พระรัตนตรัย

 

   

ค้นหา

บทความ คลื่นกระแสจิต พลังงานแห่งจิต

ความนิยม 15เข้าชม/อ่าน 14507 ครั้ง 10-1-2011 01:30

บทความ คลื่นกระแสจิต พลังงานแห่งจิต

โดย NOOKFUFU2

บทความนี้ขอเกริ่นก่อนว่าไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่สำหรับนักปฏิบัติกรรมฐานทั่วไป เพราะมันเป็นของที่เอาไว้เล่นกัน แต่ที่พิมพ์ขึ้นมา เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างในเรื่องของความรู้เพิ่มเติม สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก

คลื่นกระแสจิต คืออะไร?
มนุษย์ทุกคนย่อมมีพลังงานแห่งจิตอยู่ในตัว เพียงแต่จะช่ำชองมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการชั่วโมงฝึกฝนและการสั่งสมประสบการณ์ คลื่นพลังงานที่กล่าวถึงนี้ เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ส่งต่อหากันได้ คล้ายคลื่นไฟฟ้าในอากาศ ผู้ส่งไม่จำเป็นต้องนั่งใกล้ผู้รับ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือรับส่งหรือตัวกลาง และไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า ขอเพียงผู้รับๆเป็นและผู้ส่งๆเป็น


 


ทำไมต้องเรียกว่าเป็นคลื่น?
เพราะกระแสจิตที่กล่าวมานี้มีลักษณะการเดินทาง คล้ายการแผ่กระจายตัวของระลอกคลื่นน้ำ หรือคลื่นเสียง และคลื่นแสง


(ขอแทรกอธิบายวิชาการนิดนึง คลื่นแสงมีอนุภาค phyton มีความเร็ว 300,000 กม.ต่อวินาที นักวิทยาศาสตร์เคยชื่อกันว่า แสงมีความเร็วสูงสุดในโลก ใช้เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกเพียงในเวลา 8 นาทีโดยประมาณ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แขนงควอนตัม(พลังงานและอณูสลาร) ยอมรับว่าคลื่นสมองขณะทรงสมาธิจะมีความเร็วเหนือกว่าคลื่นแสง เพราะคลื่นสมองขณะทรงสมาธิในขณะที่จิตไม่มีนิวรณ์ จะมีอนุภาพพลังงานแผ่กระจายออกมาเป็นกลาง จึงไม่มีประจุไฟฟ้า สามารถวิ่งผ่านสนามแม่เหล็กหรือพลังงานทั้ง 4 แรงใหญ่ได้โดยไม่การถูกบั่นทอนหรือถูกรบกวน)


 

คลื่นชนิดต่าง ๆ เช่น  คลื่นแสง  คลื่นเสียง  จะมีสมบัติสำคัญ  2  ประการ  คือ  ความยาวคลื่นและความถี่

ความแตกต่างระหว่างผู้ส่งและผู้รับกระแสจิต
การส่งกระแสจิตก็คล้ายๆกับการส่งความคิดถึงไปหากัน ซึ่งเป็นการส่งกระแสจิตในระดับเบาบาง แต่ในทีนี้การจะทำให้กระแสจิตที่ส่งไปนั้นมีพลังเหนือกว่า จำเป็นต้องใช้กำลังของสมาธิหรือแรงมุ่งหวังเป็นตัวขับเคลื่อน ยิ่งผู้ส่งอยู่ในระดับสมาธิฌานขั้นสูง คลื่นพลังงานรอบตัวก็แผ่กระจายก็ยิ่งมีความหนาแน่นสูง และความแรงในการส่งกระแสจิตออกไปก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย แต่อย่างว่า ถ้าใจของผู้รับเต็มไปด้วยนิวรณ์ จิตเต็มไปด้วยความหยาบที่ไม่ได้รับการฝึกมา ต่อให้ผู้ส่งมีกำลังส่งมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถส่งกระแสจิตทะลวงผ่านเข้าไปถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยนิวรณ์ที่ปิดกั้นได้


และเพราะเหตุนี้ผู้ที่จะสามารถส่งคลื่นกระแสจิตไปหาบุคคลที่ต้องการ และรับคลื่นกระแสจิตจากบุคคลที่ต้องการได้นั้น จำเป็นต้องมีสมาธิอยู่ในระดับอุปจารสมาธิเป็นขั้นต่ำ

การส่งกระแสจิตไปย่อมง่ายกว่าการรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามมา เพราะเวลาส่งกระแสจิต ผู้ส่งต้องอยู่ในสมาธิระดับอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำ ไม่จำเป็นว่าผู้ส่งจะต้องทรงอุปจารสมาธิไว้ตลอดเวลาทั้งวัน ขอเพียงตอนส่งอยู่ระดับอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำก็เพียงพอ อยากจะส่งตอนไหน ตอนนั้นก็เข้าอุปจารสมาธิ

แต่ในฝ่ายผู้รับกระแสจิตนั้นจะต่างออกไป การจะรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามได้ ผู้รับจำเป็นต้องทรงอยู่ในอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำตลอดเวลา จึงจะสามารถรับกระแสจิตของฝ่ายตรงข้ามได้ทันทีและฉับพลัน เมื่อมีกระแสจิตผู้ใดส่งหรือผ่านมากระทบใจ

