| ถาม |
แก่นไตรภพคืออะไร |
| ตอบ |
ใจ |
| ถาม |
ทำไมจึงว่า ใจ เป็นแก่นไตรภพ |
| ตอบ |
เพราะใจ เป็นศูนย์กลางของสิ่งทั้งปวงในไตรภพ ไม่ว่าสิ่งใดๆ จะปรากฏมี เป็นได้ต้องอาศัยเกิดจากใจ และรู้สึกขึ้นที่ใจ ทั้งหมดสิ้น |
| ถาม |
สิ่งทั้งปวงเกิดจากใจอย่างไร |
| ตอบ |
เกิดรู้สึกปรากฏขึ้นที่ใจ เป็นอาการสัณฐานต่าง ๆ แล้วสมมุติเรียกกันว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ |
| ถาม |
สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่รู้สึกปรากฏขึ้นนั้น เป็นเพราะอารมณ์ที่มีอยู่จริง ๆ ต่างหากจากใจ มาสัมผัสเข้ากับใจมิใช่หรือ |
| ตอบ |
ถ้าเชื่อถือความรู้สึกว่าจริงเป็นประมาณแล้วก็ดูเหมือนว่าเป็นจริงเช่นนั้น แต่ว่าสิ่งใด ๆ ที่ไม่ใช่ความรู้สึกเกิดจากใจนั้นไม่มีเลย |
| ถาม |
ถ้าดังนั้น ร่างกายของเรา และสิ่งทั้งปวงก็หาได้มีจริงต่างหากจากใจไม่ เป็นแต่ความรู้สึกอันเกิดจากใจซึ่งเราบัญญัติเรียกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่นนั่นหรือ |
| ตอบ |
เป็นเช่นนั้น |
| ถาม |
รู้ได้อย่างไร |
| ตอบ |
รู้ได้โดยตรวจพิจารณาดูร่างกายของเราและสิ่งทั้งปวงจนเห็นว่าเป็นธาตุ แล้วตรวจธาตุต่อ ๆ ไป ก็เห็นว่าเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งแลเห็นด้วยตาไม่ได้ เป็นแต่รู้สึกได้ว่ามีอยู่ แล้วตรวจต่อไปอีก ก็เห็นว่าธรรมชาตินี้ ก็คือเป็นความรู้สึกที่เกิดจากใจนั้นเอง เพราะฉะนั้น จึงรู้ได้ว่าสิ่งทั้งปวงย่อมเกิดจากใจ และเป็นความรู้สึกที่ออกไปจากใจทั้งสิ้น |
| ถาม |
ทำไมสิ่งทั้งปวงจึงเกิดจากใจดังเช่นว่านี้ |
| ตอบ |
เพราะอวิชชาหรือความไม่รู้ธรรมดาที่จริงเป็นเหตุบ้าง เกิดขึ้นเองโดยธรรมดานิยมบ้าง |
| ถาม |
อวิชชาเป็นเหตุอย่างไร |
| ตอบ |
เป็นเหตุให้คิดเห็นไปต่าง ๆ ผิดจากธรรมดาที่เป็นจริง จึงบังเกิดเป็นสิ่งทั้งปวงขึ้นจากใจพอเหมาะกับความคิดเห็นที่เนื่องมาแต่อวิชชา |
| ถาม |
ใจอะไรเป็นที่เกิดสิ่งทั้งปวง |
| ตอบ |
ใจที่มีอยู่แก่สัตว์ทั่วไป ทั้งที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ |
| ถาม |
ใจนั้นมีอาการเป็นอย่างไร |
| ตอบ |
อาการไม่ปรากฏ เป็นแต่รู้อยู่ด้วยกันว่า ใจมีอยู่เพราะนามและรูป เป็นเครื่องเทียบเคียงส่อแสดงให้รู้ |
| ถาม |
ใจนั้นเกิดดับหรือไม่ |
| ตอบ |
ใจที่เกิดปรากฏพร้อมกับนามและรูปนั้น มีอาการเหมือนเกิดดับตามนามรูป เพราะปรากฏมีขึ้นเมื่อนามรูปเกิดขึ้นและสูญหายไป เมื่อนามรูปแตกดับหายไป แต่ว่าถึงจะเกิดดับอย่างไร ๆ ใจก็คงเป็นใจอยู่อย่างนั้นเอง |
| ถาม |
นามรูปที่เกิดดับนั้นรู้แล้วยกไว้เสียที ว่าแต่ธรรมชาติที่เป็นใจอย่างเดียวเท่านั้น เกิดดับหรือไม่ |
| ตอบ |
หมดปัญญาที่จะคิดเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะใจนั้นเป็นสิ่งที่ปราศจากอาการทั้งปวง, เป็นแต่รู้ได้ว่ามีอยู่ใน เวลาเมื่อรูปนามยังมีอยู่เท่านั้น |
| ถาม |
ใจของเรา และใจของผู้อื่นต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
เหมือนกันหมดทุกตัวสัตว์; จะต่างกันก็แต่ความรู้ความเห็นของใจที่อาศัยอวิชชาปรุงแต่งเท่านั้น |
| ถาม |
กายและใจเป็นตัวเราหรือมิใช่ |
| ตอบ |
