ถ้าทำบุญก็มีอานิสงส์ อย่างเลวก็ไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างดีที่สุดไปนิพพาน คนที่ไม่ทำบุญเลย แม้ไม่กินเนื้อสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปอยู่กับเทวทัตได้ มีไหมคนไม่ทำบุญเลย คนที่ทำบุญไม่กินเนื้อสัตว์ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์นะ พระที่ฉันเนื้อสัตว์ไปนิพพานนับไม่ถ้วน เขาไม่ได้กินสัตว์เป็น เขาซื้อมากินไม่มีบาป
ผู้ถาม ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เพราะว่าไปมองเห็นเนื้อสัตว์แล้วมีเลือดมีคาว เลยกินไท่ได้เจ้าค่ะ
หลวงพ่อ  อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อาหารเรปฏิกูลสัญญา อันนี้เป็นปัจจัยให้บรรลุพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ นี่เป็นพื้นฐานใหญ่นะ ถ้าเห็นแบบนั้นเกิดนิพพิทาญาณแล้ว นิพพานญาณเป็นปัจจัยให้ได้พระอนาคามี ต่อไปถ้าเว้นจริงเป็น สังขารุเปกขาญาน เป็นพระอรหันต์ คนที่จะเป็นอรหันต์ได้ ถ้าไม่คล่องในบทนี้เป็นไม่ได้ มี กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน เป็นพื้นฐาน

พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ไม่เสวยและฉันเนื้อสัตว์ เป็นต้น

๑. ต้องไม่ฉันเนื้อ ๑๐ ประการมีเนื้อมนุษย์เป็นต้น

๒. เนื้อนั้นจะต้องเป็นปวัตตมังสะ คือที่เขาขายแกงกินกันตามปกติของเขา โดยพระไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่า เขาฆ่าเนื้อเจาะจงถวายตน

๓. ก่อนการฉันอาหารเนื้อทุกคราว จะต้องพิจารณาเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ฉันเนื้อต้องห้ามข้างต้น

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1