นั่งสมาธิเห็นเชือกผูกคอ

ผู้ถาม ลูกเจริญพระกรรมฐานเห็นเชือกผูกคอเป็นห่วง แล้วทำเป็นเงื่อน ในความรู้สึกจิตบอกว่า..."ห่วงเงื่อนตาย ๆ" ลูกอยากจะเรียนถามว่า เป็นความหมายอย่างไรเจ้าคะ?
หลวงพ่อ  ห่วงเงื่อนตายหมายถึงไม่รูดใช่ไหม...มีอยู่ ๓ ห่วง ปุตตัง คีเว, ธนัง ปาเท, ภริยัง หัตเถ

ปุตตัง คีเว ห่วงลูกผูกคอ เป็นเงื่อนตายขยับเงื่อนไม่ได้

ธนัง ปาเท ห่วงทรัพย์สิน กลัวทรัพย์สินหาย ห่วงผูกข้อเท้าเดินไปไหนไม่ค่อยได้

ภริยา (สามี) หัตเถ มันก็คล้องข้อมือต้องทำงานมาก

เอายังไง...จะเอาห่วงไหน...ให้พยายามตัดห่วงห่วงจริง ๆ มันตัดไม่ได้จริง ๆ ใช่ไหม...ต้องพยายามคิดว่า ลูกก็ดี สามีก็ดีตาม ภรรยาก็ตาม หรือคนที่ห่วงใยก็ตาม ทุกคนนี่ต้องตายเหมือนกันหมด เราก็ตายเขาก็ตาย ขณะที่มีชีวิตอยู่เพียงใด เราช่วยได้เราจะช่วยให้เต็มความสามารถตามหน้าที่ ถ้าตายแล้วเลิกกันก็หมดเรื่อง

ผู้ถาม โอ...หลวงพ่อไม่มีห่วงเลยก็สบาย...
หลวงพ่อ  ไม่มีห่วงเลยก็ไม่สบายเหมือนกัน ไม่มีอะไรคล้องขึ้นนิพพาน นี่ยิ่งห่วงหนัก ที่ไม่มาอีกเท่าไร แต่ก็ดีอยู่อย่าง ตอนที่ป่วยหนัก ๆ ตอนก่อนหน้าเป่ายันต์เกราะเพชร มีอาการเครียดจริง ๆ อยู่ ๓ วัน ฉันนึกว่าห่วงปี๋แล้ว ห่วงเต็มทีไง... "ตาย" ตอนนั้นก็นั่งนึก ๆ

มีวันหนึ่งอาการเครียดมาก อาการเครียดของฉัน คนสังเกตยากนะ ก็ตอนอยู่คนเดียวแล้วก็ย่องไปบ้าน ไปสำรวจพื้นที่ พอขึ้นไปถึงดาวดึงส์ ปรากฏว่ามีท้าวมหาราชตามไป ท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลาครับ ก็บอกว่านี่...ท้าวมหาราชฉันยังไม่มาอยู่นะ ฉันจะมาดูที่ของฉันว่า ถ้าร่างกายมันพัง ฉันจะอยู่ที่ไหนกันแน่ ก็เลยไปบ้านโน้น บ้านสุดท้าย มีหลายบ้าน...

ผู้ถาม เอ๊ะ...!
หลวงพ่อ  อ้าว! บ้านที่หนึ่ง...วัดท่าซุง บ้านที่สอง...บ้านโยม ไปแวะหาท่านเสมอ บ้านที่สาม...ก็บ้านสุดท้าย พอขึ้นไปถึงบ้านสุดท้ายก็ปรากฏว่าพบคนมากมาย คนที่เป็นหัวหน้ามารับก็คือ คุณอ๋อย
ผู้ถาม เอ๊ะ! ใครครับ?
หลวงพ่อ  ภรรยา ท่านเจ้ากรมเสริม คือว่า คุณอ๋อย ยกทีมมารับ แต่ว่าไปพบคนที่เคยเห็นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อเยอะ ก็ถามว่าพวกคุณมาได้ยังไง...เขาก็ถามว่าหลวงพ่อสอนว่ายังไง...เจ๊งเลยเรา แสดงว่านอกจากที่เรารู้จักน่ะเยอะนะ เขาไปกันน่ะ เห็นภาพใหม่แล้วก็เห็นภาพเก่า เขาบอกรูปร่างแบบนี้ ๆ เขาให้ดูตัวเลย นี่แสดงว่าไปไม่ใช่น้อย ถ้าคิดจำนวนจริง ๆ คนใหม่นะ...ประมาณ ๒๐๐ กว่า