ไม่ใช่ กายนั้นเกิดดับผันแปร แปลกเปลี่ยนเสมอเป็นนิตย์ เหมือนดังฟองน้ำและพยับแดด จะว่าส่วนไหนเป็นตัวเราไม่ได้, และใจนั้นก็เป็นเหมือนดั่งน้ำและแสงแดด เป็นตัวประธานศูนย์กลางอยู่, จะกำหนดว่าเป็นตัวเราที่ตรงไหนก็ไม่ได้เหมือนกัน |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นตัวเราไม่มีหรือ |
| ตอบ |
ถ้าจะว่ามีก็ต้องว่า ความรู้หรือความไม่รู้ที่ติดอยู่กับใจนั้นเอง |
| ถาม |
ความรู้และความไม่รู้อะไร |
| ตอบ |
ความรู้ธรรมดาตามเป็นจริงของกายและใจ, และความไม่รู้ธรรมดาเหล่านี้ |
| ถาม |
รู้และไม่รู้มีคุณโทษต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
ถ้าไม่รู้แล้ว ก็ยึดถืออาการของใจที่ปรากฏรู้สึกต่างๆ ว่าเป็นจริง, และอาดูรเดือดร้อนหรือรื่นเริงไปตามอาการเหล่านั้น ถ้ารู้แล้วก็เฉยได้ พ้นจากภัยทั้งปวงเป็นสุขอย่างยิ่ง |
| ถาม |
นามและรูปนั้นรู้แล้วว่าเกิดดับ, และใจนั้นก็บอกไม่ได้ว่า เป็นอย่างไร, ก็ความรู้และความไม่รู้เล่า เกิดดับหรือไม่ |
| ตอบ |
ความรู้ไม่ดับ, แต่ความรู้และความไม่รู้นั้นอาจแปรผันกลับกลายเป็นความรู้ไปได้ด้วยการศึกษา |
| ถาม |
มีพยานอย่างไรว่าเป็นอย่างนี้ |
| ตอบ |
มีพยานที่คนรู้หรือคนไม่รู้ ถึงจะรู้สึกตัวตื่นอยู่หรือหลับไปไม่รู้สึก, และจะเป็นอยู่หรือตายไปแล้ว ความรู้ความไม่รู้เป็นจริงอยู่เท่าใด ก็คงอยู่เท่านั้น, ไม่เปลี่ยนแปลงไปได้นอกจากการศึกษา |
| ถาม |
ไม่รู้นั้น คือ อวิชชา ที่เป็นเหตุให้สิ่งทั้งปวงกำหนดสมมติเกิดขึ้นจากใจ ใช่หรือไม่ |
| ตอบ |
ใช่ |
| ถาม |
สิ่งทั้งปวงกำเนิดสมมติที่เกิดขึ้นจากใจนั้น จริงหรือไม่จริง |
| ตอบ |
จริงเท่ากับฝันเห็น ถ้าพิจารณาตรวจตราดูแล้วก็จะเห็นว่าเปล่าทั้งนั้น ไม่เป็นแก่นสารอันใด ล้วนแต่เหลวไหลเหมือนหลอกกันเล่นให้ดีใจ และเสียใจ, ในที่สุดก็สูญหายไปหมด |
| ถาม |
อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้นหรือเป็นเหตุให้สิ่งทั้งปวงเกิดแต่ใจ |
| ตอบ |
หามิได้ สิ่งทั้งปวงที่เกิดเองโดยธรรมดานิยมก็มี |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นแปลกกันอย่างไร |
| ตอบ |
ที่เกิดเองนั้นไม่เป็นสัตว์ และไม่เป็นของๆ สัตว์ คงเป็นแต่ของกลางอยู่โดยปกติธรรมดา แต่ที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นเหตุนั้นเป็นสัตว์และเป็นของๆ สัตว์, หรืออีกนัยหนึ่งที่เกิดเองนั้นเป็นอนัตตา, แต่ที่เกิดเพราะอวิชชานั้นเป็นอัตตา |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นสิ่งทั้งปวงที่เกิดแต่ใจมิไม่เป็นประโยชน์อะไรๆ เลยหรือ |
| ตอบ |
เป็นประโยชน์สำหรับเป็นเครื่องเทียบ กระทำให้อวิชชาความไม่รู้ เป็นวิชชาความรู้ขึ้นมาได้ |
| ถาม |
ถ้าสิ่งทั้งปวงรวมทั้งนามและรูปด้วย ล้วนเป็นของเหลวไหล เหมือนเขาหลอกเล่นไม่เป็นแก่นสารอันใด, ก็สิ่งใดเล่าจะเป็นแก่นสาร |
| ตอบ |
ใจกับความรู้ของใจเท่านั้นเป็นแก่นสาร, นอกจากนี้แล้วเหลวไหลหมด |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นการงานที่กระทำกันอยู่ในโลกมิเหลวไหลไปหมดหรือ |
| ตอบ |
ถ้าการงานที่กระทำนั้นเป็นไปในทางไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน, และเกื้อกูลให้เกิดความรู้, ก็นับได้ว่าเป็นประโยชน์ไม่เหลวไหล ต้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นราย ๆ ไป |