แต่อีกกรณีหนึ่ง  ผู้ที่จะรับกระแสจิตได้ ไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิตลอดเวลาทั้งวันก็ได้ ถ้าผู้ส่งกับผู้รับมีการนัดแนะกันล่วงหน้า เช่น ฉันจะส่งล่ะนะ เธอเตรียมตัวรับด้วย เป็นต้น แต่ในการใช้งานจริง จะไม่มีการนัดแนะล่วงหน้ากันแบบนั้น ผู้รับควรมีความพร้อมและสามารถทรงสมาธิได้ตลอดเวลา

ส่วนกรณีสุดท้าย ผู้ที่จะรับกระแสจิตได้ ไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิตลอดเวลาทั้งวันก็ได้ ขอเพียงช่วงขณะใดขณะหนึ่งที่จิตเข้าสู่สมาธิระดับอุปจารสมาธิขึ้นไป ก็สามารถรับกระแสจิตย้อนหลังได้เช่นกัน (แต่มันก็เป็นเพียงการรับได้ย้อนหลัง ยังไงการรับได้ฉับพลันทันทีย่อมดีกว่า)

(ในกรณีหลังนี้ ครั้งหนึ่งเพื่อนนักกรรมฐานท่านหนึ่ง ได้เคยส่งกระแสจิตมาให้ฉันตอนบ่าย แต่เพราะช่วงกลางวัน ฉันไปเที่ยวเดินห้างสรรพสินค้าทั้งวัน จึงมารับได้เอาตอนกลางคืน อุปมาอุปมัยเหมือนกระแสน้ำที่ไหลมาจ่อประตูฝายกั้นน้ำที่ถูกปิดอยู่ เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิก็คือการเปิดอ้ารับสิ่งต่างๆรอบตัว นั้นก็คือการเปิดประตูฝายให้กระแสน้ำไหลผ่านเข้ามา แต่มันก็เป็นการรับได้ที่ล่าช้าเกินไป ไม่ทันการ)

จะส่งกระแสจิตยังไงและจะรับกระแสจิตยังไง?
การส่งกระแสจิตมี 2 แบบ คือ การส่งแบบไม่ตั้งใจ และการส่งแบบตั้งใจ

 

1. การส่งแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่เจาะจง
การส่งแบบนี้คือการที่ผู้ส่งไม่ได้ต้องการจะส่งกระแสจิตไปให้ใคร เพียงแต่ขณะนั้น สภาวะจิตของผู้ส่งกำลังทรงอยู่ในสมาธิ ทำให้เกิดคลื่นพลังงานกระจายเปล่งออกรอบตัว  และแผ่กระจายออกไปกระทบจิตของผู้ที่สามารถรับได้ในขณะนั้นพอดี เช่นนี้เรียกว่าเป็นการแผ่กระจายคลื่นแบบปรกติ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งคลื่นสมาธิทั่วไป คลื่นด้านบวกที่แผ่ออกมาในรูปของคลื่นความเมตตาทรงพรหมวิหาร 4 และคลื่นด้านลบที่เรียกว่าจิตสังหารณ์


การส่งแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่เจาะจง ถ้าเป็นคลื่นสมาธิทั่วไป(ผู้ส่งไม่ได้ทรงอยู่ในพรหมวิหาร 4 และไม่ได้คิดอาฆาตพยาบาทใคร) ถ้าผู้ที่รับได้ มีกำลังสมาธิอ่อนกว่าจะมีผลให้ผู้ที่รับได้เกิดอาการปวดหัวเวียนศีรษะได้ถ้าคลื่นนั้นมีความหนาแน่นและความถี่สูง

ในทางกลับกันถ้าผู้ที่รับได้มีกำลังสมาธิสูงกว่าผู้ส่งหรือมีกำลังเสมอกัน อาการเหล่านั้นจะไม่มีปรากฏ กลายเป็นอาการเฉยๆแทน เรียกว่าคลื่นกระแสจิตมีการหักล้างกัน(รับรู้ว่ามีคลื่นส่งมา แต่ไม่เกิดอาการ มึนเวียนหรือปวดศีรษะ)

 

2. การส่งแบบตั้งใจ
การส่งแบบตั้งใจมีทั้งการส่งแบบปรารถนาดี และการส่งแบบมุ่งร้าย จะมีหลายวิธีในการส่ง ถ้าพวกที่เล่นกันแรงๆให้คลื่นมีความเสถียรและหนักหน่วง ส่วนมากมักจะไม่ใช้กำลังของตนเองอย่างเดียว แต่จะพึ่งพาสิ่งต่างๆมาเพิ่มความแรงของกระแสคลื่น สิ่งต่างๆที่ว่าก็เช่น การขอกำลังจากครูบาอาจารย์ตามสายวิชาของตน การพึ่งพาวัตถุฯที่ผ่านการเข้าพิธีประจุพลังจิตโดยผู้ที่มีกำลังจิตเข้มแข็ง และการรวมกลุ่มกันหลายๆคนเพื่อรวมกำลังช่วยกันส่งกระแสจิตมุ่งตรงไปยังคนๆเดียว(เพื่อการบำบัดรักษาเยียวยา) อุปมาอุปมัยก็เหมือนกฏการรวมแสงทางวิทยาศาสตร์(การสอดแทรก) เช่นการส่องไฟฉายไปบนกำแพง ลำพังแค่การนำไฟฉายหนึ่งกระบอกไปส่องไฟบนผนังกำแพง แสงอาจจะไม่เข้มเท่าไหร่  แต่ถ้ามีไฟฉายหลายๆกระบอกมาส่องรวมแสงไปที่จุดๆเดียวกันบนกำแพง แสงนั้นก็จะเพิ่มความสว่างขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว


(แต่ในกรณีที่ต้องการรวมหัวกันกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ไม่ใช่ทำเพื่อความปรารถนาดี อันนี้จะเรียกว่าพวกหมาหมู่นะ)

ส่วนวิธีส่งนั้น โดยปรกติฉันจะถนัดส่งแบบไม่เห็นหน้ากันมากกว่า เพราะไม่ชอบทำสมาธิให้ใครเห็น ขอเพียงเห็นชื่อของอีกฝ่ายที่ปรากฏในสมุด ตามบอร์ดเว็บไซต์ หรือห้องแชทออนไลท์ในอินเตอร์เน็ต อะไรก็ได้ที่สามารถใช้ยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของอีกฝ่ายได้แค่นั้นก็เป็นอันพอ บางกรณีก็ใช้เพียงแค่เบอร์โทรมือถือหรืออีเมลล์ก็ได้ ถ้ายืนยันได้ว่าถูกต้องและเป็นของตัวเจ้าของจริงๆ จะเป็นชื่อปลอมหรือนามแฝงก็ให้ผลเท่ากัน (ถ้าได้เห็นรูปตัวจริงด้วยก็จะดีมาก ส่งตรงถึงตัวได้ง่ายไม่ต้องไปจินตนาการนึกเอง)

วิธีที่ฉันฝึกให้คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามที่จะส่งกระแสจิตไปให้นั้น มีเพียงชื่อกับนามแฝง ไม่เคยเห็นใบหน้า หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ฉันจะแนะนำให้คนที่ฉันฝึกให้ นึกชื่อหรือสิ่งแทนตัวผู้รับ และจินตนาการให้บุคคลที่ต้องการจะส่งกระแสจิตไปหานั้น เป็นภาพเงาคนสีดำแทน ถ้าไม่ถนัดในการนึกภาพจำลอง จะเพ่งกระแสจิตไปที่เจ้าของชื่อหรือไอดีของคนๆนั้นก็ได้ไม่มีปัญหา เพียงแต่ถ้ากำหนดภาพขึ้นมาเป็นรูปตัวแทนมันจะง่ายกว่า(ในความรู้สึก) เหมือนการยิงปืน มันก็ต้องมีภาพเป้าล่อให้ส่องลำกล้องเล็งยิง ยิงโดนหรือไม่โดนมันก็มองเห็นได้ง่ายๆ ประมาณนั้น

ตัวผู้ส่งจะต้องเข้าสมาธิในระดับอุปสมาธิเป็นอย่างต่ำก่อน (ในกรณีที่ผู้ส่งสามารถทำสมาธิได้สูงกว่าคือระดับปฐมฌานขึ้นไป ก็ให้เข้าระดับสมาธิที่คิดว่าตนเองทำได้สูงที่สุดก่อนแล้วค่อยลดระดับลงมาจนอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ) แล้วให้รวมสั่งสมกระแสจิตให้เป็นกลุ่มก้อน ส่งพุ่งไปยังจุดกลางหน้าผากที่ของฝ่ายตรงข้ามในทันที เหมือนการยิงปืนควงสว่าน ความแรงของกระสุนปืนขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ

การส่งกระแสจิตไปหาเป้าหมายนั้น การส่งไปครั้งแรก ฉันจะส่งไปแบบเหมือนการส่งเล่นๆ เบาๆไม่รุนแรง เหมือนเด็กปาหมอนใส่กัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเวลากระแสจิตที่ส่งไป ถูกดีดสะท้อนกลับมา จะได้ไม่รับผลกลับมารุนแรงนัก เพราะเคยกระอักมาแล้ว ดันไปเล่นพวกที่มีอวิชชาคุณไสย์ที่มีครูบาอาจารย์ของฝ่ายเขากำลังคุ้มกันอยู่ การส่งเล่นๆแบบนี้ เรียกว่าส่งเพื่อหยั่งเชิงว่าบุคคลที่เป็นเป้าหมายนั้น มีเกราะป้องกันตัวอะไรบ้าง กระแสจิตที่ส่งไปนั้นทะลวงผ่านเข้าไปได้แค่ไหน เบาบางหรือร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เอาจิตติดตามตรวจดู หากเข้าไปได้ร้อยเปรอ์เซ็นต์ก็ถือว่าโชคดีมาก แปลว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีเกราะอะไรกันคุ้มตัวอยู่เลย