ทีนี้สงสัยว่านิพพานมันจะแน่น พวกเราไปทีหลังไม่มีทางเข้า ก็ลองย่องไปดูโลกันต์ว่าจะว่างไหม...(หัวเราะ) วันนั้นแปลกใจมาก ถ้าร่างกายมันเครียดนะ ใจจะสบายมาก ตรงกันข้ามฉันไม่เหมือนชาวบ้าน เขาหรอก...ถ้าร่างกายไม่ดีใจผ่องใสมาก เพราะพร้อม เวลานั้นเราก็ตัดห่วงทั้งหมดใช่ไหม...

ไอ้ห่วงเงื่อนรูดได้ไม่ได้ ตายไม่ตายไม่มี ห่วงดึงลงไม่มี มีแต่ห่วงขึ้น จิตมันก็เป็นสุข เมื่อจิตเป็นสุขอารมณ์มันก็สบาย ก็คิดว่าร่างกายมันจะพังก็เป็นเรื่องของมัน เราไม่เคยปรารถนามัน ที่อยู่ของเรามี แต่เงื่อนไขยังมีอยู่ว่า พระท่านบอกยังไปไม่ได้ ท่านก็วางเงื่อนไขให้บอกว่าในปี ๒๕๓๑ ให้สร้าง ๑๓ รายการให้เสร็จ

ก็เลยบอกว่าถ้าชีวิตยังอยู่ ญาติโยมทำบุญผมก็ทำได้ ถ้าญาติโยมไม่ทำบุญผมก็ทำไม่ได้ ท่านบอกไม่เป็นไร เขาทำกันเอง แล้วก็เมื่อวานซืนก่อนมา ๒ วัน ท่านมาสั่งสร้างวิหาร ๑๐๐ เมตร ให้ทำวิจิตรพิสดารมาก เมื่อท่านบอกยังไปไม่ได้ ก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ เมื่อขันธ์ ๕ ยังทรงตัวอยู่ ถ้าผมทำงานได้ผมก็ทำไป

แต่ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เป็นต้นไปผมต้องทำงานเบา นั่นหมายความว่าการก่อสร้างถ้าไม่เสร็จภายใน ๒๕๓๑ นะ เลยไปถึง ๒๕๓๒, ๓๓ ก็แบบช่างเถอะตามเดิม มีก็ทำ ไม่มีก็ทำ ก็เรียกว่าทำแบบเบา ๆ เพราะว่าทำหนักมามากแล้ว ใช่ไหม ท่านก็บอกไม่เป็นไรฉันจะช่วย ก็เลยบอกว่าที่ผมจะไป ไม่ใช่อะไร ตามสัญญาเดิมมีอยู่ว่า...

เมื่อผมจะอยู่ก็มีคนอยู่แสนสามหมื่นคนให้เข้าถึงไตรสรณคมณ์ คนแสนสามหมื่นครบมา ๓ ปีกว่าแล้ว เวลานี้เป็นกรณีพิเศษ เป็นของแถม ฉะนั้นภารกิจของผมก็เสร็จแล้วทุกอย่าง ไอบ้างไม่ไอบ้าง...ขี้ออกบ้างไม่ออกบ้าง...แบบนี้

ก็รวมความว่าน่าแปลกใจ ก็คิดว่าเราน่าจะสบายแล้วนะ ไปที่บ้านมันก็เป็นสุข แต่ไอ้คนที่ไปแล้ว ๒๐๐ กว่าคนนั้นซิ สงสัยว่าบ้านเขาไม่มีดันอยู่บ้านเรา แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ นี่หนักใจตรงนี้นะ

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 7