| ถาม |
การทำมาหาเลี้ยงชีพ, การป้องกันรักษาตัว และการสืบพืชพันธุ์ในโลกเหล่านี้เป็นประโยชน์หรือไม่ |
| ตอบ |
ถ้าเป็นไปพร้อมด้วยการศึกษาให้เกิดความรู้ก็เป็นประโยชน์; ถ้าเป็นไปเพื่ออย่างอื่นก็เหลวไหลหมด |
| ถาม |
จะเหลวไหลอย่างไร ? คนที่เขาประพฤติตนแสวงหาประโยชน์ในโลกได้รับความสุขสำราญ สมประสงค์และที่แสวงหาประโยชน์ผิดไปต้องถึงทุกข์ภัยก็มีอยู่จริงๆ มิใช่หรือ |
| ตอบ |
นอกจากเป็นอุบายเครื่องศึกษาให้เกิดความรู้แล้วเหลวไหลหมด, ถึงจะจริงก็เท่ากับฝันเห็น, ในที่สุดก็สูญหายไปหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่ |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสัตว์ก็ไม่จริงด้วยหรือ |
| ตอบ |
จริงเท่ากับฝัน, เพราะเป็นอาการอันเกิดแต่ใจ ซึ่งอาศัยอวิชชาปรุงแต่งให้เห็นไป |
| ถาม |
อันที่จริงนั้นสัตว์ไม่เกิดตายหรือ |
| ตอบ |
ข้อนี้สุดแล้วแต่จะคิดเห็นอย่างไร, ถ้าถือว่านามรูปเป็นสัตว์ ๆ นั้นตายแล้วก็สูญ ถ้าถือว่าความรู้หรือความไม่รู้เป็นสัตว์ ๆ นั้นเกิดมาแล้วก็ไม่ตายอีก, แต่ถ้าเป็นความไม่รู้ก็จะหลงถือผิดไปจนกว่าจะรู้, ถ้าถือว่าใจเป็นสัตว์ ๆ ก็เป็นอยู่ทุกเมื่อ แต่ก่อนหรือเดี๋ยวนี้หรือต่อไปภายหน้าก็ไม่ได้เคยเกิดหรือตายเลยจนหนเดียว |
| ถาม |
ใครเล่าที่เป็นผู้ยึดถือ และคิดเห็นไปต่างๆ |
| ตอบ |
ความไม่รู้หรืออวิชชาที่ติดอยู่กับใจนั้นแลเป็นผู้คิด |
| ถาม |
อวิชชานั้นคิดอย่างไร |
| ตอบ |
คิดเป็นวิปลาสไปต่าง ยึดเอานามรูปที่มิใช่ตัวเป็นตัวบ้าง, ยึดเอาใจที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเป็นตัวบ้าง ฝ่าฝืนต่อความจริง แล้วอาดูรเดือดร้อนไปด้วยไม่สมประสงค์ หรือหลงเป็นสุขสำราญไปตามอาการของสภาวะทั้งปวงที่เป็นต่าง ๆ |
| ถาม |
ยึดถือนามรูปเป็นตัวนั้นจะกล่าวว่าต้องอาดูรเดือดร้อนก็ชอบแล้ว เพราะนามรูปไม่เที่ยง, แต่ที่ยึดถือใจ ซึ่งเป็นสิ่งปราศจากอาการนั้น จะเดือดร้อนทำไม |
| ตอบ |
เพราะใจเป็นปรมัตถธรรม, และเป็นศูนย์กลางของสากลโลก ไม่ใช่ตัวไปยึดถือว่าเป็นตัวก็ขัดกับความเป็นจริง, จึงต้องเดือดร้อนและต้องแก้ไขความเห็นใหม่ |
| ถาม |
ไม่แก้ความเห็นใหม่ไม่ได้หรือ |
| ตอบ |
ไม่ได้ เพราะความเห็นผิดเป็นของเท็จย่อมไม่เที่ยงอาจแปรผันต่อไปได้, เที่ยงอยู่แต่ความเห็นที่จริงแล้วเท่านั้น |
| ถาม |
จริงมีกี่อย่าง |
| ตอบ |
สองอย่าง |
| ถาม |
อะไรบ้าง |
| ตอบ |
จริงสมมติ, และจริงปรมัตถ์ |
| ถาม |
จริงสมมติ, และจริงปรมัตถ์ ต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
ต่างกันที่สมมติเกิดแก่สัตว์เป็นมูลเหตุ, และปรมัตถ์เกิดแต่ธรรมดาเป็นมูลเหตุ |
| ถาม |
ความรู้ความเห็นจริงที่เที่ยงแท้ไม่แปรผันนั้นรู้อะไร |
| ตอบ |
รู้จริงของสมมติ และจริงของปรมัตถ์ตามสภาวะที่เป็นจริงว่ามีอย่างไร จนความวิปลาสต่าง ๆ ดับสูบไปหมดไม่เหลือ |
| ถาม |
ผู้ที่รู้จริงพ้นทุกข์แล้วหรือยัง |
| ตอบ |
เป็นแต่รู้จริงเท่านั้นก็แน่นอนที่จะพ้นแล้ว, แต่ถ้าถอนความเคยตัวในที่ผิด ๆ เสียได้ด้วยแล้ว ก็พ้นทุกข์ทีเดียว |
| ถาม |
พ้นทุกข์แล้วไปอยู่ที่ไหน |
| ตอบ |
อยู่ที่ใจนั่นเอง |
| ถาม |
ทำไมอยู่ที่กายไม่ได้หรือ |
| ตอบ |
ไม่ได้: เพราะความรู้ก็ต้องอยู่ที่ใจ, ถ้าเห็นไปว่าอยู่ที่กายก็เป็นความเห็นที่ผิดวิปลาส ไม่รู้จริงอีก |
