แบบขึ้นพระกัมมัฎฐาน

ตั้งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตั้งธาตุ ตั้งฌาน ตามระเบียบแล้ว ดำเนินในวิปัสสนาญาณ ๙ ต่อไป

๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ตั้งที่อัษฎากาศเบื้องต่ำ
๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ตั้งที่สูญเหนือนาภี
๓. ภยตุปัฏฐานญาณ ตั้งที่หทัยวัตถุ
๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ตั้งที่คอกลวง
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ตั้งที่โคตรภูท้ายทอย
๖. มุญจิตุกัมมยตาญาณ ตั้งที่อัษฎากาศเบื้องบน
๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ตั้งที่ทิพสูญระหว่างคิ้ว
๘. สังขารุเปกขาญาณ ตั้งที่มหาทิพสูญคือในนัยตาทั้งสอง
๙. สัจจานุโลมิกญาณ ตั้งที่จุลทิพสูญปลายนาสิก ฯ

ทำให้เป็นอนุโลม ปฏิโลม ทำให้มาก เจริญให้มาก เมื่อชำนาญดีแล้ว ตั้งสติสะกดจิตต์ไว้ให้คงที่ เพ่งดูตาครางด้วยตา อย่างนี้สงเคราะห์ให้เกิดกรรม กรรมนั้นเองเกิดจากเจตนา อันเนื่องด้วยจิตต์ จิตต์เนื่องอยู่ในอัตตะ ภาวะของความรู้ซ่อนความลึกลับไว้อย่างมหัศจรรย์อย่างนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาดูสกลกายนี้ด้วยวิปัสสนาญาณ เพื่อได้รู้แจ้งแทงตลอดในภาพของจิตต์ คือ

๑. ความรู้ประเภทใด ทำให้เห็นเอกภาพ เอกจิตต์ เอกธรรม อันตั้งมั่นไม่เสื่อมสูญในสิ่งทั้งปวง และทำให้เห็นไม่แยกในสิ่งที่แยกกันอยู่ ได้แก่การเห็นตัวสภาวะธรรม ที่เป็นธรรมธาตุ ธรรมมัฏฐิติ ธรรมนิยาม ความรู้นั้นจงทราบเถิดว่าเป็นความรู้จริงประกอบในทางโมกขธรรม โดยแท้ ควรดำเนิน ฯ

๒. ความรู้ประเภทใด รู้ในสรรพสิ่งที่เป็นภาวะต่าง ๆ อันต่างชนิดโดยความเป็นต่าง ๆ กัน นำให้เกลียด นำให้ชอบ นำให้เมา พึงทราบว่าเป็นความรู้ที่ประกอบด้วย "รโช ธุลี" ควรละ ฯ

๓. ความรู้ประเภทใด ทำให้ติดอยู่ในการกระทำอย่างเดียว แต่ส่วนผลนั้นมีอาการเป็นเสมือนรู้รอบหมดแล้ว ทั้งไม่เที่ยงแท้แน่นอน และมีเพียงประมาณเล็กน้อยเท่านั้น ความรู้ชนิดนั้น พึงทราบว่าประกอบด้วย "ตะโม มืด หรือ โมหะ หลง" ควรละ ฯ

๔. ความรู้ประเภทใด ที่ทำให้มี มานะ ทิฏฐิ อหังการ มมังการ ความรู้ประเภทนั้นประกอบด้วย "โทโส โทษ หรือ โกโธ โกรธ" ควรละ ฯ

พระโยคาวจรผู้รู้ว่า ธรรมกายดำรงอยู่ในหทัยประเทศ แห่ง สรรพภูต ทำให้หมุนดังว่าหุ่นยนต์ ท่านจึงตั้งใจเจริญพระวิปัสสนาญาณ เพื่อให้ถึงธรรมกายเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมโดยสิ้นเชิง ถึงสถานอันสงบระงับประเสริฐเที่ยงแท้ เพราะความอำนวยของธรรมกายนั้นเป็นอมตะ ฯ


คัดลอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่เก็บได้ข้างถนน