พระรัตนตรัย

 

   

ค้นหา
ดู: 4707|ตอบ: 7
go

การฝึกลมปราณ

Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
9-3-2012 
โพสต์
568 
กระทู้
16 

มหาลาภ กัลยาณมิตร

โพสต์เมื่อ 25-3-2011 13:47 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


การฝึกลมปราณ


การฝึกลมปราณ เป็นการเน้นไปในทางบริหารลมหายใจเข้าออก โดยหายใจลึกๆช้าๆต่อเนื่องจนจิตสงบวิธีนี้เป็นพื้นฐานการสร้างกำลังภายใน เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง และรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับร่างกายบางชนิดได้
ก่อนฝึกลมปราณให้ใจเย็นๆนั่งลงหายใจตามปรกติก่อนสัก 1 หรือ 2 นาที ถ้าเหนื่อยมาจากงาน หรือเพิ่งเดินทางมาถึง ให้นั่งพักสักครู่ก่อน เพื่อให้ใจสงบพร้อมที่จะฝึกต่อไป จากนั้นให้เลือกท่าฝึกที่เหมาะสมกับสังขารของท่านในท่าใดท่าหนึ่งดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้น ไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยายและหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดีเข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิตให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็น ผลคือทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายการฝึก ลมปราณต่อไปนี้จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้


การฝึกลมปราณ ก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน

การฝึกนี้ไม่ต้องใจร้อนรีบเร่ง ไมฝืนสังขารและฝืนจิตใจ ทำใจสบายๆค่อยๆฝึก และฝึกจนจิตรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเป็นพื้นฐานที่ดีของการฝึกลมปราณต่อไป

1 ทำใจให้สงบแล้วค่อยๆหลับตาลง หุบปากแล้วใช้ปลายลิ้นค้ำดุนแต่เพียงเบาๆที่เพดาน

2 หายใจตามปรกติวิสัยจนกว่าจะสงบ รวมจิตเป็นหนึ่งก่อน แล้วจึงหายใจเข้าค่อยๆลึกขึ้นด้วยวิธีถอนหายใจลึกๆเข้าๆจนสุดแรงดูดลม ลมหายใจนั้นจากหยาบให้ค่อยๆ ปรับให้ละเอียดมากขึ้น
จากการหายใจตื้นให้ค่อยๆ ลึก จาการหายใจช่วงสั้นให้ค่อยๆเป็นช่วงยาวขึ้น
ค่อยๆเพิ่มขึ้นที่ละขั้นอย่างช้าๆ ตามลำดับ
แล้วค่อยๆ ผลักดันนำส่งลมหายใจที่ดูดเข้ามานั้นให้ต่ำลงๆ จนกว่าจะเลยสะดือลงไป 3 นิ้ว เป็นตำแหน่งของจุด ตั้งช้างการนำล่องลมหายใจให้ต่ำนี้ ไม่ควรจงใจใช้แรงบีบเกร็งกล้ามเนื้อให้ดันลมหายใจต่ำลงไป แต่เป็นการทำงานที่เรียกว่าจิตสำนักว่าความรู้สึกของจิตใจไปจับที่กองลมจึงสมมุติว่าเป็นกองลมที่หายใจเข้านั้นเป็นกลุ่มลมสีขาวกำลังถูกนำผ่านรูจมูก ผ่านหลอดลมผ่านปอดแล้วผ่านช่องท้องและลงต่ำจนถึงท้องน้อย ซึ่งระยะเวลาที่ฝึกแล้วจะเกิดกลุ่มความร้อน ซื่งกลุ่มความร้อนนี้ใช้ระยะเวลาไม่เท่ากันทุกคน ต้องแล้วแต่ความสมบูรณ์ของสังขารและความพร้อมของจิตใจที่ได้ฝึกมาถูกต้อง เข้าหลักได้ดีเพียงใจก็จะเกิดผลเร็วเพียงนั้น บางท่านฝึกไปในทางจิตสงบ หลายท่านตั้งแต่เริ่มฝึกใหม่ๆ จนถึงขั้นจิตสงบ อาจจะไม่มีกลุ่มความร้อนนี้เกิดขึ้นก็ได้กลุ่มความร้องนี้ เราเรียกกันว่า กลุ่มกระแสกำลังภายในเป็นพลังงานที่เกิดจากการฝึก ลมปราณ กลุ่มความร้อนนี้เมื่อเกิดขึ้นใหม่ๆ อาจจะเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่งหรือเกิดความรู้สึกเพียงบางครั้งบางคราวของการฝึก
แต่เมื่อใดที่เราจับจุดที่จะเกิดความสำเร็จนี้ได้แล้ว เมื่อคราวใดที่เกิด
กลุ่มความร้อน นี้แล้ว ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลุกจากที่ ไม่ตื่นเต้นดีใจ ไม่เสียใจที่เพิ่งจะสำเร็จ ทำใจสบายๆ วางตัวเป็นกลาง
คงฝึกลมปราณธรรมดาต่อไปโดยไม่ต้องเพิ่มแรงบีบรัดกดดันหรือว่า เกร็งบีบประสาท ไม่ช้ากลุ่มความร้อนนั้นก็จะร้อนมากพอสมควรที่เรียกว่า
ไออุ่น (แต่ไม่ใช่รู้สึกร้อนมากจนกระวนกระวาย)


ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาลงทะเบียน

Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
9-3-2012 
โพสต์
568 
กระทู้
16 

มหาลาภ กัลยาณมิตร

โพสต์เมื่อ 25-3-2011 13:54 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

วิธีนำส่งกลุ่มไออุ่น ให้พัดพาโคจรไปทั่วร่างกาย

       “กลุ่มไออุ่น นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว อาจจะมีโอกาสโคจรไปตามร่างกายเอง โดยเราไม่ต้องนำพาก็ได้ แต่เขียนไว้เป็นลักษณะแผนที่ การเดินทาง ของกลุ่มไออุ่น เพื่อว่าถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นที่ใดและจุดใดแล้ว ควรทำอย่างไรต่อไป จะได้ไม่ต้องตกใจ ถ้าประสบกับเหตุการณ์นั้นๆเมื่อเกิด กลุ่มไออุ่น ที่จุดตั้งช้าง แล้วยังคงฝึกลมปราณไปปรกติ
     ตั้งสมมุติฐานจินตนาการว่าเมื่อฝึกลมปราณจนกระแสกำลังภายในทับถมเสริมเพิ่มเติมที่กลุ่มไออุ่นมากขึ้นๆ กลุ่มไออุ่นก็เพิ่มจำนวนหนาแน่นรวมเป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้นหนักขึ้น ( ทั้งนี้เป็นพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่แสร้งออกแรงบีบรัดบังคับกล้ามเนื้อ )หลังจากนั้นจึงรวบรวมความสนใจเพื่อใช้เสริมความรู้สึกมากขึ้น จะมีอาการคล้ายๆกับกำลังถ่ายอุจจาระอยู่ และเมื่อฝึกไปๆอาจจะรู้สึกว่ากำลังจะถ่ายออกมาจริงๆ ขอให้อั้นกลั้นไว้ก่อนก่อนฝึกต่ออีกระยะหนึ่ง กลุ่มไออุ่น ก็จะไหลผ่านจุด ผีเย็บ (ตำแหน่งนี้อยู่ระหว่างช่องถ่ายเบากับทวารหนัก)มีข้อสังเกตุ คือ มีกลุ่มไออุ่นไหลผ่านต่อเนื่องหรือเหมือนมีกระแสกระแสไฟฟ้าไหลกระโดด ข้ามทวารหนัก อยู่ตลอดเวลาไปสู่จุด ก้นกบ
(ตำแหน่งนี้อยู่ที่ปลายสุดของกระดูกสันหลัง) เมื่อกลุ่มไออุ่น รวมตัวจุดก้นกบแล้วก็จินตนาการต่อว่า นำกลุ่มไออุ่น ส่งต่อขึ้นไปกระดูกสันลัง (การนำส่งช่วงนี้ จะรู้สึกว่า มีอาการหดท้องทวารหนักขึ้นไป)กระแสกลุ่มไออุ่นก็จะผลักดันขึ้นสันลังเอง(โดยไม่ต้องแสร้งชักนำ)