| ถาม |
เมื่อยังเป็นอยู่จะว่าอยู่ที่ใจก็พอฟังได้, แต่ถ้าตายแล้วจะอยู่กับใจอย่างไร |
| ตอบ |
ผู้นั้นเมื่อกายยังปรากฏมีอยู่ก็รู้ได้ว่าใจ, แต่เมื่อกายแตกทำลายแล้วใจนั้นก็ถึงซึ่งภาวะอันบัญญัติไม่ได้ว่าเป็นอะไรต่อไป, เพราะความไม่รู้ที่เป็นเครื่องปรุงแต่งอาการของใจให้เป็นอย่างไร ๆ ก็ดับสูญสิ้นไปหมดแล้วด้วยอำนาจความรู้, ถึงใจจะเป็นอยู่ต่อไปอย่างไร ก็ย่อมไม่ปรากฏว่า เป็นอย่างไร เพราะปราศจากอาการ; และความรู้ที่พ้นทุกข์แล้วอยู่กับใจที่ไม่ปรากฏอาการเช่นนี้ก็ย่อมไม่ปรากฏอยู่เองเป็นธรรมดา |
| ถาม |
ใจที่ไม่ปรากฏดังว่านี้เกิดอีกหรือไม่ |
| ตอบ |
ใจอย่างไรๆ ก็ไม่เกิดและไม่เคยเกิดทั้งนั้น, ที่เกิดนั้นเป็นแต่ความคิดและความรู้สึกหรืออาการของใจต่างหาก |
| ถาม |
ถ้าคนที่ไม่รู้ธรรมดาตามเป็นจริงหรือรู้ยังไม่สมบูรณ์ตายแล้วไปอยู่ไหน |
| ตอบ |
ก็อยู่ที่ใจเหมือนกัน |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นจะต่างอะไรกับคนรู้ |
| ตอบ |
ต่างกันที่คนรู้ไม่หลงถือผิด, แต่คนไม่รู้นั้นหลงถือผิดอยู่เสมอ, เหมือนดังคนตื่นและการนอนหลับนอนฝันอยู่ คนตื่นนั้นไม่หลงถือเรื่องฝันว่าเป็นจริง, แต่คนที่นอนหลับนั้นหลงยึดถือเรื่องราวต่างๆ ในฝันว่าเป็นจริงทั้งนั้น, และคนทั้งสองนี้ความรู้ก็อยู่กับใจเหมือนกัน, ต่างกันแต่ที่หลงกับไม่หลงเท่านั้น |
| ถาม |
เมื่อตายแล้วนามรูปก็แตกดับสูญไป, ความหลงหรือความไม่รู้จะว่ายังคงอยู่ตามเดิมก็ตามแต่ จะไปหลงยึดเอานามรูปที่ไหนเป็นตัวได้อีกเล่า |
| ตอบ |
นามรูปย่อมอาศัยธรรมดานิยมมีกรรมเป็นต้น ปรุงแต่งให้เกิดมีอยู่เสมอ, เหมือนคลื่นและฟองน้ำในมหาสมุทร เมื่อความหลงยึดถือว่านามรูปเป็นตัวยังมีอยู่ตราบใดแล้ว, ก็มีนามรูปอื่นเกิดขึ้นให้ยึดถือ เป็นตัวแทนที่ต่อไปเสมอเป็นนิตย์ |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นเมื่อจะตายเลือกยึดถือเอาแต่นามรูปที่ดีๆ ตามชอบใจจะได้หรือไม่ |
| ตอบ |
ไม่ได้, เพราะเป็นวิสัยธรรมดานิยมจะเลือกให้เฉพาะพอดีแก่เหตุชั่วหรือดี บุญบาปของสัตว์, เหมือนดังความฝันจะร้ายหรือดีก็เป็นไปตามเหตุที่ปรุงแต่ง จะเลือกเอาเองตามชอบใจไม่ได้เลย |
| ถาม |
เหตุดีและเหตุชั่วที่กระทำไว้อยู่ที่ไหน |
| ตอบ |
อยู่ที่ใจ |
| ถาม |
สำหรับทำอะไร |
| ตอบ |
สำหรับปรุงแต่งอาการของใจให้ยึดถือ หรือข้องอยู่ในผลวิบากที่เกิดแต่กรรมของสัตว์เป็นเหตุบ้าง, ที่เกิดแต่ธรรมดาเป็นเหตุบ้าง |
| ถาม |
เหตุที่เรียกว่าบุญบาป กับเหตุที่เรียกว่ากรรมต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
เหตุที่เรียกว่าบุญบาปนั้นติดอยู่ที่ใจ; แต่เหตุที่เรียกว่ากรรมของสัตว์นั้นเกิดขึ้นชั่วคราวปรุงแต่งผลวิบากแล้วก็ดับสูญไป |
| ถาม |
ธรรมดาเป็นเหตุปรุงแต่งผลวิบากอย่างไร |
| ตอบ |
สิ่งใดๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยกรรมของสัตว์แล้ว, ธรรมดาเป็นเหตุปรุงแต่งทั้งสิ้น |
| ถาม |
ธรรมดากับสัตว์ต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
ตรงกันข้าม, ธรรมดาเป็นผู้รู้ สัตว์เป็นผู้ไม่รู้, ธรรมดาเป็นจริง, สัตว์เป็นเท็จ, ธรรมดาเป็นถูก สัตว์เป็นผิด, ธรรมดาไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย, สัตว์ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นสัตว์ที่จริง, ที่ถูก, ที่รู้, และไม่เกิด, ไม่แก่, ไม่เจ็บ, ไม่ตาย มีหรือไม่ |