แล้วในกรณีที่อีกฝ่ายมีเกราะคุ้มกันตัวอยู่ล่ะ จะทำยังไง?
ฉันจะแบ่งออกเป็นสามกรณี


กรณีแรกคือต้องการส่งจิตแบบมุ่งร้าย
จัดเป็นคลื่นกระแสจิตด้านลบ ตรงนี้จะไม่ขอกล่าวถึงให้ละเอียดนัก วิธีจะเจาะผ่านทะลุเกราะป้องกันของฝ่ายตรงข้ามมันมีวิธีอยู่ เพราะเกราะที่ว่าจะไม่ได้คุ้มกันฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา ถ้าเขาถอดพระเครื่องหรือเครื่องรางป้องกันตัวออก ลืมไหว้พระฯไหว้ครูบาอาจารย์ก่อนนอน หรือจิตเคลื่อนออกจากสมาธิขั้นสูง แล้วแต่กรณี เกราะที่ว่าก็จะมีกำลังอ่อนลง หรือหายไปทันที เป็นช่องโหว่ทำให้กระแสจิตแบบมุ่งร้ายของผู้ส่ง ส่งเข้าไปหาตัวผู้รับได้ทันที (ผู้ส่ง สามารถส่งมาจ่อตัวผู้รับไว้ล่วงหน้า หรือจะส่งทันทีเมื่อตรวจรู้ว่าผู้รับกำลังเผลอ ก็ได้ทั้งสองแบบ)


ในกรณีการส่งกระแสจิตแบบนี้ ผู้รับไม่จำเป็นต้องทรงอุปจารสมาธิก็สามารถรับได้ เพราะการส่งกระแสจิตแบบมุ่งร้าย จะมีความรุนแรงกว่ากระแสจิตแบบทั่วไป เพราะมักมีสิ่งของต่างๆที่เป็นรูปธรรมหยิบจับได้ เช่นตะปู เลื่อย งูพิษ ตะขาบ บ้านพร้อมที่ดิน(อันนี้ก็เว่อร์ไป) แนบส่งผ่านไปทางกระแสจิตของผู้ส่งไปด้วย ถึงผู้รับไม่ได้อยู่ในอุปจารสมาธิก็สามารถรับได้ทันที ถ้าไม่มีเกราะคุ้มกันตัว (เพราะไม่ใช่การส่งแบบจิต-จิต แต่เป็นการส่งแบบ จิตแนบสิ่งของ-จิต) ส่วนผู้รับจะรู้ตัวหรือไม่ ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในตัว ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ที่ฉันอยากบอกก็คือ ถึงฝ่ายตรงข้ามจะมีเกราะคุ้มกันแน่นหนาแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยสำหรับผู้ส่ง ถ้าส่งเป็น และส่งถูกเวลา

กรณีที่สอง เป็นการส่งแบบกลางๆ ไม่ดี และไม่ร้าย
เป็นแบบที่นักเล่นส่งคลื่นส่วนใหญ่ใช้เล่นส่งหากัน คือแบบ จิต-จิต การส่งกระแสจิตเบบกลางๆนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีพิษภัย แต่ทำไมเกราะคุ้มกันของฝ่ายตรงข้ามถึงบล๊อคเราไว้ไม่ให้ส่งกระแสจิตผ่านเข้าไปล่ะ? คำตอบก็คือ การส่งแบบนี้จะเป็นการทำให้อีกฝ่ายปวดมึนศีรษะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นการทำให้ฝ่ายผู้รับได้เกิดผลเสีย แต่ก็แค่ระยะหนึ่งสั้นๆเท่านั้น เพียงเดินไปนอนหลับพักสักตื่น หรือเดินไปกินมาม่า อ่านการ์ตูนตลกชวนหัวไม่กี่หน้าก็หาย


แล้วทำไมต้องส่งให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ ส่งแบบดีๆหากันไม่ได้หรือไง? คำตอบคือ ถ้าไม่ทำให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ ผู้ส่งก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองส่งไปถึงหรือไม่ คือเป็นการส่งแบบมือสมัครเล่น ต้องคอยถามกัน และการทำให้เกิดอาการทางกาย คือการทำให้อีกฝ่ายปวดศีรษะ มันเป็นวิธีที่ทำให้รู้ผลได้ง่ายกว่า ว่าผู้รับสามารถรับได้หรือไม่ และผู้ส่งสามารถส่งไปถึงได้หรือไม่ เป็นการส่งแบบนี้ มักเป็นการส่งแบบนัดแนะ คือผู้ส่งและผู้รับนัดแนะกันมาก่อนแล้ว และไปตกลงกับครูบาอาจารย์ของตนเองเอาเองว่าขออนุญาตซักซ้อม ผลัดกันส่ง-รับ เพื่อให้เกิดความชำนาญ

ในกรณีที่ผู้ส่งสามารถรับและส่งได้จนคล่องแล้ว แต่ผู้รับมีเกราะคุ้มกันตัวอยู่ ผู้ส่งมีเจตนาต้องการฝึกให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความคล่องตัวในการรับ การส่งในกรณีนี้จะไม่มีการบอกผู้รับให้รู้ตัวล่วงหน้า ทางตัวผู้ส่งก็ต้องเจรจาอนุญาตกับทางครูบาอาจารย์ของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน แล้วค่อยส่งไป คือมันเป็นมารยาทที่ดีอย่างหนึ่งด้วย และส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์ของฝ่ายตรงข้ามเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะอนุญาตเปิดทางให้ ดีไม่ดีช่วยย้ำซ้ำให้แรงหนักกว่าเดิมอีกต่างหาก