ระหว่างที่ไออุ่นยังเคลื่อนไหวโคจรไปสู่ทั่วร่างกายนั้น ก็ยังคงหายใจฝึกลมปราณเสริมทับถมให้กับจุดตั้งช้าง ต่อไป เหมือนกับว่าเรากรองน้ำเติมที่กรวยอยู่ตลอดเวลา เป็นการผลักดันน้ำที่ไหลไปก่อนและน้ำ(กลุ่มไออุ่น)นั้น ก็จะไหลไปตามท่อ คือ ผ่านตามจุดต่างๆของร่างกาย
กลุ่มไออุ่น ก็ไหลขึ้นตามกระดูกสันหลัง ผ่าน จุดบั้นเอว ผ่านขึ้นไปที่ จุดคอพับ (จุดนี้อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังช่วงระหว่างกระดูกต้นคอต่อกับไหล่พอดี สังเกตได้จาก เวลาพับคอจะมีกระดูกนูนขึ้นมาตรงจุดนั้น)ขึ้นผ่าน จุดท้ายทอย(จุดที่กระดูกคอต่อกับกะโหลก)ขึ้นไปสู่จุดกระหม่อม ( ตรงกลางของหัวกะโหลกตำแหน่งนี้สังเกตุได้จากตอนที่เด็ดยังอ่อนๆอยู่ กลางกระหม่อมนั้น จะผุดขึ้นลงตามกระแสผลักดันของเลือดที่หัวใจสูบฉีดขึ้นมาหล่อเลี้ยงจุดนั้น)จากนั้น ก็จะเคลื่อนผ่านกระหม่อมมายัง จุดหน้าผาก (กึ่งกลางระหว่างคิ้ว) ลงสู่ จุดลิ้นไก่  (จุดนี้อยู่รอยต่อระหว่างโคนลิ้นกับลิ้นไห่ที่เพดานปาก) และไหลผ่านลงมา จุดกึ่งกลางของกระดูกหน้าอก (อยู่กึ่งกลางของกระดูกไหปลาร้าหรือเรียกว่าใต้จุดคอหอย) ลงสู่จุดกลางอก (จุดผ่ากลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง)ผ่านสะดือและลงสู่ จุดตั้งช้าง อีกครั้ง โคจรหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาที่นั่งฝึกอยู่


Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
9-3-2012 
โพสต์
568 
กระทู้
16 

มหาลาภ กัลยาณมิตร

โพสต์เมื่อ 25-3-2011 16:40 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

     ยังมีอีกกระแสหนึ่ง เรียกว่า กระแสขวาง หรือเรียกว่า กระแสเข็มขัดรัดเอวฝึกลมปราณไปพักหนึ่งแล้วอาจจะเกิดกระแสขวางนี้ขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ คือ เมื่อเริ่มมี กลุ่มไออุ่น นั้น บางครั้งไม่วิ่งขึ้นศีรษะ แต่กลับจะวิ่งเป็นแนวขวางบั้นเอว ควบรอบเป็นลักษณะเข็มขัด ซึ่งบางครั้งก็จะวิ่งอ้อมจากซ้ายไปขวา บางครั้งก็จะวิ่งจากขวาไปซ้ายอย่างมีระเบียบโดยประมาณวิ่งรอบครั้งละ 36 รอบ