| ตอบ |
มี, แต่ว่าความรู้ของสัตว์เช่นนี้เสมอด้วยความรู้ของธรรมดา หรือเป็นความรู้ที่เป็นอันเดียวกันกับความรู้ของธรรมดา |
| ถาม |
สัตว์ที่มีความรู้เสมอด้วยธรรมดาหรือสัตว์สำเร็จแล้วเช่นนี้, เมื่อสัตว์ตายแล้วยังจะรู้จะเห็น และทำประโยชน์อะไรต่อไปอีกหรือไม่ |
| ตอบ |
รู้เห็นและทำประโยชน์อย่างธรรมดาต่อไปอีก |
| ถาม |
รู้เห็นและทำประโยชน์อย่างไร |
| ตอบ |
คือรู้โดยไม่ต้องคิด เห็นไม่ต้องมีตา ได้ยินไม่ต้องมีหู ทำอะไร ๆ ล้วนแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ได้โดยไม่ต้องมีอวัยวะร่างกายสำหรับทำ |
| ถาม |
บุญบาป หรือเหตุดีเหตุชั่ว ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
บาปเป็นเหตุปิดบังความรู้, และให้ข้องติดอยู่ในไตรภพ, บุญทำให้เกิดความรู้, และให้หลุดพ้นไป, หรือจะว่าบาปทำให้เป็นทาส บุญทำให้เป็นไทย ก็ได้ |
| ถาม |
ทำบุญไปเกิดในสวรรค์ ไม่ข้องติดอยู่ในไตรภพแล้วหรือนั่นหลุดพ้นอะไร |
| ตอบ |
หลุดพ้นจากเกิดในนรก |
| ถาม |
ถ้าบาปไม่มีติดอยู่ในใจ มีแต่บุญอย่างเดียว, จะไปเกิดที่ไหน |
| ตอบ |
ไม่เกิดที่ไหนหมด คงเป็นแต่ความรู้ไปรวมอยู่กับธรรมดาเท่านั้น |
| ถาม |
ธรรมดากับใจต่างกันอย่างไร |
| ตอบ |
ต่างกันแต่ที่บัญญัติ |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้นเป็นสิ่งเดียวกันหรือ |
| ตอบ |
สิ่งใดๆ ที่ว่าเป็นธรรมดา, ถ้าตรวจดูให้ละเอียดแล้วก็จะเห็นได้ว่าออกจากใจทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าธรรมดากับใจ เป็นสิ่งเดียวกัน |
| ถาม |
ทำอย่างจึงจะพ้นทุกข์ |
| ตอบ |
ต้องละบาป, บำเพ็ญบุญ, เจริญความรู้ให้สมบูรณ์ขึ้นในใจ |
| ถาม |
ควรจะทำอย่างไรเล่า |
| ตอบ |
๑. จงอนุเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่น เพื่อเขาได้เกื้อกูลตน
๒. จงละเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเขาจะได้ไม่เบียดเบียนตน
๓. จงระวังรักษาใจอย่าให้เป็นบาป เพื่อจะได้สงบระงับอยู่ในบุญกุศล
๔. จงสอดส่องพิจารณาดูสิ่งทั้งปวง ตามธรรมดาที่เป็นจริงอย่างไร เพื่อจะได้รู้เท่าทันไม่หลงถือผิด |
| ถาม |
ปฏิบัติเท่านี้พอละหรือ |
| ตอบ |
พอแล้ว ถึงจะปฏิบัติไปให้มากสักเท่าใด ๆ ใจความก็ลงเท่านั้นเอง |
| ถาม |
ท่านกล่าวแล้วแต่ข้างต้นว่า อะไรๆ ก็เป็นความรู้ที่ออกจากใจทั้งหมด, และเป็นเรื่องที่เหลวไหล เหมือนความฝันทั้งสิ้น ถ้าเช่นนั้น การละบาปบำเพ็ญบุญมิเหลวไหลเหมือนฝันด้วยหรือ |
| ตอบ |
ก็เหมือนฝันเห็นนั่นแหละ แต่ต้องเข้าใจว่าความฝันนั้นมีสองอย่าง คือ ฝันดีและฝันร้าย เป็นของเหลวไหลไม่จริงด้วยกัน ในที่สุดก็จะสูญหายไปด้วยกัน, แต่ถึงเช่นนั้นฝันดีก็ยังดีกว่าฝันร้าย เพราะกระทำให้เกิดสุขสำราญแก่ผู้ฝัน ฉันใดก็, การบำเพ็ญกุศล, แม้เป็นการที่เชื่อถืออาการรู้สึกของใจ ที่เป็นของชั่วคราวก็จริง แต่ก็ยังดีกว่าการกระทำบาป เพราะบุญเป็นเหตุกระทำผู้ปฎิบัติ ให้เป็นสุขและพ้นทุกข์ได้ |
| ถาม |
คนทำบุญมีถมไป ทำไมจึงไม่พ้นทุกข์เล่า |
| ตอบ |