และกรณีสุดท้ายการส่งกระแสจิตด้านบวก
คล้ายกับการส่งแบบกรณีที่สองทุกอย่าง แต่กระแสจิตที่ส่งมานั้น จะไม่ทำให้ผู้รับเกิดอาการปวดศีรษะ จัดเป็นกระแสจิตที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ผู้ที่รับได้จะมีสภาวะหัวโล่งโปรงสบาย เบาเหมือนไม่มีสมอง หากผู้รับปวดศีรษะอยู่ก็สามารถหายจากอาการปวดศีรษะที่เป็นอยู่ได้ทันที แล้วทำไมการส่งแบบนี้ถึงยังมีการบล๊อคจากเกราะคุ้มกันล่ะ? ตรงนี้อยากให้เข้าใจก่อนว่า เกราะคุ้มกันก็ไม่ต่างอะไรกับภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ภูมิคุ้มกันนี้จะรีบป้องกันทันทีเมื่อตรวจพบสิ่งแปลกปลอมปะปนเข้ามาในร่างกาย เกราะคุ้มกันภัยก็เช่นเดียวกัน

การจะทำให้เกราะคุ้มกันนั้นเปิดทางให้ก็คล้ายกับกรณีที่สอง นั่นก็คือการขออนุญาตให้ช่วยเปิดทาง ตามมารยาทที่ควรทำ แต่ถ้าเกราะที่คุ้มกันอยู่เป็นแค่วัตถุประจุพลังจิตระดับธรรมดา หรือเกิดจากสมาธิของตัวผู้รับเอง ถ้าตัวผู้ส่งไม่รู้จะไปขออนุญาตใคร ก็เจาะเกราะคุ้มกันเข้าไปเลยก็แล้วกันง่ายดี  (= _=" )

สรุปประเภทของการส่งกระแสจิต
1. การส่งแบบไม่ได้ตั้งใจ ตัวผู้ส่งกำลังทรงอยู่ในสมาธิระดับใดระดับหนึ่ง และผู้รับ สามารถรับได้เอง
2. กำหนดสั่งสมกระแสจิต และส่งกระแสจิตพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แบบนี้เรียกว่าเป็นการส่งทางตรง มีเป้าหมาย
3. การซ้อนจิตทับสวมรอย ผู้ส่งจะการถอดจิตส่วนหนึ่งตนเอง ไปซ้อนทับกับกายในของฝ่ายของตรงข้าม ส่วนจะสร้างความปั่นป่วนจากภายใน หรือเพื่อทำการเยียวยารักษาปรับสมดุลในร่างกายให้ ก็แล้วแต่เจนตนาตัวผู้ส่งเอง อุปมาอุปมัยก็เหมือนการควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล เราสามารถโหลดโปรแกรมอะไรก็ได้ ใส่ลงไปในเครื่อง(ตัว)ของเป้าหมาย (รวมทั้งใส่ไวรัสเข้าไปก็ได้) แบบนี้เรียกว่าเป็นการสวมรอย(ถ้าศัพท์คอมฯก็เรียกว่าการแฮกเครื่อง) แต่มีข้อจำกัดว่าผู้ส่งจะต้องมีกำลังจิตเหนือกว่าตัวผู้รับ
4. การส่งโดยแทบไม่ใช้กำลังของตัวเองเลย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยลงทุนลงแรงเท่าไหร่ แต่ก็ได้ผลดีเช่นกัน เช่น การอาราธนาขอบารมีพระฯหรือครูบาอาจารย์ ช่วยปกป้องคุ้มครองตัวบุคคลที่เราต้องการ การดึงพลังจากวัตถุที่มีการประจุพลังจิตลงไปแล้วมาช่วย
5. การส่งแบบโอนต่อ เหมือนการโอนสายโทรศัพท์ หากผู้รับไม่ต้องการจะรับ ก็สามารถสะท้อนคลื่นดังกล่าวส่งต่อไปยังบุคคลอื่นได้ อุปมาอุปมัยก็เหมือนการใช้กระจกเงาสะท้อนแสงแดดโดยการหมุนปรับองศา เพื่อให้แสงไปตกกระทบตามจุดต่างๆที่ต้องการ


สรุปคลื่นของกระแสจิตแต่ละชนิด
1. คลื่นรุนแรงมุ่งร้าย อาการทำให้ฝ่ายผู้รับเกิดความเสียหายรุนแรง
2. คลื่นกลางๆ ไม่มีเจตนาดีและร้าย ทำให้ผู้รับหน่วงบริเวณกลางหน้าผาก แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเริ่มปวดศีรษะ และเวียนหัวอาเจียน
3. คลื่นว่างเปล่า ทำให้ผู้รับได้ หัวโล่ง เบาสบาย บางครั้งเป็นคลื่นที่รับได้จากผู้ที่กำลังทรงอรูปฌาน
4. คลื่นพลังด้านบวก เช่นการเย็นแผ่ซ่าน ชุ่มชื่น บริเวณกลางกระหม่อม ในอก หรือทั้งตัว แล้วแต่ความแรง แต่ถ้ามากเกินไปตัวผู้รับจะสั่นสะท้านและเกิดอาการหนาวสั่น