      แต่เมื่อฝึกไปอีกระยะหนึ่ง กระแสไออุ่นก็จะกระจายไปทั่วถึงปลายเท้า ปลายมือ

       การเคลื่อนโคจรของไออุ่นนี้ อาจจะเคลื่อนโคจร ผ่านไปที่ละจุด และอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงสามารถผ่านอีกจุดหนึ่งจนถึงขั้นโคจรครบทุกจุดทั่วกาย

       ในระหว่างที่ กลุ่มไออุ่น จากลมปราณกำลังโคจรผ่านจุดต่างๆ ของร่างกายอยู่นั้น เกิดมีความจำเป็นต้องออกจากสมาธิในขณะที่ไออุ่นยังโคจรไม่ครบรอบใดรอบหนึ่ง ก็ ค่อยๆคลายออกสมาธิได้

       และเมื่อเสร็จธุระแล้ว ควรหาโอกาสฝึกต่ออีกนะรยะเวลาที่ใกล้เคียงได้ยิ่งดีซึ่งก็เท่ากับเริ่มต้นใหม่ เพื่อเดินลมปราณให้คล่องสะดวก

ฝึกลมปราณที่ไหนก็ได้


การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ซึ่งฝึกจนคล่องตัวแล้ว ขำนาญในการเจริญก็สามารถฝึกได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งรถเดินทางหรือยามที่ว่าง
ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้กายใจลึกๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิพอมีจังหวะ 5-10 นาที  เราก็สามารถเดินลมปราณ โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก

      เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆเราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ


ที่มา: หนังสือคำสอนสมเด็จโต  สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต

ผู้แต่ง :  แสง อรุณกุศล


Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
5-3-2014 
โพสต์
116 
กระทู้
39 

มหาลาภ กัลยาณมิตร MVP

โพสต์เมื่อ 31-3-2011 15:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2527 ปัจจุบันก็ยังเห็นมีวางขายตามร้านหนังสืออยู่ (มีเนื้อหาน่าสนใจหลายอย่าง แต่โดยรวมแล้ว ตรงเรื่องอารมณ์ฌาน อารมณ์สมาธิเบื้องต้นและการฝึกกสิณ ในหนังสือกรรมฐาน40 และคู่มือปฏิบัติกรรมฐานของวัดท่าซุงจะอธิบายละเอียดกว่า)

ภายในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงการฝึกลมปราณ(เฉพาะเบื้องต้น) ฌาน ถอดจิต ตาทิพย์ การหยั่งรู้วาระจิตผู้อื่นและการฝึกกสิน และมีสิ่งน่าสนใจอย่างหลายที่จะเป็นเกร็ดเล็กน้อยแนะนำผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจการฝึกกรรมฐาน


(อันนี้ในหนังสือไม่ได้กล่าวถึง แต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว....ของข้าพเจ้าเอง)
ลมปราณมีสองชนิด คือปราณประเภทร้อน(เพศชายจะฝึกได้ง่ายกว่า) และปราณประเภทเย็น(เพศหญิงจะฝึกได้ง่ายกว่า)


เบื้องต้นของการฝึกลมปราณ มักจะเป็นการนั่งฝึกอยู่กับที่ก่อน จับลมหายใจเข้าออกไปเรื่อยๆ และเมื่อลมปราณเริ่มอยู่ตัว สมาธิเริ่มคงที่ ผู้ฝึกก็จะเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเปลี่ยนเป็นเดินจงกลม หรือร่ายรำท่วงท่าต่างๆ ช้าๆให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีระบบ มีสติควบคุมและสัมพันธ์กับลมหายใจ เข้าออก

หากฝึกเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ และต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อยๆรู้จักการควบคุมพลังปราณ และนำพลังนั้นไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง เช่นการรักษา(ใช้ร่วมกับยาสมุนไพร) การสกัดจุดหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม(เคยพบอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่งที่เป็นคนไทย สามารถใช้ลมปราณร้อนสกัดจุดเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามได้ อยู่จังหวัดชัยภูมิ แต่ขอสงวนชื่อ) และใช้ในศิลปการต่อสู้ หรือแม้แต่ใช้ในการแข่งขันกีฬา อย่างฟุตบอล วิ่งกรีฑา วอลเล่บอล ปิงปอง เทนนิส หรือฟุตบอลฯลฯ