เพราะบาปก็กระทำด้วยจึงไม่พ้นทุกข์, แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้รับความสุขเป็นระวาง ๆ เสมอไป เพราะอำนาจบุญที่กระทำ |
| ถาม |
พ้นทุกข์ด้วยอะไรแน่ เพราะทำบุญหรือเพราะรู้เท่าธรรมดา |
| ตอบ |
เพราะทำบุญในเบื้องต้น รู้เท่าธรรมดาในที่สุด |
| ถาม |
ไม่ทำบุญจะพ้นทุกข์ได้หรือไม่ |
| ตอบ |
ไม่ได้, เพราะบาปจะหมดสิ้นไปก็ด้วยการละบาปบำเพ็ญบุญ และความตรัสรู้จะมีจะเป็นได้ก็เพราะใจไม่มีบาป |
| ถาม |
ตรัสรู้อะไร |
| ตอบ |
รู้ธรรมดาของทุกข์ รู้ธรรมดาของเหตุแห่งทุกข์, รู้ธรรมดาของความดับทุกข์ และรู้ธรรมดาการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ |
| ถาม |
รู้แล้วเป็นอย่างไรต่อไป |
| ตอบ |
รู้แล้วก็พ้นทุกข์ แต่ต้องรู้จริงๆ คือรู้แล้วใจต้องหลุดพ้นไปตามที่รู้ด้วย, ความรู้นั้นจึงจะเป็นของตน, ถ้าเป็นแต่รู้เรื่อง ใจไม่หลุดพ้นความรู้นั้นก็เป็นของผู้อื่น แต่ตนเก็บเอามาคิดเท่านั้น |
| ถาม |
พ้นทุกข์มีกี่อย่าง |
| ตอบ |
สองอย่าง |
| ถาม |
อะไรบ้าง |
| ตอบ |
พ้นทุกข์ที่เกิดแต่ความหลงผิดอย่างหนึ่ง, พ้นทุกข์ที่เกิดแต่นามรูปอย่างหนึ่ง |
| ถาม |
คือเมื่อใจหลุดพ้นไปแล้ว จะพ้นแต่ทุกข์ที่เกิดจากความหลงผิด, ครั้นแล้วจึงจะพ้นทุกข์ที่เกิดแต่นามรูปกระนั้นหรือ |
| ตอบ |
หามิได้, จะตายหรือเป็นก็ตาม ย่อมพ้นทุกข์ทั้งสองนั้น เพราะเหตุที่ใจหลุดพ้นไปแล้ว ทุกข์ทั้งสิ้นก็พ้นไปจากใจด้วย
ที่หมายความว่า เมื่อตายแล้วจะพ้นทุกข์หมดสิ้นนั้นเป็นอันยอมรับว่า เมื่อยังไม่ตายยังไม่พ้นทุกข์สิ้นเชิง เมื่อเช่นนั้นจะว่าใจหลุดพ้นไม่ได้ คงรู้สึกรับทุกข์อยู่นั่นเอง แม้ตายไปแล้ว ความรู้สึกทุกข์ ก็คงติดเป็นความรู้สึกทุกข์อยู่อย่างนั้น เป็นอันไม่พ้นทุกข์ต่อไปได้อีก |
| ถาม |
เป็นทุกข์ก็ดี, พ้นทุกข์ก็ดี, และอะไรๆ ก็ดี รวมอยู่ที่ใจหมดไม่ใช่หรือ |
| ตอบ |
ถูกแล้ว, เพราะฉะนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าใจเป็นศูนย์กลางของไตรภพ อะไรๆ จะมีจะเป็นได้ต้องอาศัย เกิดแก่ใจทั้งสิ้น ผู้รู้ทั้งหลายย่อมรู้แน่นอนเช่นนี้, จึงอยู่เสียที่อันเป็นศูนย์กลาง ไม่ไปเที่ยวอยู่กับอะไร ๆ ที่เกิดอยู่ภายนอกใจ เหมือนดังผู้ที่ไม่รู้ |
| ถาม |
ความรู้ที่ท่านเอามาอธิบายตอบปัญหาของข้าพเจ้าทุก ๆ ข้อนี้เอามาจากไหน |
| ตอบ |
เอามาจากใจ นั่นซี ! |
| ถาม |
ความรู้ของใคร |
| ตอบ |
จะเป็นของใครบ้าง ก็เหลือวิสัยที่จะระบุให้แจ้งชัดได้, แต่บอกได้ว่าเป็นความรู้ของผู้รู้ทั้งหลายที่เคยเป็นอยู่ในโลกนี้ หลายร้อยหลายพันปีล่วงไปแล้ว และเป็นความรู้ของคนที่ยังเป็นอยู่ในปัจจุบันบ้าง, แต่โดยมาเป็นความรู้นำสืบ ๆ กันมาทางพุทธศาสนา, และบรรดาความรู้ทั้งปวงนี้ ก็ไปรวมอยู่ที่ใจหมดสิ้น |
| ถาม |
ความรู้ของท่านเองไม่มีหรือ |
| ตอบ |
ข้าพเจ้าไม่อยากตอบในข้อนี้ |
| ถาม |
ถ้าเช่นนั้น ขอถามว่าข้อเท็จจริงทั้งปวงที่ท่านตอบข้าพเจ้านั้น ท่านเชื่อว่าเป็นความจริงหรือ |
| ตอบ |
ข้าพเจ้าเชื่อว่าจริงแน่ทีเดียว |
| ถาม |
ความเชื่อของท่าน ไม่ใช่เป็นความเชื่อเรื่องฝันที่เหลวไหลดอกหรือ |
| ตอบ |
เป็นความเชื่อเรื่องฝันก็จริง, แต่ว่าเป็นประโยชน์ให้เกิดความรู้เท่าทัน เพื่อมิให้หลงผิดต่อไป |
| ถาม |