เราสามารถรับกระแสจิตและพลังงานจากสิ่งใดได้บ้าง?
1. คลื่นพลังงานจากแร่และธาตุโลหะบางชนิด ด้วยความที่มันผ่านกาลเวลามานับหลายพันหลายหมื่นปี ทำให้มีการสั่งสมประจุพลังของธรรมชาติที่เรียกว่าพลังของจักรวาลเอาไว้ในตัว เหมือนก้อนถ่านแบตเตอรี่ ที่ได้รับการช๊าตพลังงานสั่งสมเรื่อยมา ความแรงมากน้อยย่อมมีไม่เท่ากัน ตามกาลเวลาและความเสถียรคงทน
2. คลื่นกระแสจิตที่แผ่ออกมาจากสัตว์
3. คลื่นกระแสจิตที่เกิดจากมนุษย์
4. คลื่นกระแสจิตที่แผ่กระจายออกมาจากวัตถุต่างๆ ที่ผู้มีพลังจิตเคยประจุพลังจิตใส่ลงไป เช่น ผ้ายันต์ วัตถุมงคล และพระพุทธรูป ในกรณีนี้ รวมไปถึงการเขียนสิ่งต่างๆลงไปในแผ่นกระดาษและวัตถุต่างๆก็ด้วย แม้จะเป็นแค่การเขียนข้อความธรรมดา หรือเป็นการแค่การวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ แต่มันก็คือการถ่ายพลังจิตของผู้มีสมาธิประจุลงไปในแผ่นกระดาษและผ้าใบนั้นๆ โดยที่ตนเองรู้ตัว และไม่รู้ตัว
 
เทปบันทึกเสียง ภาพวีดีโอ หรือแม้กระทั่งรูปถ่ายต่างๆที่ใช้ในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆก็จัดอยู่ในประเภทนี้(เพราะฉะนั้นใครที่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกตุ๊บๆตรงหน้าผากก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะถือว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถรับคลื่นพลังงานจากในบทความนี้ได้)
 
5. คลื่นกระแสจิตที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ คลื่นกระเภทนี้จะมีความถี่สม่ำเสมอทั้งต้นและปลาย ต่างจากคลื่นของมนุษย์ทั่วไปที่มักมีความถี่ไม่เท่ากันเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบาขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของตัวผู้รับคลื่นเอง ว่าจะแยกออกได้อย่างไร ว่าเป็นคลื่นของคนหรือคลื่นของผี ปรกติถ้าฉันได้รับคลื่นประเภทนี้ ไม่นานนักจะเริ่มมีอาการง่วงนอนตามมา ฉันจะรีบหาที่นอนทันที และพอหลับไปเจ้าของคลื่นก็จะปรากฏตัวมานั่งคุยด้วยทุกครั้ง

วิธีถอนออก หากเกิดอาการอยากอาเจียนและปวดศีรษะ ที่เกิดขึ้นจากการส่ง-รับกระแสจิต
1. อย่าสนใจกับมัน ไปหาอะไรทำซะ แล้วอาการปวดจะค่อยๆเบาลง แต่ปรกติกว่าจะหายก็นานหน่อย
2. ปิดกั้นจิตตนเองแบบฉับพลัน อาการของกระแสจิตที่คลั่งค้างอยู่ก็จะค่อยๆเบาบางและสลายหายไป
3. เข้าสมาธิที่สูงกว่าเดิม อย่างปฐมฌานขึ้นไป หรือให้สูงว่าผู้ที่กำลังส่งกระแสจิตมา อาการหน่วงหน้าผากและปวดศีรษะจะหายไปทันที
4. อันนี้ง่ายมาก โยนอาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตัว ให้เหยื่อรายต่อไป (= =" ) คือ ประมาณว่าไม่ไหวแล้วโว้ย ขี้เกียจเล่นด้วยแล้ว เอาไปใส่หัวคนอื่นดีก่า ให้มันมามึนหัวอยากอ๊วกแทนเรา ประมาณนั้น มันก็คือการกำหนดจิต รวมอาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เป็นกลุ่มก้อนควันสีดำๆ แล้วโยนไปใส่หัวชาวบ้านคนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องด้วยนั่นแหละ (อาการปวดตามตัวทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการส่งกระแสจิตก็สามารถทำแบบนี้ได้เหมือนกัน) แต่แนะนำว่าอย่าทำดีกว่าถ้าจะเอาไปใส่หัวใคร ถึงวิธีนี้จะง่ายแต่มันก็เป็นบาป ถ้าอยากจะทำจริงๆ แนะนำว่าให้ส่งพุ่งลงใต้ดินไปเลยดีกว่า ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนใหญ่ฉันจะทำข้อ 3 กับข้อ 4 แล้วแต่สถานการณ์


ประโยชน์และการนำไปใช้ (อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดนะ พยายามค่อยๆนึกไปเรื่อยๆ)
1. รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะมีสิ่งใดมา
เจตนาของผู้ส่งจะเป็นกระบวนความคิดที่เร็วมาก มันจะถูกส่งมาก่อนที่ผู้ส่งจะเริ่มลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ และเพราะเหตุนี้ หากผู้รับรู้สึกตัว และรับคลื่นความคิดนี้ได้ ผู้รับจะรู้ได้ทันทีว่า หลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา

ถ้าเป็นการส่งกระแสจิตแบบมุ่งร้าย เจตนาของผู้ส่งที่ต้องการมุ่งร้าย จะพุ่งตรงมากระทบใจผู้รับก่อน ก่อนที่สิ่งของที่แนบพ่วงท้ายมาจะตามมาถึง ทำให้เผู้รับรู้ตัวล่วงหน้า และรีบขออาราธนาบารมีพระฯครูบาอาจารย์ครอบตัวไว้ล่วงหน้าได้ทันท่วงที

2. รู้ว่าฝ่ายตรงข้าม มีสมาธิอยู่ในระดับใด
(วิธีตรวจเช็คระดับสมาธิของฝ่ายตรงข้าม ฉันจะไม่ขอกล่าวถึง ต้องหัดสังเกตและจดจำเอาเอง)
อันนี้เหมาะกับนักปฏิบัติธรรมที่ต้องการให้คำแนะนำ กับผู้เริ่มฝึกใหม่ที่ ไม่มีพื้นฐานการฝึกสมาธิมาก่อนเลย หรือผ่านฝึกสมาธิมาในระดับหนึ่งแล้ว และเกิดสมาธิไม่ก้าวหน้าไปต่อไม่ได้ ส่วนวิธีแนะนำเพื่อให้สมาธิก้าวหน้าต่อไปนั้น ก็แล้วแต่ผู้เป็นครูว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการขออาราธนาบารมีครูบาอาจารย์เบื้องบนช่วยสงเคราะห์อีกที

  
และในทางกลับกัน ประโยชน์ของข้อนี้ก็คือ ถ้าผู้ที่เรากำลังสนใจอยู่นั้น มีระดับสมาธิสูงกว่า หรือทัดเทียม ก็จะได้ไม่ต้องปล่อยไก่ต้มตัวโตให้คนอื่นเขานั่งหัวเราะเยาะเล่น ว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ถ้าพบคนแบบนี้โผล่หน้ามาขอคำแนะนำการนั่งสมาธิเบื้องต้น ก็ให้ตีตัวออกห่างไปเลย อย่าไปเสียเวลาอธิบายให้เปลืองแรง

3. ใช้ในการรักษาเยียวยา โดยใช้คลื่นกระแสจิตของตนเอง ส่งไปยังตัวผู้รับเพื่อขับสิ่งไม่ดีหรือพลังงานด้านลบออกจากตัวผู้รับ
 
แล้วถ้าคนรักษาป่วยซะเองล่ะจะทำยังไง? แน่นอนว่ารักษาตัวเองไม่ไหวแน่ ทุกขเวทนาทำให้เข้าสมาธิได้ลำบาก วิธีที่ใช้ประจำ
3.1. มองหาเหยื่อที่สามารถทรงสมาธิในระดับหนึ่งได้ เน้นว่าในหัวของเหยื่อจะต้องเย็นและเบาสบาย
3.2. เมื่อเจอเหยื่อแล้วก็ ก๊อปปี๊ข้อมูลในหัวเหยื่อมาใส่หัวตัวเอง เรียกว่าดึงสภาวะจิตของฝ่ายตรงข้ามที่กำลังทรงอารมณ์อยู่ในสมาธิ มาเป็นอารมณ์สภาวะจิตของตนเองชั่วคราว
3.3. เมื่อหัวโล่งเบาสบายตามแล้ว ก็เข้าสมาธิ เริ่มซ่อมแซมตัวเอง
3.4. ถ้าหาเหยื่อตามข้อ 1 ไม่ได้ หรือป่วยหนักเกินไป แนะนำว่าไปหายากินเหอะ (แต่ปรกติการกินยาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เพราะฉันเกลียดการกินยาขมๆ)

4. ตรวจเช็คพลังงานที่ประจุในวัตถุมงคลหรือหินแร่
เคยไปที่บ้านเพื่อนทางบุญท่านหนึ่ง เขาเชื่อในเรื่องของการรับคลื่นกระแสจิต แต่อยากพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า มันเป็นยังไงแล้วเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ว่าแล้วเพื่อนทางบุญท่านนี้ก็ขนพระเครื่องในตู้ออกมาวางกองหลายชุด บอกให้ช่วยวัดคลื่นพลังให้ เพื่อนหยิบพระให้ใส่มือ ฉันก็ไม่ได้มองว่าเป็นพระอะไร รู้แค่ว่าเป็นพระผงเก่าๆ เขาบอกว่าดูให้หน่อยพระองค์นี้พลังเป็นยังไง ฉันก็จับดู เป็นคลื่นพลังงานแผ่ฟุ้งกระจาย ก็ตอบไปว่าพระองค์นี้ลาภเยอะมาก เพื่อนทางบุญก็ตกใจ บอกรู้ไหมองค์นี้คือพระอะไร ฉันก็บอกไม่รู้ ก็ไม่ได้มองนี้ว่าพระอะไร เพื่อนทางบุญก็เฉลยว่าคือหลวงพ่อโสธรรุ่นเก่ามาก ฉันก็พยักหน้า ไม่พูดอะไรต่อ เพื่อนทางบุญก็ส่งพระเครื่องมาให้จับอีก รอบนี้ปรากฏว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมาเป็นแสงแหลมๆคล้ายเข็มวิ่งพุ่งเข้ามาในตัว ฉันก็ตอบไปว่า พระองค์นี้เด่นมหาอุดฯคงกระพันนะ
ฉันจะตรวจเช็คเฉพาะคลื่นพลังงานที่ประจุอยู่ในองค์พระเครื่องอย่างเดียว ไม่มีการใช้วิชามโนยิทธิช่วย เพราะกลัวอุปาทานกิน เพื่อนก็พยักหน้า บอกพระองค์นี้เป็นพระขุนแผนฯออกศึก ว่าแล้วเพื่อนทางบุญก็ขนเครื่องมาอีกตรึมให้ช่วยจับให้ องค์ไหนของเก๊ของปลอมก็คัดแยกออกไปเก็บไว้ต่างหาก จับมาประมาณ 40 องค์ เป็นของแท้แค่ 10 กว่าองค์ นอกนั้นเก๊หมด (คือเพื่อนท่านนี้ดูพระเครื่องไม่เป็นเลย แต่ชอบสะสม) (= =" )