ถ้าเป็นการต่อสู้จะเรียก 'ฟาจิ้ง' ว่าเป็นมวยภายใน ฟาจิ้งคือการ 'ผ่อนคลาย' และ 'เกร็งแบบฉับพลัน' เพื่อสร้างคลื่นแรงอัดที่มองไม่เห็น(บีบอัดพลังปราณ และปล่อยออก) ฟาจิ้ง สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบการต่อสู้ และเกิดขึ้นได้ในกีฬาหลายชนิด (ไม่เว้นแม้แต่การเล่นเครื่องดนตรีบางประเภทและการร้องเพลง) ไม่จะเป็นว่า มวยไทย(ใช้การเต้นฟลุกเวิร์คเป็นตัวคุมสมาธิและจังหวะการหายใจเข้า-ออก) หรือมวยจีน(ใช้การร่ายรำเป็นตัวคุมสมาธิและควบคุมจังหวะการหายใจเข้า-ออก) เทควันโด้ เอกิโด้ คาราเต้ ไทเก๊ก ฯลฯ ก็ย่อมมีการร่ายรำ มีการฝึกซ้อมตามรูปแบบเฉพาะ และมีเทคนิคการสร้างฟาจิ้งที่แตกต่างกันออกไป


ฟาจิ้ง เป็นการดึงพลังจากภายใน (พลังลมปราณ) มาใช้ มีการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่า กำลังภายในต้องเป็นวิชากังฟูของประเทศจีนเท่านั้น ความจริงประเทศไทยเรานำฟาจิ้งมาใช้ในการทำสงครามโดยผสมผสานกับการต่อสู้มือเปล่า และใช้ร่วมกับอาวุธอย่างดาบ ขวาน หรือธนู เพื่อปกป้องประเทศมาตั้งแต่สมัยก่อนที่จะมีนายขนมต้มเสียอีก   


ในรูปแบบการต่อสู้ แขนงไหนจะเก่งกว่าไม่มีความสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้นั้นจะสามารถดึงพลังซ่อนเร้น 'ฟาจิ้น' ออกมาใช้ได้มากและคล่องแค่ไหน วัดกันที่ความเร็ว การแข่งขันกีฬาเองก็เช่นเดียวกัน

ส่วนถ้าต้องการใช้ลมปราณในด้านการรักษาก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องใช้ความรู้ด้านสรีระร่างกายมาประกอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา





Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
24-4-2014 
โพสต์
361 
กระทู้
63 

กัลยาณมิตร MVP

โพสต์เมื่อ 3-4-2011 08:52 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุ สาธุ

เอวังกิ่ม แม่นิ่ม ๒ บาท แม่ปาด ๒ สลึง แม่ผึ้ง ๑เฟื้อง จบผูกดอ

Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
11-2-2013 
โพสต์
58 
กระทู้
0 

มหาลาภ

โพสต์เมื่อ 29-5-2011 22:55 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
..สาธุคะ

metta

Rank: 1

EXP 
 
40%
เข้าสู่ระบบล่าสุด
18-8-2011 
โพสต์
1 
กระทู้
0 
โพสต์เมื่อ 18-8-2011 22:22 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สาธุครับ

Rank: 3Rank: 3Rank: 3

เข้าสู่ระบบล่าสุด
11-7-2012 
โพสต์
119 
กระทู้
0 

มหาลาภ กัลยาณมิตร

โพสต์เมื่อ 23-8-2011 23:13 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

praruttanatri.com

GMT+7, 23-7-2014 04:36 , Processed in 0.143929 second(s), 16 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.