ถ้าถืออาการของใจที่เหลวไหลดังเรื่องฝันกล่าวว่าเป็นประโยชน์ก็ได้ เป็นโทษก็ได้ดังนี้แล้ว เมื่อเราพบปะตำรับตำราอะไร กระทำการงานสิ่งใด จะเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินว่าควรเชื่อถือและควรกระทำเพราะเป็นโทษ |
| ตอบ |
ต้องถือเอาประโยชน์เป็นเครื่องตัดสิน, แต่ต้องรู้เท่าทันเสมอว่า บรรดาความรู้สึกต่าง ๆ ของใจ ทั้งที่เป็นคุณและโทษ ย่อมเป็นของที่มีและเป็นแต่ชั่วคราวเท่านั้น |
| ถาม |
สนทนากันมาก็ช้านานแล้ว เลิกเสียทีจะดีกระมัง |
| ตอบ |
สาธุ ! สาธุ ! ดีแล้ว
ขอน้อมนมัสการ แก่ท่านผู้กระทำแสงสว่างแก่โลก |
| ถาม |
ช้า ช้าก่อน, ขอถามต่อไปอีกหน่อย; ได้ยินว่าประเทศธิเบตเขามีคัมภีร์สอนลัทธิปฏิบัติวิธีลัดตรงไปสู่พระนิพพานได้เร็วพลัน ดียิ่งกว่าการปฏิบัติตามทางวินัย; ท่านเคยได้รู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ |
| ตอบ |
ได้ยินได้ฟังบ้าง แต่จะให้ถี่ถ้วนไม่ได้ เพราะไม่ได้ยินไม่ได้ฟังจากศาสดาจารย์ในประเทศธิเบต เอง เป็นแต่ได้ยินได้ฟังเล่ากันสืบมาอีกขั้นหนึ่ง |
| ถาม |
เอาเถิด, ท่านรู้อย่างไรก็เล่าสู่กันฟังอย่างนั้นก็แล้วกัน |
| ตอบ |
ถ้าเช่นนั้นก็ได้ซี ขอให้ท่านตั้งใจฟังที่จะเล่าต่อไปนี้ :-
คัมภีร์ที่กล่าวนี้ ชื่อว่าคัมภีร์ตันตระสอนข้อปฏิบัติอย่างลัดตรงไปสู่พระนิพพาน ชาวธิเบตทั้งหลายเชื่อว่า เป็นคำสอนอย่างลับของพระพุทธเจ้า สำหรับสอนบุคคลที่มีความสามารถจะปฏิบัติตามได้เฉพาะแต่น้อยคน
ส่วนคำสอนที่เป็นวินัยปฏิบัติ และลัทธิของปฏิบัติอย่างอื่นนั้น สำหรับสอนสาธารณชนหมู่มากทั่วไป ที่มาของคัมภีร์ตันตระนั้น บางอาจารย์กล่าวว่า ภายหลังแต่พุทธปรินิพพานล่วงแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาสู่โลกนี้อีก ด้วยพระสัมโภคะกาย และได้ทรงประดิษฐานคัมภีร์ตันตระนี้ไว้
แต่บางอาจารย์กล่าวว่า พระพุทธองค์เสด็จกลับมาสู่โลกนี้อีกเพื่อเปิดเผยหนทางลัดตัดตรงสู่พระนิพพาน โดยทรงถือเอาพระชาติกำเนิดเป็นอาจารย์เจ้ามีนามว่า คุรุปัทมะสัมภะวะ แต่ถึงจะแตกต่างกันไปอย่างไรก็ดี, ชาวธิเบตทั้งหลายย่อมเชื่อถือ และเห็นพ้องพร้อมกันว่า ข้อปฏิบัติตามคัมภีร์ตันตระนี้ประเสริฐวิเศษกว่าวินัยบัญญัติยิ่งนัก
ลัทธิวิธีปฏิบัติตันตระนั้น เป็นความลับปิดบังกันอย่างลึกซึ้ง ในระหว่างครูกับศิษย์ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ลักษณะสามัญของการปฏิบัตินั้นพอจะรู้กันได้บ้าง เป็นต้นว่าการปฏิบัติชั้นที่ ๑ เรียกว่าชั้นอุปะ ในชั้นนี้ผู้เป็นศิษย์ ต้องกระทำการกราบไหว้ นมัสการรูปพระโพธิสัตว์เจ้า องค์ใดองค์หนึ่ง สุดแต่ครูจะเลือกให้ เพื่อขอให้มาเป็นที่พึ่งช่วยพิทักษ์รักษา และเป็นนิทัศน์แบบอย่าง
วิธีทำการเคารพต่อพระโพธิสัตว์นั้น ต้องกระทำหลายอย่าง บางทีต้องออกแรงกายจนเหน็ดเหนื่อย และการทำความเคารพวันหนึ่งหลายร้อยครั้ง หลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือน และบางทีถ้าครูเห็นควร ก็ถึงหลาย ๆ ปี จนกว่าครูจะเห็นว่าศิษย์ของตนมั่นคงดีแล้ว ควรเลื่อนชั้นที่สอง เรียกว่าชั้นกิริยะต่อไป
ในชั้นกิริยะนี้ ผู้เป็นศิษย์ต้องภาวนาระลึกถึงคุณของพระโพธิสัตว์เจ้า ผู้เป็นที่พึ่งแห่งตน แสดงความอ่อนน้อมภักดีต่อองค์พระโพธิสัตว์, ปฏิบัติตามพระคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์เจ้าด้วยหัวใจ และคิดเห็นว่าพระโพธิสัตว์นั้นท่านอยู่เหนือเศียรเกล้าแห่งตน ตนอยู่ภายใต้องค์พระโพธิสัตว์ เป็นทาสรับใช้พระองค์ เป็นผู้จงรักภักดีพระองค์อย่างอุกฤษฏ์