ก่อนกลับบ้าน เพื่อนทางบุญท่านนี้ยังสารภาพว่าความจริงในตู้ยังมีพระเครื่องและวัตถุมงคล อีกหลายร้อยอย่างมัดใส่ถุงไว้ อยากให้ช่วยจับพลังให้ ฉันก็บอก พอเหอะ อยากกลับบ้านไปดูการ์ตูน
 
5. คิดไม่ออก วี วี วี~...ขอกลับไปนึกก่อน (  -  3-)  คือมันแล้วแต่จะนำไปประยุกต์ใช้ตามสไตล์ของตนเอง แต่ที่เอามาใช้บ่อยๆส่วนใหญ่ก็ประมาณนี้
 
 
ปล. การส่งคลื่นชนิดนี้ก็คล้ายกับการขว้างหินโดยอาศัยกำลังสมาธิเป็นแรงส่ง ยิ่งผู้ส่งได้ระดับฌานสูงเท่าไหร่ แรงที่ส่งไปก็จะยิ่งทวีคูณ

(ณ ที่ระดับฌาน 4 จะเป็นสภาวะที่คลื่นกระแสจิตหยุดนิ่ง ไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน อุปมาอุปมัยก็เหมือนการขว้างหิน ยิ่งผู้ขว้างบิดตัวและเหวี่ยงแขนออกไปด้านหลังได้มากเท่าไหร่(หรือจนสุดที่ไม่สามารถเหวี่ยงแขนต่อไปได้อีก) แรงส่งในการเพิ่มของแรงของก้อนหินที่ขว้างออกไป ก็จะยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ดูภาพประกอบตัวอย่างคร่าวๆที่ด้านล่างประกอบ ก็จะออกมาเป็นประมาณนี้ หลักการอธิษฐานใช้ฤทธิ์ด้านต่างๆ ก็ใช้หลักการเช่นนี้เหมือนกัน)

 


เมื่อไล่ระดับอุปจารสมาธิ ฌาน 1-2-3-4 แล้ว และไล่ระดับสมาธิกลับ 4-3-2-1อุปจารสมาธิ ความหนาแน่นของกำลังจิตจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

 

 
* ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการส่งและรับคลื่นกระแสจิตที่ใช้กำลังของอุปจารสมาธิเป็นฐานการรับ-ส่ง แต่ถ้าเป็นการเล่นที่ระดับฌาน ๔ ล้วนๆ ซึ่งเป็นการเล่นฤทธิ์ระดับอภิญญาใหญ่ของผู้ที่มีความคล่องแคล่วในฌานสูง คลื่นดังกล่าวจะแทบไม่มีปรากฏ เพราะเป็นอารมณ์นิ่ง เบาๆสบายๆ ที่แทบไม่มีการเค้นหรือใช้กำลังสมาธิเร่งส่ง (เพียงแค่คิด อิทธิฤทธิ์ก็เกิดขึ้น ) ยกเว้นแต่บุคคลผู้นั้น ต้องการให้มีคลื่น คลื่นจะจึงปรากฏ..
4

อืม..ดีๆ ใช้ได้

อะไรก็ไม่รู้

เห็นด้วยๆ

ซึ้งจังเลย

ขำฮาตรึม

ความคิดเห็น ความคิดเห็น (12 ความคิดเห็น)

ตอบกลับ Intarachit 15-1-2011 15:23
โห เจ๋งมากพี่
ตอบกลับ ชัช 27-1-2011 20:38
ครับ...เป็นความรู้ที่ดีมากเลย ต้องมาอ่านทบทวนบ่อยๆๆ...จะได้ทำได้บ้าง
ตอบกลับ Akkawangso 28-1-2011 22:15
  
ตอบกลับ godfather 7-2-2011 23:30
น่าสน
ตอบกลับ Lavender 7-3-2011 20:29
  
ตอบกลับ aei 27-5-2011 01:19
  
ตอบกลับ moo4154 9-8-2011 23:14
  
ตอบกลับ 13PH 17-10-2011 02:07
  
ตอบกลับ patima 13-11-2011 12:06
   โอ้โห...ทึ่ง....   สุดยอด
ตอบกลับ pat 28-1-2012 10:07
    Amazing
!
ตอบกลับ nurse 22-6-2012 17:36
สาธุค่ะ
ตอบกลับ Khunyong 4-11-2012 05:58
สาธุ

facelist

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน
รหัสลับ เปลี่ยน

praruttanatri.com

GMT+7, 24-4-2014 20:31 , Processed in 0.024850 second(s), 14 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.