เมื่อบำเพ็ญเพียรภาวนาดังว่านี้หลาย ๆ เดือนหรือหลาย ๆ ปี สุดแล้วแต่ครูจะเห็นสมควร ว่าจะใช้เวลาช้านานเพียงไร ผู้เป็นศิษย์นั้นก็จะได้รับพิจารณาเลื่อนขึ้นชั้นที่สาม เรียกว่า ชั้นโยคะในชั้นนี้ผู้เป็นศิษย์ต้องระลึกถึงพระโพธิสัตว์ ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตน
จนรู้สึกว่าตนจมหายลงไปในองค์ของพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งมหากรุณาธิคุณ ซึ่งแต่เดิมมาคิดเห็นว่าเป็นภายนอกต่างหากจากตน แล้วคิดเห็นด้วยใจต่อไปว่า พระโพธิสัตว์กับตนไม่ผิดเพี้ยนกันอย่างใด พระคุณสมบัติทั้งหลายของพระโพธิสัตว์นั้นก็ปรากฏมีในตนทั้งสิ้น
ต่อไปนี้ก็ถึงชั้นที่สุดของการปฏิบัติซึ่งมีน้อยคนที่สุดจะปฏิบัติถึง คำสอนในชั้นนี้เชื่อว่าผู้ที่เป็นศิษย์ชั้นต้น ๆ คงไม่ได้คาดหมายเลยว่าเป็นอย่างไร ถ้ารู้ล่วงหน้าก่อนว่าครูจะสอนอย่างไรแล้ว ศิษย์โดยมากก็คงจะพากันละทิ้งครูเสียด้วยความเบื่อหน่ายและฉงนสนเท่ห์ในคำสอนเป็นแน่แท้
การปฏิบัติตันตระชั้นที่สุดนี้เรียกว่า อนุตตระ ในชั้นนี้ ครูจะสอนศิษย์ให้รู้ว่า พระโพธิสัตว์ที่ศิษย์ได้ยึดถือเอาเป็นที่พึ่ง กระทำการนอบน้อมนมัสการภายนอกด้วยกาย และภาวนาระลึกถึงคุณสมบัติภายในด้วยใจนั้น หาได้มีจริงไม่ เป็นแต่ความคิดเห็นที่ออกไปจากใจของศิษย์เองเท่านั้น
ความจริงข้อนี้ครูมิได้แพร่งพรายให้ศิษย์ได้รู้เลย จนกว่าจะเห็นว่าศิษย์ได้เพียรปฏิบัติมาช้านานหลายปี ด้วยความจงรักภักดี และความเชื่อถือในครูจริงๆ และทั้งมีความมั่นคงสามารถประจักษ์แจ้งแล้วว่าสมควรจะรับคำสอนชั้นสูงสุดได้
เมื่อศิษย์ได้รับคำสอนดังว่ามานี้แล้วก็เกิดความเข้าใจชัดว่า แม้แต่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นเจ้า เป็นใหญ่แห่งสากลโลกซึ่งเป็นอัครคุรุสถานที่เคารพอันสูงสุด ก็ยังเป็นสักแต่ว่าความคิดเห็นออกไปจากใจเท่านั้น และสำมะหาอะไรกับสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นสัตว์ และสังขารทั่วไปทั้งสากลโลก ซึ่งเป็นวัตถุที่เลวทรามกว่าพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จะไม่เป็นสักแต่ว่าความคิดเห็นออกไปจากใจเหมือนกันเล่า ?
เมื่อศิษย์ผู้มีญาณจักษุจับตัวจริงได้ ว่าใจปรุงแต่งสิ่งทั้งปวงทั่วไปทั้งสากลโลก ประดุจภาพยนตร์ อันวิชาธรนิรมิตให้ปรากฏเป็นไปฉะนั้น แล้วแต่นั้นก็สละความถือมั่นในสิ่งทั้งปวงเสียได้ แล้วสงบนิ่งอยู่ ลักษณะวิธีปฏิบัติตันตระโดยย่อก็จบลงแต่เพียงนี้ |
| ถาม |
ทำไมครูจะสอนศิษย์ให้รู้ถึงชั้นอนุตตระแต่แรกทีเดียวไม่ได้หรือ |
| ตอบ |
ไม่ได้ ถ้าสอนอนุตตระทีเดียวแล้ว อนุตตระก็จะไม่เป็นอนุตตระ เพราะศิษย์ไม่อาจเห็นจริงตามคำสอนได้ นอกจากจะได้ปฏิบัติเทียบเคียงโดยลำดับชั้นมาแต่เบื้องต้น |
| ถาม |
คำสอนแห่งคัมภีร์ตันตระนี้ ตรงกับแก่นไตรภพหรือไม่ |
| ตอบ |
ตรงกันดิ่งทีเดียว |
| ถาม |
เลิกสนทนากันเสียทีเถิดหรือ |
| ตอบ |
เลิกเถิด ! แต่อย่าลืมหนา อะไร ๆ มันก็ออกไปจากใจทั้งสิ้น แล้วก็สูญหายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้เท่าหรือไม่รู้เท่าเท่านั้น |
| ถาม |
สาธุ ! สาธุ ! สาธุ ! ดีแล้ว |